THE HOST คน ผี ปีศาจ

posted on 09 Sep 2006 22:09 by filmsick  in alienation

-คน-

ครอบครัวของกังดู เปิดแผงขายของอยูริมแม่น้ำฮาน มานับสิบปี กังดูอาศัยอยู่กับพ่อและลูกสาว ย้อมผมเป็นสีทอง เอาแต่นอนทั้งวัน เขามีลูกสาววัยมัธยมชื่อฮุนเซียว ที่เขารักเป็นนักหนาบ่ายวันนั้น ฮุนเซียวเพิ่งกลับจากโรงเรียน รีบเปิดทีวีดูคุณน้านัมจู ของเธอแข่งยิงธนู กังดูกำลังเสริฟเบียร์อย่างเซ็งๆ และพ่อของเขากำลังปิ้งปลาหมึกอยู่ก่อนจะเข้าไปดูทีวีกับหลานสาว ตอนนั้นเองที่สัตว์ประหลาดตัวนั้นขึ้นจากแม่น้ำฮานมาไล่ฆ่าผู้คนในยามบ่ายอันแสนสุข โชคร้ายหนึ่งในผู้คนนั้นเป็นฮุนเซียว

หลังเหตุการณ์นั้น รัฐบาลสั่งให้แม่น้ำฮานเป็นเขตหวงห้าม กักกันผู้อยู่ในเหตุการณ์ไว้ตรวจหาเชื้อไวรัสที่เชื่อว่าจะติดมากับสัตว์ร้าย ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน กังดูและครอบครัวเป็นหนึ่งในประชาชนที่ถูกักตัวไว้ คืนนั้นเองเขาได้รับโทรศัพท์จากฮุนเซียว กังดูเชื่อว่าลูกสาวยังไม่ตาย แต่นอกจาก พ่อของเขา นัมจูน้องสาวนักกีฬายิงธนู และ นัมอิล น้องชายที่กำลังตกงาน ก็ไม่มีใครสักคนยอมฟัง ดังนั้นเท่าที่พวกเขาจะทำได้คือหลบหนีออกมาและลงมือค้นหาลูกสาว หลานสาวอันเป็นแก้วตาดวงใจของพวกเขาด้วยตนเอง

เนื้อหา หน้าหนัง และหนังตัวอย่างล้วนพุ่งเป้าไปในทางเดียวว่านี่คือหนังสัตว์ประหลาดบุกเกาหลี ซึ่งมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ หากแต่นี่อาจจะเป็นหนังสัตว์ประหลาดไม่กี่เรื่องที่ได้รับเชิญไปฉายในสาย Director's Fortnight นอกสายประกวด ที่คานส์ และผลตอบรับ กลับออกมาดีกว่าหนังในสายประกวดบางเรื่องเสียด้วยซ้ำ แถมเมื่อมันออกฉายในเกาหลี ก็ยังโดดเด่นจนขึ้นแท่นหนังทำเงินไปอีกต่างหาก และทำให้ บอง จุน โฮ ผู้กำกับเจ้าของหนัง เสียดสีแสบๆ อย่าง BARKING DOGS NEVER BITE และหนังฆาตกรโรคจิตอิงประเด็นการเมืองอย่างMEMORIES OF MURDER ในที่สุด กลายเป็นผู้กำกับเกาหลีที่ต้องจับตามองในอนาคต

หากวัดตามพิมพ์นิยมหนังสัตว์ประหลาดแล้วนั้น หนังเรื่องนี้มีครบทุกขั้นตอน ที่มาของสัตว์ประหลาดที่เกิดจากความเลินเล่อเพิกเฉยขององค์กรรัฐ สัตว์ประหลาดอาละวาด ตัวเอกของเรื่องเป็นคนธรรมดาบ้าๆบอๆที่ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำอะไรไมได้ และการประจันหน้าตาต่อตาฟันต่อฟัน ก่อนจะจบลงตามสูตร

แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ต่างออกไปคือการลดทอน และเพิ่มเติมในแต่ละสัดส่วนของหนังสัตว์ประหลาดอันคุ้นลิ้น เพื่อความมุ่งหมายเดียวคือ การลงลึกในประเด็นร้อนแรงทางการเมืองของประเทศตัวเอง (หากใช้แทนได้กับทั่วโลก) เพราะส่วนที่หนังมุ่งเน้นที่สุดไม่ใช่การทำลายล้างเมือง ล่ามนุษย์ของสัตว์ประหลาด หรือการสู้ยิบตาของตัวเอก หากแต่เป็น ความคับแค้นของคนตัวเล็กที่ถูกบีบคั้นโดยอำนาจรัฐ (ที่นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วยังเป็นตัวปัญหาอีกด้วย)

