LAND OF SILENCE AND DARKNESS ภาพและเสียงจากดินแดนอันมืดมิดและเงียบเชียบ
posted on 29 Sep 2006 00:46 by filmsick in humanism, see-it-and-die
เธอชื่อ FINI STRAUBINGER เธอคือสตรีตาบอดและหูหนวก ตอนหกขวบเธอตกบันใด จากนั้นตาก็ค่อยๆมืดบอดไป พอ 15 ตาเธอก็บอดสนิท และประสาทการได้ยินก็สาบสูญ สุดท้ายยังไม่ทันพ้นวัยสาวเธอกลายเป็นสตรีผู้ตาบอดและหูหนวกสนิท มีชีวิตอยู่ในโลกอันมืดมืดและเงียบเชียบ สื่อสารกับผู้คนผ่านทางการใช้ภาษามือแบบที่แทนตัวอักษรด้วยตำแหน่งบนมือและการวาดนิ้ว
แต่ชีวิตของFINI ไม่ได้โศกเศร้าหรือเจ็บปวดรวดร้าว เธอกลายเป็นหญิงชราร่างท้วมท่าทางใจดี เธอไปไหนมาไหนกับผู้ช่วยที่เป็นเสมือนตัวเชื่อมเธอกับโลกใบนี้ เธอมีงานวันเกิดของตัวเอง มีคนรู้จักและรักเธอมากมาย และเธอยังคงเล่าเรื่องความสวยงามของต้นไม้ ของการสัมผัสสัตว์ ของการมีชีวิตอยู่
และนี่คือชีวิตอันงดงาม ของเธอ ในสารคดีชื่อเศร้าหากสวยงามอย่างLAND OF SILENCE AND DARKNESS งานสารคดี ที่สาดแสงส่องฉายในความทุกข์ของเราทุกคน ที่สร้างตั้งแต่ปี 1971 โดยฝีมือของ WERNER HERZOG ผู้กำกับจอมบ้าบิ่นชาวเยอรมัน ผู้ซึ่งเรามักจะได้ยินได้ฟังแต่ตำนานบ้าระห่ำในการทำหนังของเขา ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อร่วมงานกับ KLAUS KINSKI ดาราคู่บุญของเขา ใน AGUIRRER : WRATH OF GOD เขายกกองถ่ายเข้าไปในป่าอเมซอน ผเชิญกับธรรมชาติโหดร้ายนานัปการเพื่อถ่ายทอดฝันหลอนของชายผู้ถูกกดทับด้วยความทะยานอยากของตน หรือตำนานการลากเรือเดินสมุทรขึ้นมาไว้บนบกใน FITZCARRALDO การสะกดจิตหมู่นักแสดง ใน HEART OF GLASS และที่ร้ายแรงที่สุด เช่นการ เอาปืนจ่อหัว KLAUS KINSKI เพื่อบังคับให้เขาแสดง
มันอาจเป็นตำนานที่ใหญ่เกินตัวและกดข่มให้ชายผู้นี้เป็นเพียงตัวแทนของความกักขฬะบ้าบิ่น แต่HERZOG ยังมีด้านที่สงบงามอ่อนโยนเช่นกัน และมันแผ่ซึมอยู่ในห้วงสำนึกของการวาดกล้องในหนังสารคดีเล็กๆอันแสนเอิบอิ่มเรื่องนี้
หนังเปิดเรื่องด้วยภาพของ FINI และผู้ช่วยของเธอและเพื่อนผู้ชราของเธอนั่งอยู่บนม้านั่งในสวนสาธารณะ บรรยายเล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง FINIเล่ามันออกมาไม่ต่างจากเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง โดยปราศจากความสมเพชเวทนาในตัว หากยามที่เธอพูดถึงภาพที่เธอจำได้ หรือสัมผัสที่เธอรู้สึกเธอจะบรรยายมันอย่างอ่อนหวาน งดงาม และในฉากต่อมาเป็นฉากการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของเธอ บนฟากฟ้าที่เธอมองไม่เห็น พวกเธอทั้งคู่สื่อสารกันด้วยภาษาที่คนดูไม่มีทางเข้าใจ แต่กลับสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นประสาเด็กที่ซ่อนลึกในร่างเธอ
