ในฤดูร้อน ป้อมได้พบกับเด็กสาวคนหนึ่ง ท่ามกลางเศษกระดาษในสายลมร้อน เขามองเห็นเธอ สว่างไสวท่ามกลางฝูงชนในสนามฟุตบอลตอนเที่ยง เธอผู้มีอิทธิพลกับชีวิตของเขาตลอดระยะเวลาสามฤดูนับจากนั้น เขา -หนีตาม- เธอมาเรียนในโรงเรียนดนตรีโดยไม่ได้บอกพ่อแม่ อาศัยความสามารถด้านกลองชุดที่เขามีติดตัวมา ทำให้เขาสอบได้ และได้อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นอาจารย์ชาวญี่ปุ่น สุดฮา ที่บอกว่าเขาสามารถขอทุนจากที่ไหนก็ได้ด้วยความสามารถของเขาแต่เขากลับทิ้งกลองชุดมาตีกลอง TYMPANI เพื่อต้อยตามเด็กสาวผู้นั้น

ก่อนฤดูฝนมาถึง ป้อมพบกับเด็กสาวอีกคน เด็กสาวตาโต ที่สอบเข้าโรงเรียนดนตรีด้วยคะแนนนำโด่งแต่เล่นดนตรีไม่เอาไหน เด็กสาวลูกสาวเพื่อนพ่อ ที่เขาใช้เวลาตลอดฤดูฝนร่วมกับเธอ ในร่มคันที่เธอลืม ในเพลงร๊อคเร้าใจ ในหูฟังคนละข้าง ในความลับที่เขาและเธอรู้กันสองคน

และในปลายฤดูหนาว ป้อมได้พบกับตัวเอง และเริ่มเรียนรู้ที่จะเลือกจริงๆ ทั้งกับ สตรี ดนตรี และ ชีวิต

หลังจากรวมตัวกับเพื่อนอีก 5คน ทำหนังที่ว่าด้วยวัยเยาว์ ใน แฟนฉัน และหลังจาก ที่ คมกฤช ตรีวิมล แยกตัวไปทำ หนังที่ว่าด้วยชีวิตมหาวิทยาลัย ใน เพื่อนสนิท คราวนี้ก็มาถึงช่วงเวลามัธยมบ้าง (หากจะว่าไปแล้วเรื่องเล่าวัยมัธยมเรื่องแรกน่าจะเป็น เด็กหอ ของ ทรงยศ สุขมากอนันต์) และคราวนี้เป็นที่ของ นิธิวัฒน์ ธราธร หนึ่งในหกผู้กำกับแฟนฉัน ที่หนังเดี่ยวของแต่ละคนสร้างสีสันให้กับวงการหนังไทยได้อย่างน่าตื่นเต้นในช่วงสามสี่ปีมานี้ 

หนังล้วงลงไปในอารมณ์หวานไหวของชีวิตมัธยมปลาย ช่วงวัยที่ทุกสิ่งผลิบาน นกในหัวใจตีปีก และพร้อมที่จะรักใครสักคน การรออย่างกระวนกระวาย แต่ทำหน้าตายตอนที่คนที่เราแอบชอบเดินผ่าน การเอาร่มมาเผื่อใครสักคน การยอมกินสิ่งที่เราไม่ชอบ การแอบไปยืนใกล้ๆเธอตอนถ่ายรูป ไล่ไปจนถึงการยอมละทิ้งสิ่งที่ตัวเองชอบเพื่อเพียงจะอยู่ใกล้เขาหรือเธอผู้สุกสว่างเหมือนดวงดาวในดวงตาเรานั้น เป็นกิจกรรมที่ ใครสักคนที่เคยแอบชอบใครสักคนล้วนต้องเคยทำมาแล้วทั้งสิ้น

และเช่นเดียวกัน การกางร่มไปด้วยกันในวันฝนตก การแบ่งหูฟังกันคนละข้าง การช่วยทำการบ้านให้ (ในที่นี้หมายถึงดนตรี)การแบ่งปันความลับร่วมกัน การซ้อนจักรยาน การเรียนรู้ว่าใครไม่ชอบกินอะไร ก็ล้วนเป็นสิ่งซึ่งแฝงฝังอยู่ในเยาว์วัยของเรากับเพื่อนเก่า กับคนรักเก่า ด้วยเช่นกัน

แต่เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย บอกให้เราเข้าใจว่าโมงยามล้วนเคลื่อนไปข้างหน้า (แต่บนเกาะพะงันในเพื่อนสนิทเวลาจะเดินถอยหลัง) เราล้วนต่างต้องเติบโต ความรักและฝันใฝ่สุดท้ายก็มีวันที่ต้องจบลง ทั้งด้วยการเลือกและไม่เลือกของเราเอง และของวันเวลา