หนังสร้างโดยมีเค้าโครงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในเกาหลีเมื่อปี 2000 เมื่อ ดร. แมคฟาร์แลนด์ นายทหารชาวอเมริกัน ที่มีคำส่งให้ทิ้ง ฟอร์มาลีนเป็นจำนวนมากลงในแม่น้ำฮาน ตามข่าวนั้นรัฐบาลเกาหลีสั่งประหารชีวิต ดร.แมคฟาร์แลนด์ หากทางรัฐบาลอเมริกากลับไม่ยอมรับ ในคำตัดสินและส่งตัวแมคฟาร์แลนด์กลับประเทศ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างใหญ่หลวงถึงความด้อยสมรรถภาพในการจัดการใช้กฎหมายของตัวเองบนแผ่นดินของตัวเอง แม้ท้ายที่สุด ดร.แมคฟาร์แลนด์จะถูกส่งตัวกลับมาพิพากษาที่เกาหลี แต่เขาก็ไม่ได้ติดคุกแต่อย่างใด

และบองจุนโฮ ซึ่งฝังใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้มาก ในที่สุดก็เขียนบทหนังเรื่องนี้ขึ้น โดยมุ่งพุ่งเป้าวิพากษ์ อำนาจรัฐที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการจัดการดูแลประชาชนของตน หนำซ้ำ ยังกดขี่ข่มเหงประชาชนจนพวกเขาต้องออกมาปกป้องตัวเอง อย่างแร้นแค้นลำเค็ญ

แทนที่หนังจะโชว์เอฟเฟคต์เรียกความอลังการทางตาจากผู้ชม (ซึ่งเป็นทีรู้กันว่านิยมฉากวินาศสันตะโรอย่างยิ่ง) หนังกลับใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งถ่ายทอดกระบวนการรัฐที่แสนจะเยิ่นเย้อ เย็นชา ไร้หัวใจ และเหยียบย่ำผู้คน หนังให้เราเห็นตั้งแต่กระบวนการทางสาธารณสุข กระบวนการของตำรวจ และการแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจที่มองประชาชนเป็นผักปลา

-ผี-

สิ่งที่รัฐบาล(ในหนัง)ทำ หลังเกิดเหตุคือการณ์ ประกาศเขตแม่น้ำฮานเป็นเขตกักกัน กวาดต้อนประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ไปกักตัวไว้ โดยไม่แจ้งสาเหตุ หรือที่มาที่ไปที่แน่ชัด ทีเจ็บปวดที่สุดคือเหล่าประชาชนที่ถูกกวาดต้อนไปไม่ได้ถูกมองในฐานะมนุษย์ พวกเขากลายเป็นคนป่วย พลเมืองชั้นสองที่จะปฏิบัติอย่างไรก็ได้ โดยมีอำนาจทางวิทยาศาสตร์สาธารณสุขเป็นเครื่องมือ ผบักดันให้ผู้คนที่ล่วนมีตัวตน มีครอบครัว มีศักดิ์และสิทธิ์ในความเป็นมนุษย์ กลายเป็นเพียงสัตว์ทดลองเท่านั้น

วิทยาศาสตร์สาธารณสุขเป็นข้ออ้างชั้นดีเสมอในการถือสิทธิ์เหนือผู้อื่น ในสังคมปัจจุบัน คนไข้กลายเป็นตัวโง่งมเสมอในมือหมอ ที่เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าคือผู้กุมความรู้ กุมชีวิตของคนไข้ทั้งหมด บ่อยครั้งเรามักพบการแสดงอำนาจของเจ้าหน้าที่ ผ่านทางเครื่องมือชิ้นนี้ จนหลายครั้งละเลยสิทธิ ความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วย การใช้อำนาจแห่งความรู้ (อำนาจทของวิทยาศาสตร์) ทำให้ผู้ไม่รู้ต้องกลัวจนหัวหด จนต้องยอมเอาชีวิตไปฝากไว้ ขาดไร้ส่วนร่วมในการตัดสินใจ (เพราะไม่รู้เท่าผู้ตัสินใจ) และยังถูกดุด่าว่ากล่าว ถูกบังคับขืนใจ ถูกสั่ง จากผู้รู้ ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ลงไปจนหมดสิ้น

