บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ หากยังไม่ได้ชม โปรดหยุดอ่านเมื่อเห็นแถบไข่ปลาครับ

หากจะว่าไปแล้ว มันเริ่มต้นจากเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง

อาจเป็นเรื่องที่ผุดพรายอยู่ในความทรงจำเก่าแก่ เรื่องของ หมอสองคนที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หมอที่เป็นพ่อและแม่ ของผู้กำกับหนังเรื่องนี้

จากนั้นมันจึงค่อยๆกลายเป็นเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องเล่าที่พอจะเล่าคร่าวๆได้ว่า เป็นเรื่องของ คุณหมอสาวคนหนึ่ง ในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง ที่กำลังสัมภาษณ์คุณหมอคนใหม่ที่เข้ามาทำงาน เป็นวันแรก เธอกำลังถูกจีบจากเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่ง เสร็จจากสัมภาษณ์ เธอเข้าไปตรวจรักษา พระรูปหนึ่ง ซึ่งมีเรื่องเล่าของตัวเอง เกี่ยวกับวิญญาณไก่ พระเหนุ่มที่มาด้วยกัน ไปทำฟัน และเล่าเรื่องสมัยยังไม่บวชให้หมอฟันฟัง และหมอฟันก็เล่าเรื่อง ตัวเองด้วยเช่นกัน ย้อนกลับมาที่คุณหมอสาว เธอเองก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ เกษตรกรหนุ่มและกล้วยไม้เรืองแสงของเขา ก่อนที่เรื่องทั้งหมดจะไปผุดบังเกิดอีกครั้งในอีกสถานที่หนึ่ง อีกมุมมองหนึ่ง ไหลเวียน ย้อนทวน ถอยหลังและเดินไปข้างหน้า เรื่องเล่าบางเรื่องเปลี่ยนมุมมอง บางเรื่องบังเกิดซ้ำ บางเรื่องก็เกิดขึ้นใหม่

และนี่คือเรื่องเล่า ล่าสุด ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับนักเล่าเรื่อง ที่มักเล่าเรื่องเล่าอันแสนซื่อ ด้วยวิธีการอันน่าสนใจ ใน ดอกฟ้าในมือมาร หนังยาวเรื่องแรก เขาพาคนดูไปฟังเรื่องเล่า ดดยผู้คนจากเหนือจรดใต้ ที่ช่วยกันเล่าเรื่องอันมีโครงสรร้างเพียง คุณครูดอกฟ้าและเด็กนักเรียนคนหนึ่ง เรื่องที่เล่าต่อเนื่องกันไปทดถ่ายและไหลกลายไปเป็นเรื่องเล่าใหม่ๆ ครั้นในสุดเสน่หา เขาเล่าเรื่องอันแทบไม่มีเรื่องเล่า หนังว่าด้วย วันชื่นคืนสุข ของสาวโรงงาน และหนุ่มพม่าหนีเข้าเมือง หากที่สำคัญกลับอวลลอยอยู่ในเรื่องที่ไม่ได้เล่า ในบรรยากาศ ของร่มไม้ชายน้ำ ในการปูเสื่อนอนเล่น ค่อยๆเคลิ้มไหลไป หรือเรื่องเล่าที่ไม่ได้เล่าเกี่ยวกับหญิงวัยกลางคนและชูรักของเธอ ในสัตว์ประหลาด! เรื่องเล่ากลับกลายป็นประเด็นหลักที่เขานำมาย้อนแย้งกันเอง เมื่อเขาแบ่งหนังออกเป็นสองช่วง และเล่นสนุกด้วยการสร้างความขัดแย้งระหว่าง ความจริง กับเรื่องเล่า เมื่อโลกจริงๆของสองหนุ่มชาวเกย์ ที่แท้แล้วกลับอุดมไปด้วยช่องโหว่ของเรื่องเล่า ในขณะที่เรื่องเล่าของเสือสมิงกลับเจือด้วยความมืดและบรรยากาศป่าอันเป็นจริง

และในหนังเรื่องล่าสุด อันเป็น project ชื่อ New Crowned Hope ซึ่งเป็นProjectที่ทำเพื่อร่วมรำลึกในวาระ ครอบรอบ 250 ปี ของ โมสาร์ท คีตกวีชื่อดังชาวออสเตรีย โดยโจทย์ของหนังไม่ใช่การสร้างภาพยนตร์ที่มีดนตรีของโมสาร์ทประกอบ หรือสร้างภาพยนตร์อัตชีวประวัติของโมสาร์ท แต่เป็นการสร้างภาพยนตร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากดนตรีของโมสาร์ท โดย อภิชาติพงศ์ เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ได้รับเลือกร่วมกับผู้กำกับจาก ปารากวัย อิหร่าน ชาด ไต้หวัน และ อินโดนีเซีย

