MY WORLD FILM FEST ภาค 3

posted on 08 Nov 2006 14:52 by filmsick

1.RIGHTS OF THE WEAKEST ( LUCAS BELVAUX / FRENCH)

dhdh

หนังจากฝีมือ ผู้กำกับ หนังไตรภาค 1 ,2 , 3 ที่ทำหนัง 3 แนว ในสามภาค โดยใช้ดาราชุดเดิม และแต่ละภาคเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน หนังใหม่เรื่องนี้ของเขา เล่าเรื่องของ คนชั้นล่างของสังคม คนงานปลดเกษียณ คนพิการ คนขี้คุก สาวโรงงาน และคนตกงาน คนชนชั้นใต้ถุนของสังคม ในเมืองอุตสาหกรรมถลุงเหล็ก ที่ใช้ผู้คนเหมือนสิ่งขิง พอหมดประโยชน์ก็โยนทิ้ง อย่างไร้ค่า และพวกเขา คือแรงงานชำรุด ที่เปลืองชีวิตเปล่าดายไปวันๆในร้านกาแฟ ดื่มเล็กน้อย เล่นไพ่ และเฝ้าฝันถึงวันที่ดีกว่า จนเมื่อคนคุถกผู้พยายามถีบตัวเองให้พ้นจากวังวนเข้ามาร่วมทีม และพวกเขาถูกผลักดันไปสู่สุดขอบของความเป็นมนุษย์ พวกเขาจึงหาทางเอาคืนอย่างแร้นแค้นและจบลงอย่างสิ้นหวัง

หนังเปิดเรื่องด้วยภาพของคนงานที่ถูกปลดยืนมองการรื้อถอนทำลายโรงเหล็กที่หล่อเลี้ยงเขามาทั้งชีวิต แม้มันจะสูบกินเลือดเนื้อ ทำให้พวกเขาต้องพิการเขาก็รักมัน

ครึ่งแรกของหนังฉายภาพของแต่ละชีวิตได้อย่างน่าสนใจ เราได้เดินทอดน่องท่องเข้าไปในชีวิตของพวกเขา คนพิการที่อาศัยอยู่ชั้นบนสุดของแฟลตที่ลิฟต์เสียตลอดเวลา นักโทษติดทัณฑ์บน ที่ต้องเดินทางไปรายงานตัวให้เจ้าหน้าที่ปากเสีย กดข่มตอกย้ำทุกสัปดาห์ คนตกงานที่ไม่ว่าจะจบกี่ปริญญา ก็ไม่สามารถหาเงินมาซื้อมอเตอร์ไซค์ให้เมียขี่ไปทำงานได้ สาวโรงงานที่ต้องตื่นแต่เช้า แล้วนั่งรถเมลล์ไปทำงานหนักอย่างอ่อนเพลีย หนังเล่าเรื่องไปแบบช้าๆ ปล่อยให้เราสังเกตสังกาและไม่เร้าอารมณ์

น่าเสียดายที่ครึ่งหลัง หนังหันไปเล่าเรื่องการปล้นแบบอนาถา ของแกงค์คนยาก ที่นำไปสู่บทสรุปอันฟูมฟาย เร้าอารมณ์ และพิมพ์นิยมแบบที่เห็นกันเกลื่อนกลาด ในหนังทำนองเดียวกันนี้ (ไล่กันมาตั้งแต่ยุคสมัย คนขบถอย่างBONNIE AND CLYDE ไปจนถึงยุคอีสาวนักสู้ อย่าง SET IT OFF ) อารมณ์บีบคั้นฟูมฟายในช่วงท้ายเรื่อง ลดทอนการปูทางเรื่องราวและอารมณ์อันหนักแน่นในครึ่งเรื่องแรกลงไปจนน่าเสียดาย

อย่างไรก็ดี นี่เป็นหนังสะท้อนสังคมที่น่าสนใจมากๆ เต็มไปด้วยประเด็นน่าขบคิดถึง สิทธิของผู้อ่อนแอ ในโลกทุนนิยมที่สุดแสนกราดเกรี้ยว จะมีอีกกี่คนที่ถูกพัดพาจมหายไปในโลกแบบนี้

หนังวางแผงแบบลิขสิทธิ์แล้วในบ้านเรา ปกหนังแผ่นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวเรื่องแม้แต่น้อย และชื่อไทยของหนังฟังดู ระเบิดภูเขาเดผากระท่อมมากๆ (แต่ผมจำไม่ได้ )