หนังเล่าเรื่องการเลือกของป้อมได้อย่างน่าสนใจ เพราะโดยทั่วไป ลักษณะพิมพ์นิยมของหนัง การก้าวพ้นวัย (และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตัวเอกรักดนตรี) มักออกมา ไม่ในรูปของ ตัวละครที่โดนกดดันจากพ่อแม่ให้เรียนสิ่งที่ไม่ชอบ แล้วพยายามต่อสู้เพื่อหลุดออกจากกรอบเกณฑ์เก่าแก่ ก็จะมาในรูปของตัวละคร ที่เลือกแล้วที่จะเดินไปทางนี้โดยยอมแตกหักกับพ่อแม่ แล้วต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตัวเองรัก

แต่ในเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เรากลับพบว่า ป้อม คล้ายจะเป็น ตัวละครที่ -เลือก- ที่จะเป็นนักดนตรี โดยไม่ยอมบอกพ่อแม่ แต่ที่แท้เขาไม่ได้เลือก เพราะเขารักดนตรี การเลือกของป้อม ล้วนยืนอยู่บนพื้นฐานของดุจดาว เด็กสาวที่สวยเหมือนนางฟ้าคนนั้น เขาเลือกเรียนดนตรีเพราะเธอและเลือกทิ้ง ร๊อค ไปหา คลาสสิคก็เพราะเธอ อยากไปบูดาเปสต์ ก็เพราะเธอ

การเลือกของป้อม ที่แท้คือการไม่ได้เลือก ซึ่งก็ไม่ต่างๆจากเด็กมัธยมมากมายในบ้านเรา ที่เขาเลือกเอง ที่จะเรียนวิทย์ เรียนศิลป์ หากที่แท้การเลือกนั้นไม่ได้มาจาก -เจตจำนงเสรี- ของตน หากมาจากแรงกดรอบข้างไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งจาก พ่อแม่ เพื่อน ไปจนถึง ความเท่ และ ความยอมรับทางสังคม 

แต่ป้อมก็เป็นเหมือนเด็กบ้านเราทั่วไป ที่เมื่อเลือกมาแล้วเขาก็สนุกสนานไปกับมัน ป้อมอาจไม่ได้เลือกอะไรเองเลยจนกระทั่งในตอนจบ แต่เอาเข้าจริง ป้อมก็อาจไม่ได้เลือกอะไรเลยทั้งสิ้น เขาแค่เดินไปตามทางที่เขาคิดว่าเขาเลือก และพยายามควานหา ความอิ่มเอมในทางเลือกนั้น ล่องไหลไปตามกระแสชะตากรรมและตัดสินใจอะไรสักเล็กน้อย เมื่อจำเป็น บางที กระทั่งการเลือกในตอนท้ายเรื่อง ก็ล้วนมีเหตุปัจจัยให้แยกแยะได้มากกว่าเจตจำนงเสรี ของป้อมเอง

ป้อมไม่กินผัก แต่ไม่ยอมบอกคนที่รักว่าไม่กินผัก การไม่กินผัก สะท้อนความลังเลของการเลือก อ้อมรู้ว่าป้อมไม่กินผัก ดาวไม่รู้ พ่อแม่รู้แต่ปล่อยให้มันเป็น จนในตอนท้ายเรื่องเมื่อแม่บอกกับพ่อว่า ตอนเด็กๆไม่สอนให้มันกินผัก ตอนนี้จะมาบังคับให้มันเลือกเรียน ในขณะที่ดาวบอกกับป้อมว่า ไม่กินผักทำไมไม่บอก ป้อมไม่กินผักมาตลอด มาตอนนี้เขาต้องเลือกแล้วไม่ใช่เลือกจะกินผัก แต่เลือกจะยอมรับว่าจริงๆแล้วเขาไม่กินผัก

ในขณะที่อ้อม ดาว เชษฐ์ และ ฉัตร กลายเป็นตัวแทนของคนผู้เลือกแล้ว (แต่เราไม่มีข้อมูลมากพอจะบอกว่าพวกเขาเลือกเองหรือเลือกโดยไม่ได้เลือก) และมุ่งมั่นไปกับมัน ถ้าจะกินผัก หรือไม่กินผัก ตัวละครก็ได้เลือกแล้วและยอมรับมัน หากดาวคือตัวแทนของการเลือกในสิ่ที่ตัวรักและทำได้ดี อ้อมคือตัวแทนของคนที่เลือกในสิ่งที่ตัวเองเองรัก แม้จะต้องยากลำบาก เช่นที่เธอยอมอยู่ในวงคลาสสิค เพื่อตีฉาบเพียงไม่กี่ครั้ง เพราะสำหรับเธอแค่การได้อยู่ในวง และฟังดนตรีก็เป็นความสุขเหลือแสนแล้ว