และจากเรื่องเล่าของพ่อและแม่ (ในชื่อเดิม intimacy) จากแรงบันดาลใจของงานในช่วงท้ายของโมสาร์ท แสงศตวรรษสำเร็จออกมาเป็นหนังอันประจุเต็มด้วยเรื่องเล่า ซึ่งในที่สุด ไหลวนเวียนอยู่ในเรื่อง ทั้งความทรงจำข้างใน ตำนานเก่าแก่ เรื่องรักอันหวานเศร้า เรื่องราวลึกลับเหนือจริง ความฝันยามค่ำคืน กระทั่งเรื่องสะท้อนสังคม เรื่องเล่าอาจแยกกันเป็นเอกเทศ หากกลับกลืนกิน และคลี่คลายกันและกันไม่ต่างจากรูท่อที่ดูดเอาทุกสรรพสิ่งเข้าไป และกลารคลี่คลายของสุริยุปราคาในยามเที่ยงวัน

เอาเข้าจริงแล้ว สิ่งที่ยากที่สุดคือการพยายามเล่า -เรื่องย่อ- ของหนังเรื่องนี้ เพราะท่ามกลางเรื่องเล่าย่อยๆมากมาย เรากลับพบว่าหนังเรื่องนี้เป็นเสมือนการทยอยนำตัวละครแต่ละตัวออกมา เพื่อบอกเล่าเรื่องเล่าของตน ทุกคน ถูกวางลำดับความสัมพันธ์กันอย่างหลวมๆ จนเป็นการยากที่จะหาบทเริ่มต้น การดำเนินไป และบทสรุปของความสัมพันธ์ ดังเช่นที่เรากระทำ เมื่อลงมือเล่า - เรื่องย่อของเรื่องเล่า ในหนังสักเรื่องหนึ่ง หากที่น่าสนใจมากกว่าไม่ใช่ความสัมพันธ์ของตัวละคร หากคือความสัมพันธ์ของเรื่องเล่าของตัวละครต่างหาก เรื่องเล่าเหล่านั้น เมื่อปรากฏวูบผ่านอาจดูไร้ความหมาย แต่มันกลับเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง และวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ อาจต้องเล่าเรื่อง - การเชื่อมโยงของเรื่องเล่า - มากกว่า - เรื่องย่อของเรื่องเล่า และการเชื่อมโยงเหล่านั้นไม่อาจทำเพียงแค่ใช้ตรรกะทางวิทยาศาสตร์ เหตุและผล เข้ามาจับต้องหากกลับต้องใช้วีการสัมผัส รู้สึก จากภายใน ไม่ต่างกับการซาบซึ้งในรสของบทกวี

...................................................................

