THE BOW สองข้างของคันศร
posted on 15 Sep 2006 23:53 by filmsick in love-is-all-around
*****บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ครับ หากยังไม่รับชมกรุณาข้ามตรงดอกจันไปครับ*****
ว่ากันว่าชายเฒ่าเก็บเด็กสาวมาเลี้ยงตั้งแต่ครั้ง เจ็ดขวบ จนบัดนี้หล่อนเป็นสาวสะพรั่ง ว่ากันว่าพอครบ สิบเจ็ดชายเฒ่าก็จะแต่งงานเป็นผัวเมียกับหล่อน เป็นที่อิจฉาของบรรดาหนุ่มๆที่แวะเวียมาตกปลาบนเรือของชายเฒ่ายิ่งนัก
นับตั้งแต่เจ็ดขวบ สาวน้อยถูกรับขึ้นเรือ ที่ลอยลำอยู่กลางทะเลนี้ โดยไม่เคยเห็นฝั่งอีก สำหรับหล่อนชีวิตมีเพียงเรือสองลำที่ผูกติดกัน เพลงซอของชายเฒ่า และคันศรสำหรับป้องกันตัว หล่อนชอบแอบดูพวกหนุ่มๆที่มาตกปลา บางทีก็เข้าไปดูใกล้ๆจนหลายคนเชื่อว่าหล่อนให้ท่า ซึ่งใครที่คิดเช่นนั้นก็อาจสังเวยเป็นเหยื่อธนูฝีมือชายเฒ่าที่แม่นราวจับวาง
และชายเฒ่ารับดูดวงด้วย การให้เด็กสาวโล้ชิงชาตรงกราบเรือ อันมีฉากหลังเป็นพระพุทธ และใช้ธนูของชายเฒ่าเล็งพระพุทธให้รอดพ้นจากเด็กสาว เพื่อบอกเล่าโชคชะตาของผู้ถูกทำนาย
และยังมีชายหนุ่ม ติดตามพ่อมาตกปลาในเรือของชายเฒ่า พลันต้องมนต์เสน่ห์ยวนเย้าของแรกรุ่นดรุณี และหล่อนเองก็ต้องใจในความแปลกใหม่ที่เขาพามาด้วย หากยิ่งรักยิ่งริษยา ชายเฒ่ายิ่งแสดงความหึงหวง เป็นเจ้าเข้าจ้าวของ เร่งวันแต่งงานให้ถึงเร็วพลัน เด็กสาวยิ่งต่อต้าน หมายจะตามหนุ่มเหน้าไปเข้าเมือง ก่อนที่สรรพสิ่งจะเดินสู่จุดแตกหัก ภายใต้การจับตาของทวยเทพ
คุกรุ่นด้วยดำกฤษณา แรงขับลึกลับทางเพศ เลื่อนไหลไปในบ่วงกรรมที่กามกำหนัดเป็นผู้กำหนด คือนิยามคร่าวๆที่เราบอกได้จากเรื่องย่อของ THE BOW เรื่องนี้แต่ในขณะเดียวกัน นี่ก็อาจเป็นนิยามกามกำนดในหนังแทบทุกเรื่องของ KIM KI DUK ผู้กำกับชาวเกาหลีที่ทำหนังออกมาไม่เหมือนใคร เขาไม่ได้เรียนทำหนัง เริ่มต้นจากการเป็นหนุ่มโรงงาน ไปเป็นทหาร แล้วมาลงเอยด้วยการทำหนัง หนังของKIM KI DUK มักถูกขับเคลื่อนด้วยแรงขับทางเพศ ความแปลกแยกของมนุษย์ และตัวตนภายในอันดำมืด ท่ามกลางความสัมพันธ์ไม่พูดของผู้คน

KIM KI DUKทำหนังต่อนข้างเร็ว ปีละเรื่อง เป็นอย่างต่ำ แต่หนยังของเขาไม่ค่อยได้รับความนิยมในบ้านเกิดมากนัก(หนังTHE BOW เรื่องนี้ฉายเพียงโรงเดียวและถูกถอดออกในไม่กี่วัน) นักสิทธิสตรีกล่าวหาว่าเขาหยามหมิ่นผู้หญิง และนักวิจารณ์ในบ้านก็เมินหน้าหนี แต่เขากลับประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อในตลาดต่างประเทศ ในชั่วเวลาสามปีเขาพาหนังสามเรื่องของเขาไปมีเอี่ยวรางวัลในทุกเทศกาลหนังใหญ่ๆ ปี 2004ที่เบอร์ลิน กับ SMAMRITAN GIRLS ปี 2005ที่เวนิซ กับ 3-irons
