LIMELIGHT พุแสงหวัง
posted on 28 Sep 2006 01:53 by filmsick in see-it-and-die
เขาคือตัวตลกตกสมัยและเธอคือนักเต้นบัลเล่ต์ที่เดินไม่ได้ ทั้งคู่พบกันในเย็นวันหนึ่ง ยามที่ตาเฒ่าCALVERO กึ่มครึ้มด้วยฤทธิ์สุรา พอเปิดประตูห้องเช่าก็ได้กลิ่นแกสฉุนกึกจากห้องของ THERESA โดยเจ้าตัวนอนสลบไสลอยู่บนเตียง เขาจึงพังประตูห้องและช่วยเธอให้รอดพ้นจากการฆ่าตัวตายมาได้ พาเธอไปที่ห้อง ให้เธอพักอาศัย คอยดูแลจนเธอฟื้นตื่น และดำเนินชีวิตไปด้วยกัน ผ่านห้วงยามอันมืดมน ไปจนสุกสว่าง
นี่คือหนังเรื่องที่สามนับจากท้ายในชีวิตการทำงานอันยาวนาน ของCHARLIE CHAPLIN ผู้กำกับและดาราตลก ราชาหนังเงียบที่มีคนรักมากมายทั่วโลก แต่ชีวิตของ CHAPLIN ไม่ตลก เขามีวัยเด็กอันยากลำบาก และแม้ว่าหลังจากก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์แล้วเขาจะได้รับการยอมรับอย่างยิ่ง ผู้คนทั้งโลกจดจำเขาในฐานะTHE TRAMP ชายพเนจร เสื้อคับกางเกงหลวม หมวกเล็ก รองเท้าโต ไว้หนวดจิ๋มเร่ร่อนไปเรื่อยๆ ในหนังแต่ละเรื่องTHE TRAMP จะเข้าไปเกี่ยวพันกับผู้คน อาศัยความเซ่อซ่า และฉลาดแกมโกง สร้างเสียงหัวเราะ และอาศัยดวงใจดีงาม เรียกน้ำตาผู้คน แต่เขาก็ยังประสบเรื่องเลวร้ายไม่ขาดสาย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเขาถูกรัฐบาลอเมริกัน สงสัยในจริยธรรม (แชปลินอาศัยในอเมริกาโดยไม่ยอมเปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกัน เขาถือสัญชาติอังกฤษจนสิ้นชีพ) และยิ่งหนักข้อขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อเขาถูกจับตาจากทีมของวุฒิสมาชิก JOSEPH Mc CARTHY ว่ามีใจฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ การงานของเขาตกต่ำ หนังของเขาไม่มีคนดู จนกระทั่งเขาสร้างหนังเรื่องLIMELIGHTนี้ ในปี 1952 ตัวหนังนั้นฉายอย่างจำกัดและไม่ได้ฉายในลอส แองเจลิส ยังผลให้หนังไม่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ในสาขาใดเลย ล่วงเลยมาจนถึงปี 72 จึงมีอการมอบออสการ์ให้ แต่นั่นหลังจากแชปลินเสียชีวิตไปแล้ว

และดูเหมือนนี่คือหนังที่มีที่มาที่ไปส่วนหนึ่งจากอัตชีวประวัติของเขาเอง เทียบตัวเขาเข้ากับ CALVERO ตัวตลกที่เคยเป็นที่รักของผู้คน เวลาผันผ่าน ความนิยมจืดจาง CALVERO ไม่สามารถคิดอะไรขำๆได้มากมายนัก เขาจึงหันไปพึ่งเหล้า ยิ่งกินเหล้าเขายิ่งเล่นดี เขาจึงเสพติดมันหนักข้อขึ้นไปอีก สุดท้ายเขากลายเป็นพียงตัวตลกตกสมัย ไอ้ขี้เหล้าที่ใครๆหมางเมิน อาศัยในห้องเช่าคับแคบ และใช้เสียงเพลงจากวงดนตรีข้างถนนกล่อมให้ตัวเองหลับไป
จน THERESA ก้าวเข้ามาในชีวิต หรือพูดให้ถูกเขาก้าวเข้าไปในชีวิตเธอ THERESA เป็นเด็กสาวที่สิ้นหวัง ที่จมอยู่ในห้วงทุกข์ของตัวเอง เธอคิดเอาเองว่าเธอเดินไม่ได้ ชีวิตนั้นไร้ค่าและน่าเศร้า กระทั่งคนไร้ค่าสองคนได้มาพบกันความหวังจึงเรื่อเรืองขึ้นบ้างท่ามกลาง สลัวรางของชีวิต
CALVEROคอยดูแลเธอปลุกปลอบเธอ เล่าเรื่องตลกให้เธอฟัง และทำให้เธอเชื่อว่าวันที่ดีจะมาถึงด้วยการเล่าเรื่องโรแมนติคของ เธอกับหนุ่มนักดนตรีที่เธอแอบชอบ มากกว่านั้นเขาตกปากรับคำไปเล่นตลกที่ไม่มีใครขำ และกลับมาเศร้าสร้อย กับความล้มเหลว เป็นตอนนี้เองที่THERESA ไดปลอบประโลมเขา และนั่นเองทำให้เธอค้นพบว่าเธอเดินได้
THERESA กลายเป็นดาวดังในชั่วข้ามคืน ขณะที่CALVERO ร่วงต่ำลงเรื่อยๆ เธอตกหลุมรักเขา แต่เขาคิดอย่างเศร้าๆว่าเขาและเธอต่างกันเกินไปทั้งชื่อเสียงและอายุ เธอพยายามช่วยเหลือเขา แต่CALVEROเชื่อมั่นในเกียรติของนักแสดงมากกว่า ค่ำวันหนึ่งหลังจากเธอประสบความสำเร็จ เขาตัดสินใจไปจากชีวิตเธอ
เขากลับไปพเนจรร่อนเร่เล่นตลกริมถนน เพราะโลกทั้งใบล้วนคือเวที และเขาคือนักแสดง ย่อมไม่เกี่ยวเวที ขอเพียงให้ได้เล่นตามใจปรารถนา เท่านั้น จนกระทั่ง THERESA ตามเขาจนพบและช่วยให้เขาได้แสดงครั้งสุดท้าย อย่างสมศักดิ์ศรีของศิลปินตลก