จากนั้นหนังภาเราติดตามFINI ไปเที่ยวชมดูเพื่อนๆของเธอ ซึ่งมีตั้งแต่คนตาบอดหูหนวกที่มีผู้ช่วยหลายๆคน พวกเขามาร่วมกันในงานวันเกิดของเธอ มีการลุกขึ้นอ่านบทกวี ถึงจินตนาการไม่รู้จบ ของคนผู้ซึ่งตาบอดและหูหนวก จากนั้น FINI พาเราไปพบกับคนตาบยอดฟูหนวกอีกหลากหลายประเภท ซึ่งมีตั้งแต่หญิงวัยกลางคนที่มีแม่ของเธอคนเดียวเท่านั้นที่สื่อสารกับเธอรู้เรื่อง เมื่อแม่เธอตายลง เธอถูกส่งตัวมาปะปนอยู่กับคนไข้ในโรงพยาบาลโรคจิตและตัดขาดจากโลกอย่างสิ้นเชิง ชายชราอีกคนหนึ่งตาบอดไปแล้วและกำลังสูญเสียการฟังไปอย่างช้าๆ จนในที่สุดเขาก็กลายเป็นคนที่ตัดขาดจากผู้อื่น หรือเด็กชายสองคนพี่น้อง ที่คนน้องตายังไม่บอดสนิท จับความรับรู้จากภาพพร่าเลือนและการสัมผัสกล่องเสียงผู้พูด ในขณะที่พายตาบอดและหูหนวกโดยสิ้นเชิงมาแต่กำเนิด เขาโตมาเป็นเด็กหนุ่มผอมเก้งก้างที่กลัวน้ำและผู้คน ฉากที่สวยงามที่สุดฉากหนึ่งคือฉากที่พ่อของเด็กหนุ่มพยายามจะให้เขาลงน้ำ เรียนรู้ที่จะเล่นน้ำ มันเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้าและกัดกินจิตใจ แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือ ชายหนุ่มวัย 22 ปีผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่กับพ่อ เขาหูหนวกตาบอด หนำซ้ำพูดไม่ได้ และเป็นโรคปัญญาอ่อน พ่อให้เขานอนบนเตียงตลอดเวลาจนเขาเดินไม่เป็น วันทั้งวัน เขานั่งอยู่กับที่ สื่อสารผ่านการทุบตีตัวเองข้าวของ และการพ่นลมจากปากเป็นเสียงประหลาด ไล่ไปจนถึงชายคนสุดท้ายที่อาศัยอยู่กับแม่ เขากำลังจะหูหนวกโดยสิ้นเชิง หลังจากตาบอดไปก่อนหน้า เขาจึงไม่มีเพื่อนอีก หันไปใช้ชีวิตอยู่กับวัวและต้นไม้แทน

FINI พาเราเดินเข้าไปในชีวิตเหล่านี้ เธอไม่ได้ไปในฐานะ ของครู หรือหมอ เธอไม่ได้ไปเยียวยาความป่วยไข้ของพวกเขา เธอเพียงเดินเข้าไปในฐานะของเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งเดินเข้าไป โอบกอดคนเหล่านั้น อย่างน้อยเพียงเพื่อจะบอกว่าพวกคุณไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก แม้มันจะแทบสิ้นหวังที่จะสื่อสารกับผู้อื่น แต่คุณไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก
หลับตาคิด ในดินแดนอันมืดมิดและเงียบเชียบนั้น มันจะมีสัมผัสรับรู้เยี่ยงไร เอาเข้าจริงแล้วเรา มนุษย์ทุกผู้นามล้วนเรียนรู้ที่จะแสวงหาความยอมรับตนเองจากผู้อื่นทั้งสิ้น เราจะตระหนักรู้ว่าเราคือใคร เรามีชีวิตอยู่เช่นไรในโลกนี้ก็ด้วยการสื่อสาร จับสังเกตจากผู้คนรอบข้าง เมื่อเราปราศจากการสื่อสาร เราก็ปราศจากตัวตน การกลายเป็นเพียงมวลสารที่หายใจได้ เป็นเรื่องที่แสนเจ็บปวดทุกข์ทรมาน
แต่ไม่มีความทุกข์ทรมานในหนังเรื่องนี้ เพราะที่หนังฉายภาพ ไม่ใช่ความสิ้นหวังของผู้คนที่ไม่อาจสื่อสารกับใครได้อีกต่อไป ไม่ใช่ผู้คนที่ยอมจำนนต่อพันธุกรรมอันแสนเจ็บปวดรวดร้าว หากหนังกลับฉายภาพความพยายามดิ้นรนอย่างถึงที่สุดของผู้คนเหล่านั้น พวกเขาแสวงหาหนทางสื่อสารจากดินแดนที่มืดและเงียบนั้น บางคน ใช้ภาษามือ บางคนใช้การกดจุดลงบนกระดาษ บางคนใช้การสัมผัส บางคนใช่กระทั่งการทุบตีทำร้ายตนเอง มนุษย์ทุกคนย่อมตระหนักรู้ในตัวของตนและพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะขยายความตระหนักรู้ออกไป
และกับFINI หน้าที่ของเธอคือการสร้างกับรับรู้นั้น การสร้างให้พวกเขาเห็นว่าเธอตระหนักรับรู้กับสารที่เขาส่งมา ในฉากหนึ่งของหญิงสาวในโรงพยาบาลบ้า เอใช้เวลานานเพื่อโอบกอดหญิงสาวผู้นั้นพยายามจะสื่อว่า ฉันก็เป็นเหมือนเธอ หนังแช่กล้องทิ้งไว้ยาวนาน มองดูการค่อยขยับจากโลกที่ปิดตัวลงไปแล้วออกมาช้าๆ และเป็นเช่นนั้นในหลายๆฉาก ไม่ว่าจะเป็นการเอากล่องเก็บเหรียญไปฝากชายชรา การพาเพื่อนไปสวนสัตว์ เพื่อสัมผัสสัตว์ต่างๆ หรือในฉากสำคัญเมื่อFINI พยายามจะสื่อสารกับ เด็กหนุ่มที่พูดไม่ได้แต่น้อย เขารับรู้การสัมผัส กุมมืดเธอบีบมือเธอจิกเนื้อเธอ ไม่ใช่ความประสงค์ร้ายแต่เพื่อตอบรับการสัมผัสของFINI
ตลอดเวลาเราเห็นตัวละครในเรื่องสัมผัสกันอย่างแผ่วเบา เมื่อพวกเขาสิ้นไร้ซึ่งดวงตาและหู เขาจะสัมผัสสิ่งต่างๆช้าๆ ค่อยให้สัมผัสนั้นสร้างรูปร่างเค้าโครงขึ้นในใจ พวกเขาจะสัมผัสอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน เพราะนั่นคือวิธีการเดียวที่เขาจะเข้าถึงวัตถุตรงหน้า และคือวิธีการเดียวที่จะสื่อสารตัวตนออกไป