แต่ในบรรดาหนังทั้งหมด มีหนังจำนวนหนึ่งที่ KIM ปล่อยให้เหตุการณืเกิดขึ้นในหนองน้ำ เปิดเปลือยตัวตนเบื้องลึกภายใต้ความสกปรกชื้นแฉะ อันประกอบด้วย THE ISLE , SPRING SUMMER FALL WITER AND SPRING.. และหนังเรื่องล่าสุด เรื่องนี้ ในTHE ISLE ซึ่เงล่าเรื่องของฆาตกรกับสาวเจ้าของแพ หนองน้ำคืออาณาเขต ของอิสตรี หากแต่ในSPING SUMMER เล่าเรื่องของพระชรา กับเณรน้อยที่อาศัยอยู่ในวิกหารกลางน้ำลุสู่แต่ละฤดูกาล ในเรื่องนี้หนองน้ำขยายบทบาทใหม่ไปสู่การหมายความถึงวัฏสงสารของมนุษย์ (ซึ่งมีเกิดแก่เจ็บตายคล้ายดังฤดูกาล) อาศัยเรื่องของพุทธะ (พระ) มาอธิบายโลกียะ (สามัญชน /เพศรส/หญิงสาว/วัฏสงสาร ) ได้อย่างน่าสนใจ
และในTHE BOW หนองน้ำ(หรือแม่น้ำ หรือทะเลบสาบ หรือทะเล )ฉกลับมาอีกครั้ง หากคราวนี้ แม้ดูเผินๆหนองน้ำนี้จะเต็มไปด้วยคาวคราบไคลแห่งโลกียะ แต่หนองน้ำนี้กลับทำหน้าที่ตรงกันข้ามกับ spring summer เพราะมัน เพราะมันที่แท้อาจคือโลกแห่งพุทธะก็เป็นได้ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นมันหมายความว่า นี่คือหนังที่เอา โลกียะ มาอธิบายพุทธะ สลับกลับหัวกับหนังหนองน้ำ เรื่องก่อนหน้า!

ในโลกแห่งหนองน้ำนี้นั้น แม้จะเต็มไปด้วยความคาวของโคแก่ และความลามกจกเปรตของบรรดา คนตกปลา เรากลับพบร่องรอยของพระพุทธะไปทั่ว เมื่อหนังเลือก เปิดฉากแรกด้วยภาพวาดพระพุทธองค์ที่ข้างลำเรือค่อยๆขึ้นและลงกลางกระแสน้ำ นอกจากนี้เมื่อล้วงลึกลงไปในของประกอบฉาก เราจะพบว่าทุกสรรพสิ่งซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการแต่งานของชายชรากับเด็กสาวล้วนถูกฉาบเคลือบกแต่งด้วยภาพของเทพยาดาทั้งิ้นไม่ว่าจะเป็นตู้เก็บชุดเจ้าสาว หรือปฏิทินรูปเจ้าแม่กวนอิม
หากนั่นหมายถึงโลกอันถูกจับตามองจากทวยเทพ ใช่หรือไม่ที่เหตุการณืป่วนกระสันทั้งเรื่องอาจถูกใช้แทนหนทางบรรลุธรรมของเด็กสาว (ซึ่งคือภาพหัวกลับของเณรน้อยในหนัง ) ในขณะที่ชายชรา คืออาจารย์ผู้สอนให้เด็กสาวบรรลุธรรมแต่ถ่ายทอดผ่านเรื่องโลกียะอย่างโคแก่กับหญ้าอ่อน
****************
เพราะเอาเข้าจริงชายเฒ่าไม่ได้คาดหมายจะ ร่วมรักกับเด็กสาว แม้เขาพยายามจะครอบครองเธออย่างเต็มที่ (ในช่วงนี้หนังแสดงให้เราเห็นพิษหึงหวงของผู้ชายที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง) ยิ่งเมื่อมีสิ่งยวนตยั่วใจอย่างเด็กหนุ่มผุ้มาจาก -โลกข้างนอก- พร้อมกับเสียงดนตรีที่ไม่ใช่ซอชราของผู้เฒ่า ผู้เฒ่ายิ่งไม่พึงใจ เมื่อเทียบเคียงกลับไปหา spring summer การปฏิบัติธรรม กับ การมีเพศสัมพันธ์ใยมิคล้ายสองขั้วบนเหรียญเดียว