หนำซ้ำหนังแสดงให้เห็นความหยาบคายป่าเถื่อนของเจ้าหน้าที่รัฐ ฉากหนึ่งที่เจ็บปวดมาก คือเมื่อกังดูได้รับโทรศัพท์ จากฮุนเซียว เขาของร้องเพียงแค่ให้ช่วยตรวจสอบ เจ้าหน้าที่กลับตอกกลับอย่างเจ็บปวด -เราไม่ทำให้คนธรรมดาอย่างพวกคุณหรอก- ยิ่งในเวลาต่อมา นัมอึลค้นพบว่าการตรวจสอบนั้นเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว ยิ่งตอบย้ำความไร้ค่าของ - คนธรรมดา- หนักข้อขึ้น

เจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ ที่แท้ล้วนถูกจ้างด้วยเงินภาษีของประชาชน พวกเขาถูกจ้างโดยประชาชนเพื่อให้มาดูแลทุกข์สุขของประชาชน แต่ความเป็นจริงคือการกลายเป็น เจ้าหน้าที่รัฐ เป็น ข้าราชการ ทำให้พวกเขาหยิ่งพผยองพอที่จะเห็นประชาชนเป็นเพียง เศษเดน คนชั้นต่ำไร้การศึกษษ ที่เขาต้อง -เจียด-เวลาอันมีค่าลงมาคอยบริการ พวกคนที่ง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่มีเงิน ไม่มีเกียรติเป็นเพียงเรื่องที่ต้องทำให้พ้นๆไป ก่อนที่จะต้องเสียเวลารักษาเกียรติภูมิของความเป็นข้าราชการ (และทำลายเกียรติภูมิในการเป็นประชาชนของผู้อื่น)

ดังนั้นใช่หรือไม่ ที่ผู้คนคิดใคร่คับแค้นมากที่สุด ไม่ใช่สัตว์ประหลาดนอกโลก แต่เป็น สัตว์ประหลาดในโลกที่พวกเขาจ้างมานั้นเอง!

-คนธรรมดา- -คนตัวเล็ก- -คนรากหญ้า- เป็นประชาชนส่วนมากที่สุดของแต่ละประเทศ พวกเขาเหล่านั้นคือสองเท้าที่ยืนหยัดแบกคนชั้นกลาง ผู้มีการศึกษา และคนชั้นสูงผู้หรูหราไว้บนหลังตน หากแต่เขากลับถูกปฏิบัติราวกับเพียงคนชั้นสอง เหตุการณ์ที่เกิดกับครอบครัวของกังดูในหนัง ไม่ใช่เพียงภาพแสดง สร้างอารมณ์ร่วม หากเราอาจแทนที่ได้ด้วยชะตากรรมคนตัวเล็กมากมายในสังคม ไม่ว่าจะเป็น คนอย่าง ยายไฮ ขันจันทาหรือชาวนาเกาหลีที่ฆ่าตัวตายประท้วง FTA

หนังให้ภาพของประชาชนคนเกาหลีได้ครบครัน พ่อเป็นตัวแทนของคนรุ่นเก่าที่ยังคงยึดโยงกับระบบสินบน และการประนีประนอม ขณะที่กังดู แสดงภาพของชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีความรู้ คนทึ่มที่ใครๆก็สมเพช นัมอึล คือตัวแทนของคนรุ่นที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของเกาหลี (และแค่หัวเราะอย่างเจ็บแค้นว่าในที่สุดก็กลายเป็นคนตกงาน) นัมจูอาจไปได้ไกลกว่าใครเพื่อนในฐานะนักกีฬา และคนที่ดิ้นรนจนมีที่ยืนในสังคม และฮุนเซียว เป็นตัวแทนของเด็กรุ่นใหม่ที่ถูกพรากไปโดยสัตว์ประหลาด ซึ่งความหมายโดยนัยอาจมากกว่านั้น