ภายในตัวหนังที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า เรื่องนี้นั้น เรื่องเล่าแต่ละเรื่อง ค่อยๆส่งผลถึงกันในทางใดทางหนึ่ง เมื่อเรื่องแตกตัวออกเป็นสองโดยกำหนดให้ปรากฏซ้ำผ่านทางการเปลี่ยนแปลงของสถานที่ ( บางครั้งชวนให้นึกถึงโลกของ David Lynch ที่พร้อมจะแตกตัวออกเป็นสอง หรือสาม หรือสี่ โดยอาจไม่เกี่ยวเนื่องกัน และไม่อาจจับวัดด้วยตรรกะใดๆไดทั้งสิ้น ) บทสัมภาษณ์ ของคุณหมอเหน่ง อันเป็นเพียงคำถามทางจิตวิทยาสำหรับทดสอบทางจิตของแพทย์ ปรากฏซ้ำในสองสถานที่ ที่ดูจะเกี่ยวเนื่องทางเวลาซึ่งกัน (หนังทำให้เราเห็นว่า หมอมาจากโรงพยาบาลค่าย เล็กๆ ย้ายมายังโรงพยาบาลใหญ่ ) หากปรากฏซ้ำในเหตุการณ์ (เมื่อเปลี่ยนเพียงสถานที่ แต่เห๖การณื ตัวละคร ไล่ไปจนถึงบทสนทนา ยังแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง ) หรือในฉากความฝันของหลวงพ่อที่ปรากฏซ้ำสองรั้งสองครา หากในตอนแรก กล้องเล่าผ่านมุมมองของหลวงพ่อ (โดยหันกล้องมาทางหมอ) และตอนที่สองเล่าผ่านมุมมองของหมอ (ดดยหันกล้องมาทางหลวงพ่อ) หรือในฉากของพระหนุ่มกับหมอฟันที่เกิดขึ้นซ้ำแต่กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ในนัยยะนึ่งนี่คือการเสียดสีสังคมสาธารณสุขไทยได้เจ็บ และตรงเป้ามากที่สุดครั้งหนึ่ง เลยพ้นไปจากแง่มุมทางศิลปะหรือเทคนิคในการเล่า นี่คือภาพสะท้อนความแตกต่างระหว่างโรงพยาบาลใหญ่กับเล็ก หนังกำหนดให้สองเหตุการณ์ปรากฏซ้ำในสองสถานที่ หนึ่งคือในโรงพยาบาลชุมชนเล็กๆที่ทุกห้องเปิดโล่ง ผุ้คนสัมพันธ์ต่อกัน หมอกับคนไข้ไม่ได้เป็นหมอกับคนไข้เพียงอย่างเดียวหากพร้อมจะกลับบทบาทกันทันที(เมื่อหลวงพ่อเอายาให้หมอต้มกิน) หรือความสัมพันธ์ของหมอ กับผู้คนรายรอบ ภารโรงก็อาจติดเงินหมอได้ และ คนไข้อาจชอบพอกับหมอฟันได้เช่นกัน ความสัมพันธ์นั้นจืดจาง แข็งกระด้างและเย็นชา ทันทีเมื่อปรากฏซ้ำในโรงพยาบาลใหญ่ ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นในห้องปรับอากาศอันอวลไปด้วยแสงนีออน และอุณหภูมิต่ำ ความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ยืนอยู่บนพื้นของอำนาจ (ในแกพระ หมอกลับเห็นเรื่องของพระเป็นเรื่องขำขันไร้เหตุผล) และห่างเหินราวกับคนละโลก (ในฉากถอนฟัน หมอฟันพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่จะปิดตาพระหนุ่ม และทั้งคู่ไม่ปฏิสัมพันธ์ใดๆกต่อกัน ) การซ้อนทับสองเหตุการณ์ มองอย่างง่ายที่สุดนี่คือการเปรียบเทียบโรงพยาบาลสองแบบ ให้เห็นเป็นรูปธรรม และเป็นการเล่นแรงที่อาจทำให้คนในวงการ(เช่นผม ) สะอึกไปในทันที

กลับไปในหนัง การปรากฏซ้ำของฉาก สัมภาษณ์ ห้องตรวจ และห้องฟัน เป็นการมองเรื่องเล่าเดิม ด้วยจากอีกมุมมองหนึ่ง เมื่อในมุมมองแรกมองผ่านมุมของหมอเตย (หมอสาว) และเรื่องที่สองเป็นมุมมองของหมอเหน่ง ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหนึ่งครั้ง ใช่หรือไม่ว่าผู้คนล้วนจดจำมันต่างกัน โลกการสัมภาษณ์ในมุมของหมอเหน่งกับหมอเตยจึงออกมาต่างกัน เช่นเดียวกับความฝันของหลวงพ่อในฉากห้องตรวจ และฉากการทำฟัน การย้อนแย้งเรื่องเล่าเดิม จากคนละมุมมอง ตั้งคำถามน่าสนใจว่า ในเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ข้อเท็จจริงจากคน แต่ละคนไม่อาจเรียกขานในนามความจริงได้ เพราะมันล้วนถูกกรองผ่านมุมมองของผู้เล่าไปเสียทั้งสิ้น

และเมื่อเลยพ้นไปจากสามฉากนั้น หนังในครึ่งแรกเลื่อนไหลตัวเองเข้ากับเรื่องรักองหมอเตย กับ เจ้าของเรือนกล้วยไม้ที่เรืองแสงได้ ขณะที่ครึ่งหลัง หนังไหลไปหาเรื่องราวของหมอเหน่ง กับแฟนสาวที่เอาภาพของนิคมอุตสาหกรรมมาให้เขาดูและชวนเขาไปอยู่ที่นั่น และฉากของพระหนุ่มกับหมอฟัน ในครึ่งแรก กลืนกลายไปสู่ฉาก คุณป้าหมอในห้องใต้ดิน ที่พยายามรักษาเด็กหนุ่มออทิสติค ด้วยพลังจักรา