ฟังดูหมิ่นเหม่อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในดลกที่พุทธะ กับโลกียะ ถือเป็นสองขั้วที่ไม่อาจประสาน ทั้งๆที่ขั้วตรงข้ามนี่เองที่เราใช้อธิบายกันและกัน
เฉกเช่นเดียวกับคันศรในหนัง ตลอดเวลาหนังให้ความสำคัญกับคันศรนี้มาก เพราะเมื่อมันถูกขึงเอ็นตึงด้านหนึ่ง มันคือธนูสำหรับปกป้องชีวิต เข่นฆ่าและที่สำคัญ ระบายโทสะใส่ผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเด็กสาว หากแต่เมื่อขึงสายกลับข้าง คันศรกลับกลายเป็นคันซอ ยามสำราญใจ ชายเฒ่าจะสีเพลงซอ กล่อมเด็กสาวจนหลับไหลไป
สองข้างของคันศรเดียวกลับแสดงความหายสุดขอบของกันและกัน หนึ่งโทสะ หนึ่ง สงบสุข
เช่นเดียวกับโลกียะและพุทธะในหนังเรื่องนี้ ที่แท้ล้วนไต่ไปบนแกนเดียวกัน
ยิ่งในช่วงท้ายเรื่องเมื่อชายชรา ยิงคันชักสีซอ(ซ่งคือหนึ่งเดียวกับลูกศร )ขึ้นฟ้าแล้วสลายหายไป เพื่อจะกลับมาให้เด็กสาว ได้ร่วมรักกับสายลม และหลุดพ้น และหลังจากนั้น มีเลือดเป้อนเปรอะกระโปรงขาวของเด็กสาวที่ที่ลูกธนูฝังตรึงติดพื้น เธอมีเพศสัมพันธ์ (อาจจะครั้งแรกในชีวิตเธอ) เธอให้กำเนิดตัวเอง และเกิดเป็นคนใหม่
ในหนังจะมีฉากสำคัญคือการทำนายดวงชะตาที่ชายเฒ่าจะให้เด็กสวาวโล้ชิงช้าบนกราบเรือและ ยิงธนูโดยเล็งไปยังภาพระพุทธบนกราบเรือ
การน้าวคันศรหาพระพุทธใยมิใช่การแสวงหาการหลุดพ้นประการหนึ่ง และในการดูดวงครั้งสุดท้ายนั่นเอง ที่ลูกธนูปักตรึงตรงเศียรพระ ราวกับจะชี้ชะตาของเด็กสาวในท้ายที่สุด
**************

แม้จะเป็นการยาที่จะฟันธงรูปแบบการตีความ THE BOW ไปในทางใดทางหนึ่ง เนื่องจากหนังจำกัดโลกและเรื่องราวให้เปิดกว้างต่อการตีความได้มากมาย
หากแต่ที่ฟันธงได้คือการควบคุมความสัมพันธืในเรื่องให้ความเกี่ยวอยุ่ระหว่างความโรแมนนติคแสนหวาน กับความอุลามกของผู้คน เมื่อหนังกำหนดให้ตัวละครหลักสองตัว-ไม่พูด- ไม่ว่ากับใครทั้งนั้นและทั้งกับกันและกันด้วย ความคลุมเครือของทั้งสองคน คลี่คลายจากความสกปรกไปสุ่ความสว่างอโรแมนติค และดับไปอย่างสงบงาม
หนังจบลงด้วยการจมลงของเรือพระพุทธ เด็กสาวบ่ายหน้าหัวเรืออกสู่โลกภายนอก แต่พระพุทธไม่ได้ตายจากเธอแต่ถือกำเนิดใหม่อยู่ในตัวเธอ
เพลงซอบรรเลงแผ่ว เสียงจากอีกด้านหนึ่งของความรุนแรงหยาบช้า กลับสวยสดงดงามจนเคลิบเคลิ้มหลงไหลใยมิใช่คล้ายกับ หนังวิปริตวิไล ของ KIM KI DUK เล่า
edit @ 2006/09/16 22:56:29

#1 By ปุ่น on 2006-09-17 01:27