-ปีศาจ-

เพราะในโลกที่อุดมไปด้วยตัวประหลาดกลายพันธุ์มากมาย ทั้งในรูปของลัทธิโภคนิยม ยาเสพติด โลกทุน การเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน คนผู้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ กลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประชาชนง่อยเปลี้ยเสียขา มากยิ่งขึ้น การดิ้นรนอย่างเดือดร้อนลำเค็ญของครอบครัวของกังดู จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสนุกของหนังสัตว์ประหลาด หากแต่เป็นการดิ้นรนต่อสู้ในนามของ คนตัวเล็กกับอำนาจรัฐ

ในขณะเดียวกัน หนังให้เราเห็นการแบ่งแยกนี้อย่างเข้มข้น เมื่อเจ้าหน้าที่สหรัฐที่ร่วมกับกังดูต่อสู้กับสัตว์ประหลาดได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษ แต่กังดูกลับถูกปฏิบัติราวกับนักโทษเดนสงคราม

และดูท่าว่า ผู้กำกับยังคงฝังใจอยู่กับการกระทำของอเมริกา เพราะหนัง ทำให้เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นด้วยน้ำมือของฝรั่ง หลังจากเรื่องดำเนินไป รัฐบาลกลับไม่ยอมจัดการกับสัตว์ประหลาด แต่เอาแต่รอคอยฝนเหลืองจากอเมริกา (ซึ่งถูกส่งมาโดยไม่สนใจว่านอกจากจะทำลายสัตว์ประหลาดแล้วจะคร่าชีวิตผู้คนรายรอบไปหรือไม่(หนังทำให้เจ็บมากขึ้นด้วยการทำให้รูปร่างของฝนเหลือง เหมือนกับการปรากฏตัวครั้งแรกของสัตว์ประหลาดไม่ผิดเพี้ยน) และ ยิ่งในช่วงท้ายเรื่องหนังยิ่งแสดงความสามานย์ของต่างชาติ มากยิ่งขึ้น (ช่วยไม่ได้เลยที่เหตุการณ์ในช่วงนี้ชวนให้นึกถึงสิ่งที่อเมริกาทำกับอิรักหลังส่งกองทัพ ไปกวาดล้างประเทศด้วยข้ออ้างอันไม่เป็นธรรม)

- คน ผี ปีศาจ-

และครอบครัวของกังดู ก็ไม่ต่างจากครอบครัวคนตัวเล็กอื่นๆ พวกเขาต้องสูญเสียสมาชิกครอบครัวบางคนไป และในที่สุด ก็ต้องต่อสู้เพียงลำพังโดยไม่อาจหวังพึ่งอำนาจรัฐใดๆได้ (แถมยังต้องคอยระวัง ว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะมาทำร้ายเมื่อไรอีกต่างหาก

ในฐานะหนังสัตว์ประหลาด THE HOST รับใช้ผู้ชมด้วยเทคนิคทางตาน่าตื่นเต้น และ เรื่องราวสนุกสนาน และในทางสังคม THE HOST ใช้ประโยชน์จาก สัตว์ประหลาด ในการเล่าเรื่อง คนตัวเล็กกับอำนาจรัฐ ได้รุนแรง เจ็บปวด และจริง(อยุ่ในเรื่องหนือจริง) ได้อย่างชัดเจน พอจะตบหน้าคนหลายคน (รวมทั้งผู้เขียนซึ่งเป็น หนค่งใน เจ้าหน้าที่รัฐ จนสะอึกไปตามๆกัน)

- ผมก็เป็นคนคนหนึ่ง ผมก็พูดภาษาคนเหมือนกัน -

กังดูตะโกนอย่างสิ้นหวังในตอนหนึ่งของหนัง เหมือนที่ผู้คนมากมายเคยกู่ตะโกนมาก่อน บางคนล้มหายตายจากไป บางคนสูญสิ้นศรัทธาต่อสังคมนี้ บางคนเลื่อนไหลไปตามระบบ และบางคนสร้างการกดขี่ซ้ำซ้อนต่อๆไป ในโลกที่มีสัตว์ประหลาดมากมาย ใช่หรือไม่ที่เราทุกคน ล้วนต้องต่อสู้อย่างดิ้นรน ทั้งกับสัตว์ประหลาดนั้น และ กับ อำนาจรัฐที่เห็นประชาชนเป็นเพียงฐานเสียงในยามต้องการหลังจากนั้นเป็นเศษขยะไร้ความหมาย