เรื่องเล่าทั้งหลายในช่วงนี้ไม่สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน หากหนังกลับปล่อยให้ตัวละครจากเรื่องหนึ่ง ไหลวนมาอยู่ในอีกเรื่องหนึ่ง เราจึงเห็น คุณป้าของ หนุ่ม(เกษตรกร ) เดินในตอนท้าย และเห็นการรำพึงถึงชาติหน้าของ เด็กหนุ่มออทิสติก ขณะที่พระหนุ่มกลับพูดถึงชาติที่แล้ว หรือการที่เราได้เห็นการผเชิญหน้าระหว่าง พระพุทธรูป (ที่เลื่อนไหลอยู่ในทั้งสองฝั่งของเรื่อง ) กับรูปปั้นของพระบิดา เรื่องเล่าทั้งหลายในที่สุด ย้อนแย้งและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความเชื่อเก่าแก่ ( โรงพยาบาลชุมชน กล้วยไม้เรืองแสง ชาติที่แล้ว พลังจักรา หรือพระพุทธรูป ) กับ ค่านิยมในโลกใหม่ ( โรงพยาบาลใหญ่ นิคมอุตสาหกรรม ขาเทียม หรือพระบิดา ) ไม่ได้เป็นเพียงขั้วตรงข้าม หากยังกลืนกลายอยู่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันอีกด้วย

อย่างไรก็ดี หากเราพิจารณาร่วมกับหนังเรื่องก่อนหน้าของอภิชาตพงศ์ เราจะค่อยๆค้นพบถึงการเลื่อนไหลไปมาอย่างรุนแรงของเรื่องเล่าในแต่ละเรื่อง ราวกับว่า แสงศตวรรษ คือ บทสรุป การเชื่อมโยง ทุกเรื่องเล่าที่มาก่อน เรื่องเล่าที่ในที่สุดถูกส่งต่อ ซึ่งกันและกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

หากพิจารณาจากวิธีการของหนัง ที่ให้ตัวละครค่อยๆเล่าเรื่องเล่าของตัวเอง (เรื่องเล่าที่อาจไม่ได้ หมายถึง เรื่องของตัวเอง เพราะตัวละครในเรื่องแทบไม่ได้เล่าเรื่องของตัว แต่เล่าเรื่องเล่าอื่นๆ เช่นตำนานเก่าแก่ หรือเรื่องลึกลับแทน ) มันเป็นการที่ไม่ต่างจากวิธีการก่อร่างสร้าง ดอกฟ้าในมือมาร ขึ้นมา การส่งเรื่องเล่าหนึ่งเรื่องให้เล่าต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องเล่าเรื่องใหม่ขึ้นมา

ในช่วงหนึ่ง หมอสาวเล่าเรื่องของเธอกับเกษตรกรหนุ่ม หนังเล่าไปถึง การไปเที่ยวน้ำตกของเธอกับหนุ่ม และคุณป้าของเขา ฉากนี้พาเราย้อนกลับไปใน สุดเสน่หา หนังเรื่องที่สองของเขา โดยอาจเริ่มตั้งแต่ในฉากที่เธอเห็นคุณป้าของหนุ่ม นั่งพอกโคลน (เช่นเดียวกับการทาโลชั่นของ ป้าเจน กับรุ่ง ใน สุดเสน่หา ) ไล่ไปจนถึงฉากการไปน้ำตกของทั้งสาม และที่สำคัญเหนืออื่นใด ป้าของหนุ่มรับบทโดยป้าเจน ตัวละครเดียวกันกับ ป้าเจนในสุดเสน่หา นั่นเอง หากในเรื่องเล่าของป้าเจน เรื่องของเณรที่บอกชาวนาว่ามีทองที่หนองน้ำ ที่แท้เคยปรากฏมาแล้วในเรื่องเล่าของป้าสำเริงใน สัตว์ประหลาด! นิสัยเอื้ออารี เป็นมิตรกับผู้คน โดยงป้าเจน เข้ากับป้าสำเริงได้ไม่ยาก หากเรื่องเล่าป้าเจนกับป้าสำเริง กลับแตกต่างกันในรายละเอียด เล็กๆน้อยๆ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น เพราะ -ผู้เล่า- ที่แท้กลายเป็นเจ้าของ - เรื่องเล่า ที่เขาเล่าออกมา ไม่อาจรู้ว่าเรื่องเล่าใดที่ถูกต้อง ไม่ต่างจากการเลื่อนไหลของเรื่องเล่าเรื่องอื่นๆในหนังเรื่องนี้