หนังเล่าเรื่องราวแบบเก่าๆ หากวัดจากเรื่องราวมันคือเรื่องเล่าตกสมัยในปัจจุบัน (หนังสร้างในปี 1952) ความดีงามเก่าแก่และผู้คนที่เชื่อมั่นในเกียรติศักดิ์ศรีของตน มากพอที่จะยอมลำบากยากจนเพื่อรักษามันไว้ ความดีงามที่ในที่สุดเราเหมาเรียกมันว่าความโง่เง่า หากมีใครสักคนยังเป็นเช่นนั้นอยู่
แต่ความดีงามคือความดีงามไม่ว่ามันจะได้รับผลตอบแทนหรือไม่ หรือได้รับผลตอบแทนเช่นไรผู้คน สร้างความดีงามเพื่อความดีงาม ทำตนให้มีเกียรติพอสำหรับมัน ความยากลำบากเป็นเพียงบททดสอบ และวิธีการที่ถูกสำคัญกว่าผลที่ได้รับ CALVEROบอกกับเราเช่นนั้น CHAPLIN บอกกับเราเช่นนั้น และพิสูจน์มันด้วยชีวิตของเขาเอง จนทำให้นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ดูหนังสักเรื่องจบลงด้วยความรู้สึกที่ว่า ช่างนับเป็นโชคที่เราได้เกิดร่วมโลกกับคนผู้สร้างหนังเรื่องนี้ ได้ดูมัน และยังคงเชื่อมั่นว่าโลกนี้จะไปในทางดี เพราะอย่างน้อยคงมีใครสักคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้
นี่เป็นหนังขาวดำเรื่องท้ายๆของชีวิตของแชปลิน (และถือเป็นหนังเสียงที่ดีที่สุดของเขา) แชปลินใส่ทุกอย่างลงไปเต็มที่ ทั้งการแสดง การกำกับภาพ สร้างจังหวะจะโคนของหนัง ให้ไหลลื่นหมดจดงดงาม และบทสนทนาอันคมคาย จนสามารถยกมาเป็นคำขวัญประจำชีวิตได้แทบทั้งเรื่อง

และที่พิลาศพิไลเหนืออื่นใด นี่คือครั้งแรกและครั้งเดียวที่เราจะได้เห็น สองราชาหนังเงียบ อย่างCHAPLIN และ BUSTER KEATON แสดงร่วมกัน ในหนังเรื่องนี้ CHAPLIN จ้างKEATONมาเล่นในช่วงชีวิตที่KEATON ตกอับเพราะสัญญาทาสกับMGM จากราชาหนังเงียบ ผู้ยิ่งยิง KEATON กลายเป็นแค่คนคิดมุกที่ไม่ได้เครดิตใดๆ และรับเล่นโฆษณาบ้าบอยาไส้
ทั้งคู้เล่นร่วมกันในฉากสุดท้าย ของเรื่อง ในฐานะคู่หูตลก แชปลินเล่นไวโอลิน คีตันเล่นเปียโน สองศิลปินชรา บ่นรำพึงในห้องแต่งตัวถึงอดีตอัลอยลับ ก่อนจะออกมาแสดงความเป็นศิลปินของตนให้ประจักษ์ชัดท่ามกลางLIMELIGHT อันหมายถึงไฟที่ใช้ส่องนักแสดง สุกสว่างเจิดจ้า ท่ามกลางชราภาพของร่างกาย สำหรับคนดูบางคน ฉากนี้อาจเป้ฯเพียงมุกตลกฝืดเฝื่อน แต่สำหรับผมผู้ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ของBUSTER KEATON และนึกคารวะ CHAPLIN เสมอ นี่คือฉากที่ทำให้ผมร้องให้ มากที่สุดฉากหนึ่งในรอบปี

ศิลปะคือใด ศิลปินคือใคร คำถามคลาสสิค ที่มีผู้เสนอตัวตอบมาเสมอ และจะยังเป็นเช่นนั้นต่อไป สำหรับผม หลังจากหนังเรื่องนี้จบลง หลังจากชีวิตของ KEATON และCHAPLIN จบลง ผมพบคำตอบเงียบๆกับตัวเองว่า ศิลปินคือใครก็ได้ จิตรกร นักเขียน ช่างปั้น กระทั่งตัวตลก คุณครู แม่บ้าน นักการเมือง ทหาร ตำรวจ เพียงเราทำในสิ่งที่เราเชื่อมั่น ด้วยจิตอันบริสุทธิ์ และหยิ่งทะนง พอที่จะยอมยากลำบากเพื่อสิ่งที่เราเชื่อ เท่านั้นเราทุกคนก็คือศิลปิน
หมายเหตุ พุแสงหวัง มาจากชื่อบทกวีบทหนึ่ง ในหนังสือชื่อเดียวกันโดย พจนาถ พจนาพิทักษ์
เหมือนคุณ
เป็นคนชอบดูหนัง แต่เรื่องนี้ไม่รู้จริง ๆ แฮะ
#1 By ♠..Dong-Kem..♠ ใช้อันอื่นค่ะ on 2006-09-28 02:15