CLIMATES เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย + CHICHA TU MADRE : MY WORLD FIL FESTIVAL 2006 ภาค 1
posted on 26 Oct 2006 00:50 by filmsick in FILMFLU
1.CHICHA TU MADRE ( GIANFRANCO QUATTRINI/
หนังเล็กๆจากเปรูที่ว่าด้วยภาวะ วิกฤติวัยกลางคน ของ JULIO CESAR คนขับแทกซี่วัยกลางคนที่ถังแตก ถูกทีมฟุตบอลที่ตัวสังกัดกล่าหาว่าเป็นตัวซวยหลังจากพ่อตาย กำลังหน่ายเมีย ลูกสาวก็ดันไปท้องกับคนข้างบ้าน หนำซ้ำกับไพ่ยิปซีที่เขาเฝ้าเรียนมาแรมปีกับอาจารย์ท่านหนึ่งก็ยังไม่ได้รับการยอมรับเสียที เขาฝากชีวิตไว้กีบโชคชะตา ของการขูดสลากมั่ง ของไพ่ยิปซีสิ่งเดียวที่ชุบชูชีวิตบัดซบของเขา คือนางโลมหุ่นสะบึมส์ที่เริ่มความสัมพันธ์กันจากเซกส์ แล้วขยับไปเป็นเพื่อนกัน ชีวิตที่ยิ่งไปยิ่งแย่ของเขา ดูสิ้นหวังและไร้ทางออก กระทั่งไพ่ยิปซียังขึ้นใบร้ายไม่หยุดหย่อน
หนังเล่าเรื่องไปเรื่อยๆโดยไม่ให้น้ำหนักกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งมากเป็นพิเศษ คล้ายการจับตาดูพฤติกรรมของ JULIO อยู่ห่างๆ เขาไม่ใช่คนดีที่ตกทุกข์ แต่ก็ไม่ใช่ตัวริยำ เป็นแค่คนสามัญหาเช้ากินค่ำทำตัวเสเพล ที่ยิ่งไปก็ยิ่งรู้ว่าชีวิตมีแต่จะจมอยู่ในปลักตม
และหนังให้เขาหาทางออกให้กับชีวิตด้วยวิธีที่ไม่สวยงาม ไม่โรแมนติค ไม่ได้เป็นวีรบุรุษ หนำซ้ำยังดูเป็นไอ้ตัวชั่วช้าอีกต่างหาก แต่ในอีกทางหนึ่งมันกลายเป็นการแก้แค้นจากคนที่โดนกดขี่มาทั้งชีวิต
หนังเลือกตัวเอกให้เป็นชายตัวเตี้ยหัวเริ่มล้านมีพุง และแสดงความโง่ ความยอมคนของตัวเองออกมาเรื่อยๆ เหมือนชายวัยกลางคนเป็นล้านล้านบนโลกนึ้ และนั่นทำให้ชะตากรรมของเขาดูทรงพลังมากขึ้น และทั้งๆที่ชะตากรรมของเขาร่วงต่ำลงทุกทีเพลงประกอบในหนังก็ยังเป็นเพลงลาตินไพเราะเพราะพริ้งอยู่ตลอดเวลา
หนังเล่าเรื่องแบบธรรมดา และจบลงอย่างธรรมดา (แต่พลิกความคาดหมาย) ทำให้หนังเล็กๆที่ดูเหมือนจะสามัญ พิมพ์นิยม มีอะไรน่าสนใจไม่น้อย
- CLIMATE (NURI BILGE CEYLAN /
TURKEY )

หญิงสาวในแสงตะวัน คือภาพแรกของหนังเรื่องนี้ ภาพที่ดูสงบอบอุ่น ราวกับยามบ่ายอันแสนสุขในโบราณสถานเก่าแก่ ภาพตัดไปเห็นชายหนุ่มสาละวนกับการเก็บภาพ ภาพตัดไปหญิงสาวปีนขึ้นไปบนเนิน จากบนนั้นเธอมองเห็นเขาสะดุดล้มลุกขึ้นมายิ้มโบกมือ ภาพตัดไปที่เธอ กล้องประจันหน้ากับเธอนิ่ง และยาวนาน เธอยังคงมีใบหน้าเดิม เว้นแต่น้ำตาค่อยๆไหลลงมาช้าๆ
เธอกับเขาที่แท้เป็นสามีภรรยาคู่หนึ่ง เธอเป็นช่างกำกับศิลป์ในรายการละครโทรทัศน์ และเขาเป็นอาจารย์สอนสถาปัตยกรรม ในมหาวิทยาลัย เที่ยวฤดูร้อนนั้นทั้งคู่เดินทางมาเที่ยวเมืองชายทะเล เพื่อเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่า และสามีเธอพลอยได้โอกาสมาเก็บภาพสำหรับประกอบวิทยานิพนธ์ของเขา บ่ายวันหนึ่งเธอนอนอาบแดดอยู่ข้างเขา หลับไปในแสงแดด ฝันเห็นเขาเดินขึ้นจากน้ำมาจูบเธอ น้ำหยดลงบนหน้า ทรายถมเธอมิดทั้งตัว ทั้งคู่หัวเราะหัวใคร่ในแสงแดด พลันเขากลบทรายทับใบหน้าเธอ เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมากลางแดด จากนั้นเขาบอกเลิกเธอ