หมายเหตุ

นี่คือหนังที่ผมชอบมากที่สุดเป็นอันดับสองในรอบปีนี้ เป็นรองก็แต่ Stndrome and a century หนังใหม่ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งมีบางประเด็นเล็กๆที่คล้ายคลึงกันอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ


edit @ 2006/09/11 19:19:22

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet


หนังอะไรเนี่ย
แรงจัง
สงสัยจังว่ากระสุนนัดนี้จะโดนเป้ามั้ย
หุหุ เข้าใจป่าว

#1 By sofa on 2006-09-11 19:21

แฝงความหมายได้ลึกซึ้งดีค่ะ^^'' อยากดูเหมือนกาน~~

#2 By ฺBear-killer on 2006-09-11 19:37

ดูมาหลายวันแล้ว ยังป่วยอยู่เลย
ไวรัสขึ้นสมองฮ่ะ

#3 By Sunday Syndrome on 2006-09-11 20:20

คนข้างร้าน พูดว่า

war of the world ภาคเอเซีย
เมื่อพระเอกของเรื่องไม่จำเป็นต้องเป็นฮีโร่เสมอไป
พร็อดเรื่องที่คล้ายกัน พ่อช่วยลูกจากสัตว์ประหลาด แต่สิ่งที่มีมากกว่าคือ รายละเอียดในตัวละครแต่ละตัว หนังแสดงให้เห็นถึงความรักที่สามารถสัมผัสได้ ความรักภายในครอบครัว โดยมีหลานสาวเป็นแก้วตา ดวงใจ

ความรักของพ่อที่ไม่เอาไหน ไม่ต่างกับทอม ครูส แต่เราไม่ยักเชื่อว่า
พี่ทอมครูส เค้าจะรักลูกมากขนาดนั้นจาก war of the world ในขณะที่ the host ทำให้เราเชื่อได้ในไม่กี่ฉาก เก็บเงินซื้อโทรศัพท์ หลับตื่นละเมอถึงลูก อารมณ์ความรักแบบอบอวลด้วยกลิ่นของความเป็นเอเซีย

คนบนร้านเสริม

บางช่วงของหนังก็ทำให้เราแอบคิดไปว่าใครกันแน่ที่เป็นสัตว์ประหลาดบุกเกาหลี
ใครกันแน่ที่เป็นคนถูกไล่ล่า

และบางช่วงของหนังก็ทำให้อดคิดถึงเหตุการณ์ ไข้หวัดนกในประเทศสาระขันที่มีผู้นำหน้าด้านๆไม่ได้

และตอนนี้ บางทีไวรัสอาจจะไม่มีเลยในรถแดวูคันนั้นก็ได้นะ ผมว่า



#4 By ดูด้วยกัน (58.147.25.186) on 2006-09-11 21:09

อยากไปดูมากๆเรื่องนี้
เคยเห็นแต่โปสเตอร์หนังไม่รู้ว่าแฝงอะไรไว้เยอะขนาดนี้ น่าสนใจมากๆค่ะ
แวะมาเยี่ยม...ยังไม่อ่านไปดูก่อน5565

#6 By rafilmstruck on 2006-09-12 09:06

อยากดูอ้ะ...

#7 By +ครูคนชง+ on 2006-09-12 09:31

อื้ม...ต้องแบบนี้สิ

#8 By sofa on 2006-09-12 11:45

อ่านคร่าวๆ นะคะ
ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้
มีแต่คนเชียร์
สงสัยต้องไปดูเสียแล้ว

#9 By grappa (58.9.183.175) on 2006-09-12 14:41

หนังประมาณเพื่อสังคมสินะ
และบวกรวมกับเอฟเฟ็ก
น่าดูๆ

#10 By นกฮูกดีไซน์ on 2006-09-14 15:33

ชอบเหมือนกันครับ

#11 By merveillesxx (161.200.255.164 /161.200.130.146) on 2006-09-15 05:57

#12 By (203.172.201.1 /10.250.3.5) on 2007-06-08 15:25

จตุพร 191และ............

#13 By (203.172.201.1 /10.250.3.5) on 2007-06-08 15:26

แวะมาเยี่ยม

#14 By moviefree (125.25.69.101) on 2009-05-28 20:01

The host

เป็นหนังที่หยิบมาดูซ้ำหลายรอบค่ะ ,

ชอบๆๆๆๆ

#15 By caffeineaddict on 2009-12-14 22:30