และในเรื่องเล่าของ พระหนุ่ม กับหมอฟัน กลับน่าสนใจมากขึ้น เมื่อพระหนุ่ม (แสดงโดย โต้ง จากสัตว์ประหลาด! ) เคยอยากเป็นดีเจ และหมอฟันอยากเป็นนักร้อง นำมาซึ่งฉากร้องเพลง ที่เคยปรากฏมาแล้วในสัตว์ประหลาด! เหนืออื่นใด ความสัมพันธ์อันคลุมเครือของทั้งคู่ ชวนให้ตีความถึงความสัมพันธ์ของโต้งกับเก่ง ในสัตว์ประหลาด (ที่ในตอนหนึ่งเชื่อมความสัมพันธ์ด้วยเทปเพลงวงแคลช) และยิ่งในฉากสุดท้ายของคนคู่นี้ เมื่อหมอฟันสารภาพความจริง ว่าพระหนุ่มอาจเป็นน้องชายของเขาที่ตายไปแล้ว และ ยื่นตุ๊กตา ม้า ให้กับพระหนุ่ม พระหนุ่มกลับตอบปฏิเสธรุนแรงว่าชาติที่แล้ว ท่านไม่ได้เกิดเป็นคน ท่าเกิดเป็น..... ( ถึงตรงนี้ เราพากันคิดในใจว่า เสือ ) ก่อนที่พระหนุ่มจะเดินหายไปในความมืด เหมือนกับการหายไปของโต้งในครึ่งแรกของสัตว์ประหลาด!

เมื่อเราเริ่มต้นเล่าเรื่อง เรื่องที่เราเล่าไม่ได้เป็นของคนที่เล่าให้เราฟังอีกแล้ว เรื่องเล่าของพ่อและแม่ของอภิชาติพงศ์ เปลี่ยนแปลง และเลื่อนไหลกลายเป็นเรื่องเล่าของอภิชาติพงศ์ และกระทั่งบทความนี้ก็เช่นกัน เรื่องเล่า เรื่องหนึ่งดูดซับตัวตนของผู้เล่าติดไปเสมอ ไม่ต่างกับท่อที่ดูดกลืนทุกสิ่งในท้ายเรื่อง หากในขณะเดียวกันเรื่องเล่าก็กลับคลี่คลาย ตัวเอง ไปสู่เรื่องเล่าใหม่ๆ คลี่คลายไปสู่การตระหนักรู้ความหมายอันจริงแท้ของตัวเรื่อง ไม่ต่างจากการคืนตัวของสุริยุปราคา

หากพิจารณาเทียบกับหนังเรื่องก่อนหน้า แสงศตวรรษ เป็นหนังที่สนุกที่สุดของอภิชาติพงศ์ ผู้ซึ่งยังคงคว้าจับ ไทยปัจจุบันได้ชัดเจนมากที่สุดและปราศจากการปรุงแต่งมากที่สุด (เป็นที่น่าสนใจว่าหนังที่คว้าจับความเป็นไทยในปัจจุบัน โดยไม่ปรุงแต่งให้เป็นเมืองไทยเท่ๆ หรือพยายามจะเป็นเมืองไทยจริงๆที่ไม่จริง มักไม่พบในหนังไทยเก๋ๆ แต่กลับพบในหนังไทยที่ใครๆร้องยี้ อย่าง โกยเถอะโยม หรือหลวงพี่เท่ง ความเป็นไทย ที่ผ่านการจัดวาง ประดิษฐ์ให้ดุดีขึ้นอาจช่วยในแง่ของความพิถีพิถัน แต่บางครั้งมันเคลือบแฝงอาการไม่ยอมรัยความจริงประการหนึ่งของผู้สร้างอยู่ด้วย ) หนังของอภิชาติพงศ์ ยังคงเล่าเรื่องเล่าง่ายๆ ที่เรามักได้ยินในชีวิตประจำวัน แต่นำมันมาจัดวาง ตีความ เล่นสนุก ย้อนแย้ง และเล่าใหม่ ได้อย่างน่าสนใจ หากสุดเสน่หาคือเป็นความสามัญอันหนืดเนือย แต่ทรงพลัง สัตว์ประหลาด ! คือประสบการณ์ลึกลับของตำนานโบราณที่ทรงพลัง แสงศตวรรษ ก้เป็นเสมือน เรื่องเล่าสนุกๆที่แสนสามัญหากทรงพลัง แห่งการเล่าอย่างยิ่ง