นั่นคือเรื่องราวของฤดูร้อนหนึ่งของ ISA และ BAHAR ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลมีเรื่องราวมากหลายเกิดขึ้นให้เขาค่อยๆได้เรียนรู้ หรือบางทีก็แค่อาจเพียงผ่านเลยโดยไม่เคยทำความเข้าใจอะไรเลยก็เป็นได้
ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ NURI BILGE CEYLAN ผู้กำกับชาวตุรกี เจ้าของหนังเหงาบัดซบอย่าง DISTANT และCLOUDS OF MAY กลับมาคราวนี้ นอกจากจะกำกับและเขียนบท เขาถึงกลับโดลงมารับบทนำด้วยตนเอง รวมถึงให้ EYBRU CEYLAN ภรรยาของเขาเอง มารับบท BAHAR ภรรยาของชายหนุ่มในเรื่อง และหนังได้หลุดไปเข้าสายประกวดในคานส์ปีที่ผ่านมา
หากใครได้รับชมหนังก่อนหน้านี้ของเขาคงเป็นที่รู้กันดีว่า CEYLAN เป็นอีกหนึ่งผู้กำกับที่ทำหนังแบบ เชือดนิ่งๆ หนังของเขามักเต็มไปด้วยภาพระยะไกล LONG TAKE กินเวลายาวนาน เขาอาจตั้งกล้องให้เห็นตัวละครเป็นเพียงจุดเล็กๆบนเฟรมภาพ จากนั้นรอคอยกระทั่งตัวละครเดินช้าๆเข้ามาเรื่อยๆจนผ่านหน้ากล้องไป หาไม่เช่นนั้นแล้ว กล้องของเขาจะตามติดชิดใกล้จนเราเห็นแต่เพียงดวงหน้าและนัยน์ตาของตัวละครเต็มจอ จากนั้นกล้องจะถูกทิ้งไว้เพื่อค่อยๆให้เราเก็บรับอารมณ์บนใบหน้าซึมเข้าสู่ตัวเรา บทสนทนาในหนังของCEYLAN อาจไม่มีคำคมๆสำหรับไว้จดจำเป็นวรรคทอง โดยมากมันมักเป็นบทสนทนาสามัญ จนน่าเบื่อ แต่ภายใต้ความสามัญนั้น ตัวละครจะถูกแจกแจงตีแผ่ ตัวตนเสียจนล่อนจ้อนต่อหน้ากล้อง
หนังแบ่งตัวตามฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน เริ่มจากฤดูร้อน ไปสู่ฤดูฝน และจบลงที่ฤดูหนาว (พร้อมกับฉากตายของ CEYLAN ชายหนุ่มที่ถูกกดทับด้วยอากาศหนาวเหน็บ) และแม่อากาศจะเปลี่ยนแปลงบ่อยแต่จิตใจของผู้คนกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงบ่อยนัก
หนังอาจเริ่มต้นด้วยภาพของBAHAR แต่กลับหันไปโฟกัสที่ชีวิตของ ISA หลังจากเขารู้สึกเหลืออดกับชีวิตคู่ เขากลับมาใช้ชีวิตหนุ่มโสด ในฤดูฝนเขขับไล่ความเปล่าเปลี่ยวด้วยการมีสัมพันธ์กับ SERAP กิ๊กเก่า นำมาซึ่งฉากรักกึ่งข่มขืน ที่แสดงให้เห็นความบ้าอำนาจแบบเพศชายของ ISA (ในฤดูร้อน เขาแสดงอำนาจต่อ BAHAR อยู่เป็นระยะๆ เมื่อเธอขัดขืนเขาก็ไม่พอใจ) เมื่อเขาบังคับให้ SERAP กินถั่วตกพื้น แต่เธอปฏิเสธ นำมาซึ่งการร่วมรัก(กึ่งข่มขืน) และในที่สุดเขาก็บังคับให้เธอกินถั่วจนสำเร็จ กลายเป็นฉาก LOVE SCENE ที่รุนแรงที่สุดฉากหนึ่งในรอบปี