2.THE IMMORTALS ( ANONIO PEDRO VASCONSELOS / PROTUGUESE )

dkdld

นายทหารปลดประจำการกลุ่มหนึ่ง ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับโลกปกติได้ พวกเขาจึงรวมตัวกัน นัดกันไปปล้อนธนาคารแห่งหนึ่งในต่างเมือง มิคาด ด้วยเนื่องเพราะคนหนึ่งในกลุ่ม ตบนางโชว์ก่อนเดินทางไปปล้น คดีของพวกเขาจึงได้รับการคลี่คลาย โดยนายตำรวจร่างท้วมอารมณ์ดี ที่มีงานอดิเรกเป็นนักเล่นกีตาร์ และกำลังจะปลดเกษียณเป็นนักกีตาร์ในอีกสามวัน โดยมีผู้ช่วย เป็นกิ๊ก วัยดึก คุณป้าที่ชอบแต่งตัวด้วยผ้าลายดอกสีพาสเทล และชอบไปนั่งฟังเพลงในร้านอาหารสำหรับคนแก่ๆ ที่สำคัญ พวกเขาคลี่คลายคดีโดยไม่ต้องออกจากเมือง ไม่ต้องพะบู๊ แค่ขับรถไปฮัมเพลงไป และ ไม่ต้องออกจากเมืองแม้แต่ก้าวเดียว

หนังทำท่าจะเป็นแรมโบ้ ภาคพิเศษ ในฉากเปิดเรื่อง และทำท่าจะเป็นหนังเมโลดราม่าน้ำตาแตกของชีวิตบัดซบ ทำท่าจะเป็นหนังรักชวนหัวของคุณลุงวัยดึก ทำท่าจะเป็นหนังสืบสวนสอบสวนสุดเท่ ทำท่าจะเป็นหนังนัวร์ร้ายกาจ แต่สุดท้ายที่หนังทำกลับคือการยั่วล้อหนังทุกแนวที่ว่ามาด้วยลูกเล่นร้ายกาจ พลิกแพลง และแพรวพราวด้วยลูกล่อลูกชน จนคนดูนักเดาแนวหนังเหวอกันไป

หนังใช้วิธีการแบบ FILM NIOR มาเล่าเรื่อง เรื่องของคนผู้เต็มไปด้วยด้านมืด ถูกชักนำถลำลึกลงไปในอาชญากรรม โหดเหี้ยม แต่หนังกลับหักหลัง FILM NIOR ด้วยการให้ตัวเอกไม่ได้เป็นนักสืบเชลยศักดิ์ร้ายกาจ หากแต่เป็นคุณลุงท่าทางใจดี ที่ซ่อนคม และที่สำคัญหนังมี BLONDE GIRLที่เข้าทางสาวร้าย เกี่ยวพันอยู่กับหัวหน้าสแกงค์มาเฟียและตัวเอก ตามหลักการของFILM NIOR เธอควรคือนางมารร้ายประจำเรื่อง แต่ในเรื่องนี้ เธอกลับตายเป็นรายแรก

ลงเอยเข้าจริงๆหยังคล้ายจะกลายเป็น หนังแบบ CLAUDE CHABROL มีเรื่องราวอชาญากรรมเกิดขึ้น แต่มันกลับไม่ได้เกิดอะไรขึ้นเลยในหนัง ผิดก็แต่ว่า CHABROL ใช้อาชญากรรมตีแผ่ ภาวะผัวเมียละเหี่ยใจ หรือด้านมืดลึกล้ำของมนุษย์ แต่ในหนังเรื่องนี้ มันคือการแสวงหาความรื่นรมย์ในการสืบสวน และชีวิตบั้นปลายอันแสนสุขของตำรวจชรา!

3.ISABELLA (PANG HO CHEUNG / HONGKONG)

eueje

eede

เขาเป็นตำรวจกังฉินที่หนีตายไปมาเก๊า ที่นั่น เขามั่วสาว และเมามาย ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าพบเด็กสาววัยรุ่นนั่งกินมาม่าอยู่ในบ้าน เขาคิดว่านั่นคือเด็กสาวที่เขาหิ้วมา ก่อนจะพบว่าอาจเจอข้อหาพรากผู้เยาว์ และตกใจยิ่งขึ้นเมื่อเด็กสาวบอกว่า เขาคือพ่อของเธอ

แล้วหนังก็ว่าด้วยความสัมพันธ์พ่อลูก ที่ห่างเหินกันไปเนิ่นนาน แล้วค่อยๆขยับเข้ามาชิดใกล้กันอีกครั้ง