เมื่อลงมือเขียนบทความชิ้นนี้ ผมอาจตั้งใจจะเล่าเรื่องหนังเรื่องหนึ่ง แต่บทความชิ้นนี้ในที่สุดกลายเป็นเรื่องเล่าของผม ในทางหนึ่งมันคือรูท่อที่ดูดซับตัวตนของผมในตอนจบ แต่ในทางหนึ่งมันคือสุริยุปราคา มันอาจคลี่คลายความเข้าใจของผมที่มีต่อหนังเรื่องนี้ แต่มันอาจมืดบอดและผิดทั้งหมดก็เป็นได้ แต่อย่างไรเสียผมก็ได้เล่าออกมาแล้ว

อ่านบทความแรกของหนังเรื่องนี้ (แต่เป็นภาษาอังกฤษ)โดย คุณ ก้อง ฤทธิดี ที่นี่ครับ

http://www.bioscopemagazine.com/web2006/webboard/index-in.php?id=38234

อ่านเกี่ยวกับProject New Crowned Hope ได้ที่นี่ครับ

http://www.newcrownedhope.org/index.php?id=73&L=2

นี่คือตัวแทนหนังไทยเรื่องแรกในสายประกวดที่เวนิซ คติดตามความคืบหน้าได้ที่นี่ครับ (ขอให้ชนะครับ ผมรักหนังเรื่องนี้มากๆ)

http://www.labiennale.org/en/cinema/

FOOTNOTE

ขอบคุณ คุณ THUNSKA ที่ให้โอกาสชวนผมไปดุหนังรอบเที่ยงคืนที่เจ๋งที่สุดในประวัติศาสตร์การดูหนังของผม

ขอบคุณ พี่เจ้ย ที่ไม่ไล่คนนอกอย่างผมออกจากโรงครับ

หนังเรื่องนี้อาจจะเข้าฉายเมืองไทยปีหน้า ถ้าไม่ติดุระปะปังหนักหน่วงจริงๆ ผมจะนั่งรถขึ้นมาดูอีกสักสองรอบ และ ถ้าไม่ติดธุระอะไรจริงๆ ไม่ว่าใครก็ไม่ควรพลาดครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น่าดูมากเลยครับ ..เลยหยุดอ่านตรงแถบไข่ปลา

#1 By Lolay on 2006-08-22 04:12

อิจฉาจังเลยครับ ที่คุณได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว
ตามที่ได้อ่านจากงานเขียนของคุณ หนังเรื่องนี้มีความน่าสนใจมาก
เมื่อถึงเวลาที่หนังลงโรงเมื่อไหร่ หวังว่าเราคงจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

#2 By คนมองหนัง on 2006-08-22 05:55

ไม่น่าถึงคิดนานตอนถามว่า
แสงศตวรรษเป็นไงมั่งพี่ ...

ไม่รู้ว่าพอฉายโรงจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมั่งรึเปล่านะครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าคนไกลปืนเที่ยงอย่างเราๆจะมีโอกาสได้ดูในโรงใหญ่ๆกับเค้ามั่งรึเปล่า

แถบไข่ปลาช่วยได้เยอะเลย
ขอบคุณที่โลกนี้สร้างแถบไข่ปลามาให้

#3 By คนบนร้าน (61.7.142.17) on 2006-08-22 09:46

อีกทีนะครับเจ้าชายน้อย

คงไม่ต้องซื้อ notebook แล้วแหละ
ปีหน้าทักษิณท่านจะให้เด็กนักเรียนมี notebook ติดตัวทุกคนเลย เห็นไปพูดไว้ที่เชียงราย ไว้ไปยืมหลานมาใช้ดีกว่า
แต่อย่าลืมนะว่า ต้องเลือกท่าน

#4 By คนบนร้าน (61.7.129.239) on 2006-08-22 10:25

^
^
โน้ตบุ๊คแบบสามเล่มสิบอ๊ะป่าว

#5 By Sunday Syndrome on 2006-08-22 13:27

#6 By sofa on 2006-08-22 15:52

เขียนเยอะจริงเลย

ต้องยอมหยุดตรงที่ให้หยุด (อ่านตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะเนี่ย)

#7 By Mrs. Holmes on 2006-08-23 01:47

"ขอบคุณ พี่เจ้ย ที่ไม่ไล่คนนอกอย่างผมออกจากโรงครับ"
ผมก็คิดเหมือนพี่เลย.....กรูเป็นใครว่ะเนี้ย!!!!มานั่ง
อยู่ตรงนี้ได้ไง......ความรู้สึกเหมือนกันเลย..
และโชคดีมากที่ได้นั่งดูหนังไปพร้อมๆกับคนที่ทำหนังเรื่องนี้
และก็โชคดีที่ได้นั่งดูหนังร่วมกันคนที่เขียน blogนี้
5555555(สะใจโว้ย)......