บางทีท่ามกลางทางเลือกอันจำกัด ชีวิตที่เหมือนข้อสอบปรนัยของเรา อาจมีแค่ข้อ ก. ข. ค. ง. ที่เราทำได้ที่สุดอาจเพียงการเลือกข้อที่เหมาะสม (แม้บางคน จะเลือก ที่จะไม่เลือกก็ตาม)

แต่สิ่งที่น่าหนังอาศัยดนตรีคลาสสิคและร๊อคมาหล่อเลี้ยงอารมณ์ได้อย่างสนุกสานและน่าทึ่ง ฤดูที่แตกต่าง เพลงหลักของหนัง ซ้อนทับเข้ากับ WEATHER DANCE เพลงคลาสสิคที่ คุณครูโรซี่ (เล่นได้อย่างฮาโดยโอปอลล์ หรือ พี่แตนเพื่อนสนิท) เลือกมาใช้ ในขณะที่ วัดใจ และเล่นของสูง กลายเป็นไม้เด็ด ที่หนังใช้พูดถึงความรักและความฝันของป้อม (ฉากเต้นของน้องอ้อม และน้องดาว กลายเป็นฉากสุดจี๊ดฉากหนึ่งในหนัง)

รักที่สุดของหนังคือการเลือกจบแบบคลุมเครือ ในขณะที่หนังตามติดชีวิตป้อมมาตลอด จู่ๆ หนังกลับเลือกจบด้วยการพาไปสำรวจตรวจสอบ ความสำเร็จของดาว ของอาจารย์ญี่ปุ่น แต่สำหรับป้อม และอ้อม พวกเขาเพียงยังคงได้เล่นดนตรีที่รักอย่างสนุกสนานเท่านั้น ไม่มีความสำเร็จเรียกน้ำตา และแทบไม่มีไคลแมกซ์ (โดยส่วนตัวไคลแมกซ์ของหนังสำหรับผมคือฉาก ไวโอลิน อันบาดเจ็บของอ้อม )

เป็นการยากที่จะไม่เชื่อมโยง เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เข้ากับ เพื่อน สนิท หรือ แฟนฉัน เพราะหนังยังคงว่าด้วย ตัวละครหลักชาย ที่ต้องเลือกระหว่างอะไรสักอย่าง เยาว์วัย กับ ปัจจุบัน (น้อยหน่า ดากานดา และ ดุจดาว เป็นตัวแทนของเยาว์วัยที่ให้ภาพใกล้เคียงกันมากๆ ขณะที่ แจ๊ค และกลุ่มเพื่อน นุ้ย และ อ้อม เป็นตัวแทนของปัจจุบันขณะ) จะว่าไปแล้วหนังทั้งสามเรื่อง ล้วนเล่าถึงการก้าวพ้นวัยของชายคนหนึ่งโดยทั้งหมดเต็มไปด้วยความทรงจำอันน่าจดจำ และปัจจุบันอันแสนสนุก โทนของหนังจึงออกมา สวยงามอวลอารมณ์ถวิลหา และไม่บีบคั้นจนเกินไปนัก และหากจะว่าไป เมื่อนำหนังทั้งสามเรื่องมารวมกัน ก็แทบจะแสดงภาพรวมกว้างๆของเด็กวัยรุ่นไทยชนชั้นกลางในเมือง เกือบทั้งประเทศได้เลยทีเดียว

ฤดูที่แตกต่างของทุกคน บอกกับเราในทุกฤดูแด ทุกสายฝน และทุกลมหนาว ว่าเราล้วนก้าวไปไม่หยุดนิ่ง ในฤดูของเรา มีสิ่งใดบ้างที่เราเลือกจดจำหรือละทิ้งมันไป มีกี่ความรักและกี่ความฝันที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิตเรา เราอาจเลือกได้อย่างจำกัด แต่จงภูมิใจในทางเลือกของเราเถิด

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ยังไม่ได้ดูเลยค่า อ่านไปอย่ามาชักอยากจะดูมั้งซะแล้ว....