หนังถ่ายภาพสวยงามและอาศัย มาเก๊า สร้างบรรยากาศเมืองทรุดโทรมที่เคยรุ่งโรจน์และสวยงามมาก่อน นอกจากนี้ ยังได้ ISABELLA LEUNG กับงานชิ้นแรกของเธอ มาเป็นแสงสว่างไสว ในบทของเด็กสาววัยรุ่นผู้น่ารัก หัวรั้น และเข้มแข็ง

แต่ที่น่าตื่นตามากที่สุดกลับเป็น CHAPMAN TO ไอ้หนุ่มที่ผูกขาดบทตัวตลกตามพระ เขาคนนี้คือเพื่อนซี้ของ เหลียงเฉาเหว่ย ใน INFERNAL AFFAIRS ภาคแรก รวมไปถึงหนังฮ่องกงตลกเลอะเทอะมากมายหลายเรื่อง แต่ในเรื่องนี้เขากลับได้โอกาส เปล่งพลังทางการแสดง จนกลายเป็นคนหนุ่มอบอุ่นที่หลายคนถวิลหา

หนังอาศัยภาพสวยงาม เพลงประกอบไพเราะ และดารานำที่มีแรงดึงดูดสูง ทำให้หนังเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ติดขัด แม้ผลลัพทธ์โดยรวมก็แทบไม่ได้ต่างจากหนังพ่อลูกเรื่องอื่นๆก็ตาม

อย่างไรก็ดีหนังมีฉากน่าจดจำอยู่พอแรง โดยเฉพาะฉากท้ายๆของเรื่องที่แม้จะติดอยู่ในอารมณ์ฟูมฟาย แต่เรายังๆได้เห็น น้ำตาที่ไหลเป็นสายเลือด ซบไหล่ของลูกสาว เป็นฉากเหนือจริงๆเล็กๆฉากเดียวของหนังที่ออกมาได้พอดิบพิอดี

หนังฟุ้งฝันอวลลอย เหมือนการนอนกลางวันในแสงแดดยามสาย และ ถ้าหากเข้าฉายในไทยเมื่อไร ก็ไม่ควรพลาดที่จะไปลิ้มลองครับ

4.SILENCE WILL SPEAK ( พัลลภ ฮออะรินทร์ /ไทย )


นี่คือหนังที่ผมชอบมากที่สุดเป็นอันดับสองในเทศกาลนี้ ขออนาติเขียนแยกถึงหนังเรื่องนี้ยาวๆอีกครั้งหนึ่ง!

5.ODE TO JOY (ANNAKAZEJAK-DAWID , JAN KOMASA , MACIEJ MIGAS / POLAND )

FEFEFEF

EFEDFEDE

หนังสั้นสามเรื่องที่ว่าด้วย หนุ่มสาวชนขั้นแรงงานในโปแลนด์ เรื่องแรก เป็นเรื่องของเด็กสาวทียอมไปเป็นแรงงานต่างด้าวทำความสะอาดพื้น เพื่อเก็บเงินสะสม ครั้นกลับมาบ้าน เธอพบว่า พ่อกำลังวุ่นวายอยู่กับการประท้วงของคนงาน ขณะที่แม่เธอกำลังจะตกงาน และแฟนหนุ่มอยากจะยืมเงินเธอไปดาว์นบ้าน เธอตัดสินใจช่วยแม่เอาเงินไปเปิดร้านเสริมสวย แต่อุดมการณ์ของพ่อกลับทำลายมันลงหมดสิ้น ฉากเศษซากร้านเสริมสวยหลังการจราจล ความสำเร็จของพ่อ กับความล้มเหลวของลูกสาว เป็นภาพที่สุดแสนเจ็บปวด

เรื่องที่สองว่าด้วยเรื่องของไอ้แรปเปอร์หนุ่ม ที่ตั้งมั่นแล้วว่าจะมีชีวิตด้วยการเป็นแรปเปอร์ แม้จะต้องปากกัดตีนถีบเลี้ยงตัวเองและยายที่รักก็ตาม แฟนของไอ้หนุ่มเป็นเด็กสาวไฮโซ ที่ตั้งใจจะลงมาคลุกฝุ่นกับแฟนหนุ่ม พ่อของเธอพยายามจะช่วย หางานให้ไอ้หนุ่มทำ แต่ที่แท้กลับคือการมัดมือมัดเท้าแล้วพาเขาไปให้โลกทุนตบหน้าซ้ำซาก เมื่อเขาถูกกดขี่ข่มเหง ดูถูกดูแคลน เหยียบย่ำกดหัว จนในที่สุดเขาก็ระเบิดมันออกมา หนังจบลงอย่างเศร้าสร้อย เมื่อในที่สุดเขาประสบความสำเร็จในการเป็นแรปเปอร์ แต่ความสุขมาช้าเกินไป เพราะเขาต้องแลกมันด้วยความตายของยาย ฉากสุดท้ายที่เขาปฏิเสธการเป้นคนมีชื่อเสียงกลับมานั่งร้องให้ข้างเตียงยายที่ตายไปแล้ว เป็นฉากที่ทรงพลังที่สุดฉากหนึ่งในรอบปีนี้