#8 By rafilmstruck on 2006-08-23 09:41

เมื่อวานเจอโต้ง โต้งคนที่แสดงเรื่องสัตว์ประหลาดเป็นเสือ และเรื่องนี้เป็นพระน่ะ

โต้งบอกว่า มีประโยคหนึ่ง เขาพูดว่า อาตมาต้องห่มเหลือง ไม่งั้นจะกลายเป็นเสือ โอวววววววว

#9 By x6jo (124.120.71.112) on 2006-08-25 01:52

มันจะเป็นที่น่าเสียใจและน่าเสียดายอย่างยิ่ง หากภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ... ผมไม่รู้ว่าไอ้พวกกรรมการตรวจสอบภาพยนตร์มันมีรอยหยักในสมองสักกี่หยักกัน ถึงได้บังอาจมาตัดสินภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าไม่เหมาะไม่ควรที่จะได้ฉายในโรงภาพยนตร์ ก็รู้อยู่แล้วว่านี่มันคือหนังอินดี้ ที่กลุ่มผู้ชมก็ไม่ใช่ผู้ชมทั่วๆไป หรือกลุ่มเยาวชนเด็กเล็ก ๆ ที่แยกแยะเรื่องดีชั่วไม่ออก จริงๆ แล้วผมคิดว่า กลุ่มคนที่สนใจ จะชมภาพยนตร์เรื่องนี้กลับเป็นกลุ่มที่มีความรู้ที่สูง ที่สะอิดสะเอียดกับภาพยนตร์ไทยในตลาดที่เหล่าท่านกรรมการ กบว. ยกย่องให้การสนับสนุนกันดีซะเหลือเกิน ภาพยนตร์ที่ดี คือภาพยนตร์ ที่เต็มไปด้วยบรรดานักแสดงตลกคาเฟ่ งั้นเหรอ? หรือ ผู้กำกับที่เป็นตลกคาเฟ่ ที่ หนังทั้งเรื่องเต็มไปด้วยคำพูดหยาบคายๆ แบบดูถูกคนดู เราควรเชิดชูหนังประเภทนี้อย่างนั้นเหรอ? ผมคิดว่าต่อไปเราคงมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากคาเฟ่สักวัน... เท่าที่ผมติดตามรู้สึกว่าแสงศตวรรษ ถูกล่าวหาว่ามีบางฉากบางตอนที่ ลบหลู่พุทธศาสนา ผมเองก็ยังพูดอะไรมากไม่ได้เพราะผมยังไม่ได้ชมภาพยนตร์แบบเต็ม ๆ หนังเรื่องนี้เลยถูกตราหน้าว่าเป็นหนังบาป หนังที่ไม่ควร .... ในทางกลับกัน ถ้าเอาตลกคาเฟ่ มาโกนหัวเล่นเป็นพระ ที่เผยแพรคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ แบบผิดๆ เพี้ยนๆ และอ่อนความรู้ทางทฤษฏีภาพยนตร์ อย่างหลวงพี่เท่งเถิดเทิง ..อันนี้เป็นเรื่องดีงามน่ายกย่อง เอารายได้ไป 140 ล้าน .... ก็อย่างที่บอกล่ะครับ สักวันเราคงมีนายกรัฐมนตรี ที่เคยเป็นตลกคาเฟ่ มาก่อน .... เจริญพร

#10 By อินดิเพนเด้นท์_บอย (124.121.121.212) on 2007-04-17 21:53

ขอเป็นกำลังใจให้ (อย่างมากๆ) ให้กับทีมงานหนังเรื่องนี้นะคะ

#11 By (124.121.20.248) on 2007-04-19 18:40

ขอเป็นกำลังใจให้ (อย่างมากๆ) ให้กับทีมงานหนังเรื่องนี้นะคะ

#12 By Blue VANILLA (124.121.20.248) on 2007-04-19 18:41

เห็นด้วยกับความเห็นที่ 10 มากค่ะ

#13 By oehlh, (124.120.244.214) on 2007-04-24 12:55

เห็นด้วยกับความเห็นที่ 10 มากค่ะ

#14 By oehlh, (124.120.244.214) on 2007-04-24 12:55

ภาษาประดิษฐ์จังค่ะ

อ่านแล้วสับสนเกินกว่าจะเข้าใจ

#15 By ผ่านมาอ่าน (221.128.84.130) on 2007-04-24 17:36

จะทบทวนดูอีกที

#16 By lookwa (61.7.147.160 /unknown, 61.7.147.160, 61.7.147.160) on 2007-05-06 23:32