ฟังดูราวกับหนังสารคดีเรื่องนี้จะสวยงามและสัมผัสจิตใจคนเพราะตัวเรื่องของมันเอง หากแต่ที่แท้ นี่นับเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่WERNER HERZOG เปิดเผยด้านที่อ่อนโยนในใจเขา เพราะในหนังเรื่องนี้กล้องไม่ได้มีหน้าที่เพียงจับยึดผู้คนที่อยู่ตรงหน้าให้ตกอยู่ภายใต้กรอบภาพอันจะแจ้ง แต่กล้องกับทำหน้าที่เสมือนดวงตาในการเคลื่อนไหวและจ้องมอง ในโรงพยาบาลบ้า กล้องอาจเริ่มต้นจากภาพของ FINI และหญิงคนไข้ แต่กล้องกลับค่อยๆเคลื่อนคล้อยไปสู่ภาพของหญิงวิกลจริตอีกคนหนึ่งในห้องนั้น ผู้ซึ่งพึมพำเบาๆ เหยียดยิ้ม และยกมือขึ้น ประกบราวกับภาวนาอะไรสักอย่าง ภาพของเธอปรากฏขึ้นโดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่อง หากมันค่อยเสริมแต่งการรับรู้ของเราให้ถ่างกว้าออกไป หรือในฉากต่อมาเมื่อFINI ไปที่บ้านของเด็กชายสองคน กล้องกลับไหลเลื่อนเคลื่อนไปดูหญิงคนหนึ่งที่ยืนทำครัวอยู่ไม่ไกล และที่สวยงามที่สุดคือในฉากสุดท้าย เมื่อกล้องเริ่มต้นจากการจับภาพFINI คุยกับแม่ของชายที่กำลังจะหูหนวกและตาบอด กล้องจับภาพสตรีสูงวัยนั้นอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะไหลเลื่อนติดตามชายผู้นั้นไป และมองเห็นเขาเดินเข้าไปในสวน สัมผัสใบไม้ที่กลายเป็นสีเหลืองและชุ่มฝน กิ่งก้านสีเข้มอันเปียกชื้น เขาสัมผัสแผ่วเบา กิ่งแล้วกิ่งเล่า ต้นแล้วต้นเล่า ราวกับว่าเขากำลังสื่อสารไม่ใช่กับมนุษย์ด้วยกันหากกับต้นไม้สีเหลืองเหล่านั้น ก่อนที่หนังจะปิดตัวด้วยภาพของFINI ที่กำลังลูบไล้กิ่งก้านของต้นไม้เหล่านั้นอยู่เพียงลำพัง
และในโลกวันนี้ โลกอันอึงอลด้วยการสื่อสารเหลือคณา การสื่อสารอันไม่เคยไปถึงผู้รับ หรือหากไปถึงก็เพี้ยนผิดบิดเบี้ยวจนเข้าใจไปคนละทาง ในโลกที่เงียบและมืด สักแห่งบนโลก ยังมีผู้คนอีกมากมาย ที่พยายามจะบอกใครสักคน ว่าเขามีอยู่ตรงนี้ ที่นี่ ขณะนี้ แม่เขาจะไม่ตระหนักรู้ว่าที่ไหน และเขาเป็นเช่นไร แต่พวกเขาก็เป็นอยู่ และไม่เคยสิ้นหวัง
หมายเหตุ : ในเทศกาลWORLD FILM FESTIVAL ครั้งที่ 4 นี้ จะมีสารคดีเรื่องใหม่ล่าสดของWERNER HERZOG เรื่อง GRIZZLY MAN มาฉาย ซึ่งสารคดีนี้ว่าด้วยความสัมพันธ์ของคนกับหมี และสารคดีก็ไปฉายที่คานส์ปีที่ผ่านมาด้วย ขอเชิญชวนชมตามอัธยาศัยครับ

ตอนเด็กๆ เราตกบันไดบ่อยเลย (บางทีก็กระโดดลงมาเอง.. จากขั้นบนสุดลงมาข้างล่างสุด.. ซะงั้น)
ดีนะไม่เป็นอะไร.. หรือที่แท้.. สมองพิการไปแหล่ว
จำเหตุการณ์อะไรก่อนหกขวบไม่ค่อยได้เลย ถ้าตาบอดไป สิ่งที่คิดถึงมากจะเป็นภาพอะไรนะ
#1 By Sunday Syndrome on 2006-09-29 02:40