หนังแสดงให้เห็นถึงความเย็นชา ใจจืด และ เห็นแก่ตัว ของ ISA (ในทางหนึ่งอาจคือเพศชายแทบทุกคน) เขารู้สึกเบื่อBAHAR เลยขอเลิกกับเธอ และเมื่อรูตัวว่าเป็นเพียงเครื่องเล่นของ SERAP ก็ทนไม่ได้ เขาจึงกลับมาหา BAHAR อีกครั้งและทึกทักเอาว่าเธอยังคงรอเขาอยู่
ฉากหนึ่งที่แสดงความใจจืดของ ISA อย่างชัดเจนคือฉากหลังจากที่เขาพบกับ BAHAR เขานั่งรถแทกซี่ไปถ่ายรูปโบราณสถานแห่งหนึ่ง เขาปีนขึ้นเนินไปถ่ายรูปกลางหิมะหนาวเหน็บ แล้วปีนลงมา พลันเขาหยุดมองแล้วก็กล่าวลอยๆกับคนขับแทกซี่ว่า ถ่ายตรงนี้กับข้างบนก็ไม่ต่างกัน จากนั้นเขาเรียกคนขับแทกซี่มาถ่ายรูป เขาว่า ควรจะมีคนอยู่ในรูปเสียบ้าง อาจเพราะก่อนหน้านี้เขาเป็นเช่นนั้นไม่สนใจผู้ใดนอกจากเป้าประสงค์ตามความต้องการส่วนตัว เราเกือบจะเชื่อว่าในที่สุดเขาได้รับบทเรียนแล้ว เรียนรู้ที่จะใส่ใจคนอื่นมากขึ้นแล้ว หลังจากกลับขึ้นรถ หนุ่มคนขับขอร้องให้เขาช่วยส่งรูปให้พลางกุลีกุจอจดที่อยู่ บางทีหนังควรจบตรงนั้น สรรพสิ่งคลี่คลายและ เขาได้เรียนรู้จะใส่ใจผู้อื่น แม้ต้องแลกมาด้วยความสัมพันธ์แหว่งวิ่นของตัวเองก็ตาม
แต่ในฉากถัดมา เขานั่งลำพังในห้องน้ำชา จุดบุหรี่ขึ้นสูบ พบกระดาษโน้ตจดชื่อที่อยู่ติดมือมาด้วย ที่เขาทำ คือขยำมันแล้วเขวี้ยงทิ้ง ใช่แล้วเขาคือ ISA คนเดิม และแม้อากาศจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าไร แต่เขาไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย (ช่วยไม่ได้เลยที่ผมจะอดนึกต่อเอาว่ายามเขาแก่ตัวลงเขาคงไม่ต่างจาก ศาสตราจารย์ใน WILD STRAWBERRIES ชอง INGMAR BERMAN
แต่กลับ BAHAR ฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงสอนให้เธอเข้มแข็งขึ้นและไม่ยอมตกอยู่ในเกมของ ISA อีกแล้ว ในหนังเราเห็นเธอร้องให้สองครั้ง (แบบ real time ) (การแสดงของ EYBRU CEYLAN อยู่ในระดับที่ทำให้คนดูตะลึง) ครั้งแรกเธอร้องให้ให้กับความทุกข์ของการมีอยู่ของความรัก (ก่อนที่จะตามด้วยฉาก ปิดตาขี่มอร์เตอร์ไซค์ อันแสนร้าวรานใจ) ในขณะที่ฉากต่อมาเธอร้องให้เพื่ออำลาความรักอันลอยลับ ของชายที่ไม่รู้จักกระทั่งตัวเอง
หนังแทบไม่มีดนตรีประกอบ แต่กลับอุดมด้วยเสียงประกอบมากมาย เสียงของลม เสียงฝน เสียงนก เสียงต้นไม้สั่นไหว รางกับสรรพเสียงของธรรมชาติถูกบันทึกมาให้เป็นดนตรีประกอบสำหรับหนังเรื่องนี้ เสียงของธรรมชาติ บ่งบอกถึงฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง ฤดูกาลเปลี่ยนผ้ำพังไม่ว่าคนเติบโต หากคนไม่ยอมโต ยังคงติดกับตนเองอยู่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปสักกี่ฤดูก็ตาม

หายไปหลายวัน สบายดีนะคุณ
อ่านแล้วอยากดูเรื่องที่สองมากเลย
แต่ก็กลัวดูแล้วอาจสะท้อนใจ นึกถึงตัวเองที่ติดอยู่กับอะไรบางอย่างแม้หน้าหนาวกำลังจะผ่านมาอีกปี
#1 By Sunday Syndrome on 2006-10-26 01:28