เรื่องสุดท้ายว่าด้วยไอ้หนุ่มลูกจ้างชาวประมง ที่มีชีวิตล้มเหลว อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ที่อยากจะไล่เขาไปให้พ้นๆ เขามีแฟนสาวที่ทิ้งเขาไปแล้ว และตัวเขาเองก็เฝ้าฝันถึงวันที่ดีกว่า เขากับเด็กหนุ่มปัญญาทึบอีกคนที่โดนกดขี่ข่มเหงตลอดเวลา กัดฟันขโมยเงินเจข้านายหนีไปสู่ชีวิตที่น่าจะดีกว่านี้ แต่เขากลับทำลายมันลงทั้งหมดด้วนยน้ำมือของเขาเอง พาเขากลับมาสู่ดินแดนปลายขอบโลกที่เขาชิงชัง ฉากท้ายเรื่อง พ่อของเขาที่เฝ้าฝันถึงการไปออกรายการเกมโชว์ทั้งชีวิต แต่ไมได้ไปไหน แต่งสูทเต็มยศ อกมายืนเหม่อริมทะเลที่มีลมกรรโชก เฝ้าพร่ำคำถึงลูกชาย อย่าเป็นแบบฉัน - ร้าวลึกลงไปถึงหัวใจ

หนังทั้งสามเรื่องเล่าภาพชนชั้นล่างผู้ปากกัดตีนถีบของโปแลนด์ ดินแดนที่ผ่านสงคราม ความแร้นแค้น มาเหลือคณานับ หนังเล่าเรื่องโดยแบ่งตามเมืองที่ทั้งสามอาศัย ความใฝ่ฝันและวัยเยาว์ของคนหนุ่มสาวถูกทำลายลงจาก การเมือง (อุดมการณ์ ของผู้พ่อในตอนแรก) แรงบีบคั้นในสังคมทุนนิยม (พ่อของแฟนสาวและเพลงแรปในตอนสอง ) และตัวของพวกเขาเอง (ความงี่เง่าของตัวเอในตอนสาม)

แม้หนังจะจบลงอย่างมีความหวัง เมื่อสามตัวละครได้มาอยู่ร่วมกันบนรถประจำทางจากดินแดนอื่นมุ่งหน้ากลับบ้าน แน่นอมันดูมีความหวัง แต่ที่จริงมันเจ็บปวดอย่างยิ่ง เพราะในที่สุเดพวกเขาไม่ได้ทำอะไรได้มากกว่าการกลายเป็นแรงงานต่างด้าว ดับความฝันของตัวเองลงโดยสิ้นเชิง

เล่าเรื่องแบบเมโลดราม่ามากๆ แต่ด้วยความที่ทำได้ถึง มันจึงออกมาทรงพลังอย่างยิ่ง และนี่คือหนังที่ชอบเป็นอันดับสามในเทศกาลนี้ครับ


Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ในหนังเรื่อง ODE TO JOY ตอนแรกของเรื่องมีชื่อว่า SILESIA ซึ่งหมายถึงดินแดนส่วนหนึ่งของโปแลนด์ที่อยู่ติดกับเชคและเยอรมนี

เห็นชื่อ SILESIA แล้วทำให้นึกถึงหนังสารคดีเรื่องนึงที่เคยดูที่เกอเธ่เมื่อหลายปีก่อน หนังสารคดีเรื่องนั้นมีชื่อว่า SLASK/SILESIA (1994, VIOLA STEPHAN, B+) ที่สำรวจชีวิตผู้คนใน SILESIA ถ้าเข้าใจไม่ผิด ดินแดน SILESIA นี้เคยมีคนเยอรมันอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่พอหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โซเวียตก็ขับไล่คนเยอรมันจำนวนมากออกจากดินแดน SILESIA และอพยพคนโปแลนด์เข้ามาตั้งรกรากใน SILESIA แทน อย่างไรก็ดี ดินแดนนี้ไม่ค่อยมีความขัดแย้งด้านเชื้อชาติมากนักในยุคปัจจุบัน หนังสารคดีเรื่อง SLASK/SILESIA ก็เลยไม่ค่อยมี

#1 By M.Scudery Worships Nicolas Wadimoff (61.7.159.206 /192.168.0.68, 61.7.159.206) on 2006-11-10 09:35