#1 By สมโหด.. on 2006-09-07 10:27

เด๋วเรามาอ่าน
ขอไปดูก่อน

#2 By sofa on 2006-09-07 10:30

ใชๆ่ไปดูก่อนแล้ว
จะกลับมาอ่านครับ....
เพราะสารเคมีในสมองเปลี่ยนแปลงบ่อย..

#3 By rafilmstruck on 2006-09-07 10:34

ดูแล้ววววครับ
ชอบเลยเรื่องนี้

#4 By plynoi แว่วศรี on 2006-09-07 10:43

ขอไปดูก่อนจะกลับมาคอมเมนต์อีกที วันนี้แหละ วันนี้

#5 By Backpacker on 2006-09-07 11:28

ยังไม่ได้ดูเลยไม่กล้าอ่าน เอาไว้ดูเสร็จแล้ว จะย้อนมาอ่านอีกรอบละกันนะครับ

#6 By เจ้าชายน้อย on 2006-09-07 12:18

คิด เขียน ชม ได้อย่างปราณีตจังค่ะ

คิดอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ได้ลึกและปราณีตแบบนี้

ดีใจที่ได้อ่านค้า

#8 By zhzq (161.200.255.164 /161.200.172.204) on 2006-09-07 13:16

ยังไม่ได้ดู กลัวคิดถึงความหลัง puppy love
แต่เห็นมีคนเขียนเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เพียบเลย...
มันดีจริงๆ สินะ

#9 By namwarn on 2006-09-07 14:07

ฉันรักแกว่ะ ...

#10 By วาซาบิ on 2006-09-07 15:52

เป็นหนังที่ดูแล้ว
เรามีความสุขมาก
คุณเขียนดีจัง..

#11 By sofa on 2006-09-07 16:23

ไม่กินผักทำไมไม่บอก

เหอ ๆ

ชอบตอนสีไวโอลินที่สุดเลย

น้ำตาไหล

แต่ตอนขว้างร่มใส่ก็ทำเอาอึ้ง

แต่ก็ดันเหมือนโดนขัดต่อมน้ำตา ตอนเพื่อนพระเอกดันเสือกเข้ามา ทำให้ฮาเสียอารมณ์ซึ้งไปเลย เซ็ง


ว่าอาทิตย์หน้าจะไปดูอีก

#12 By ปุ่น on 2006-09-08 17:15

ยังไม่ได้ดูเรยอ่า

#13 By nanak on 2006-09-09 16:42

เป็นหนังที่สดชื่นมากจริง ๆ

#14 By สวัสดี on 2006-09-09 22:05

หนังหนุกๆๆเนอะ

#15 By -teacher-aorr- on 2006-09-11 14:28

ป้อมซังเลือกถูกแล้วววววว

#16 By รักอ้อม (58.8.50.154) on 2006-09-15 01:21

ดูแย้วอมยิ้ม อิอิ

#17 By (203.209.28.235) on 2006-09-15 14:05

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=09-2006&date=08&group=1&blog=1


ไปอ่านเจอมาค่ะ

พูดถึงในอีกแง่มุมหนึ่ง

ชอบมากๆ เอามาแบ่งกันอ่าน

ไม่รู้ว่าคุณได้อ่านรึยัง ถ้าอ่านแล้วก็ขออภัยนะ

เป็นหนังเรื่อยๆ เรียงๆ แต่ก็โดนแทงเพราะคำพูดเป็นระยะๆ

ชอบมาก

#18 By -- กำพล -- on 2006-09-16 12:49

เป็นเรื่องที่น่าดูมาก ดูแล้วชอบมาก

#19 By (203.113.46.4) on 2007-02-19 13:44

รู้สึกดี
ULTARMAN-KIKU

#20 By (203.113.46.4) on 2007-02-19 13:49

รู้สึกดี
ULTARMAN-KIKU

#21 By (203.113.46.4) on 2007-02-19 13:50

เคยปรามาสไว้เยอะ อตนที่หนังเข้าฉายใหม่ๆ
แต่วันนี้ พอได้ดูกับตา ถึงขนาดตาบวมเป่ง

ชอบมากคือ ฉากที่พ่อป้อมไปแกะโปสเตอร์กายวิภาค
แล้วกลายเป็นโปสเตอร์วงดนตรีแทน บวกกับคำถามของพ่อป้อม และคำตอบของหมอ ว่าทำไมถึงให้ลูกเรียนดนตรี จี๊ดจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

จี๊ดอีกครั้ง คือตอนบรรเลงเพลง ฤดูที่แตกต่าง จนถึง end credit ชอบสุดๆconfused smile

#22 By R O C K on 2008-08-09 01:34