ฉากที่ดูดควัน มันสื่ออะไรหรือครับ

#17 By ืนน (124.121.4.88) on 2007-05-09 10:33

ตอบคุณ นน

ตามความเข้าใจของผมเอง

ฉากท่อดูดควันนั้นที่สำคัญคือรูท่อครับ
ซึ่งมันจะตรงพอดีกับภาพของสุริยุปราคา เป็นสุริยุปราคาในตัวตึก

และการดูดควันกลับทำให้ผมเลือกชื่อบทความนี้ว่า การไหลเวียนของเรื่องเล่า

อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวครับ

#18 By filmsick on 2007-05-09 10:53

เพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา พายุฝนเข้าที่นี่พอดี คนก็เลยเบาบางหน่อย ฉายรอบสองทุ่มคนประมาณครึ่งโรงได้ ตลอดที่หนังฉาย คนดูก็หัวเราะหึๆตามได้ตลอดนะครับ มีผมคนไทยที่อาจหัวเราะดังกว่าเขาหน่อย ตอนหมอร้องเพลงเสียดาย น่าจะมีซับอังกฤษ ฝรั่งไม่เข้าใจครับ

ดูจบแล้ว ผิดหวังเล็กน้อย เพราะรู้สึกไม่อินตามเท่าสุดเสน่หา หรือตะลึงอย่างสัตว์ประหลาด แต่ก็ดูได้ด้วยอารมณ์ต่อเนื่องเรื่อยๆนะครับ กำลังนั่งคิดว่าจะเขียนถึงเรื่องนี้อย่างไรดี มานั่งย้อนอ่านของคุณฟิล์มซิคแล้วก็รู้สึกสว่างขึ้นเยอะเชียว

อ้อ ตอนหนังจบเดินออกมา ได้ยินฝรั่งคนนึงพูดว่า ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เหอะๆๆๆ แต่เขาก็ไม่ได้ผิดหวังอะไรนะครับ

อ้อ อีกที ได้ดูหนังในงานซิดนี่ย์ฟิล์มเฟสติวัลครับ หนังได้ฉายสองรอบ ผมมาดูรอบสอง เข้าใจว่าเป็นคนไทยคนเดียวในโรง หรืออาจจะมีอีกคน เพราะได้ยินเสียงหัวเราะดังๆมาจากตรงไหนสักแห่งของโรง หัวเราะพร้อมกันกะผมซะด้วย ตอนที่ไม่มีฝรั่งคนไหนหัวเราะ

#19 By great (202.7.166.166 /60.242.165.213) on 2007-06-20 11:29

ขอบคุณคุณ great มากครับ ที่เก็บบรรยากาศมาเล่า งงอยุ่หน่อยว่าฉายแบบไม่มีซับแล้วมันจะเป็นยังไงหว่า

#20 By filmsick on 2007-06-20 12:34

มีซับครับ ไม่มีคงไม่ได้ หมายถึงไม่มีตอนที่หมอร้องเพลง ฝรั่งเลยไม่รู้ว่าหมอร้องว่าอะไร(ตอนที่หมอฮัมๆตอนทำฟันนั่นไง) นอกนั้นทั้งเรื่องก็มีหมดตามปกติ

เจ้าของกระทู้ได้ดู I don't want to sleep alone มั้ยครับ ผมได้ดูในงานนี้เหมือนกัน ดูแล้วก็สนุกอย่างเคยเหมือนหนังพี่ไช่ฯทุกเรื่อง แต่เรื่องนี้ไม่รู้ทำไมสนุกมากเป็นพิเศษ ภาพหนึ่งภาพของแกมันมีอะไรมากมายจริงๆ ชอบที่แกสามารถกำกับผีเสื้อกลางคืนได้ในเรื่องนี้ ทำได้ไงๆๆ

#21 By great (202.7.166.166 /60.242.165.213) on 2007-07-06 13:59

ผมดู I DON'T WANT TO SLEEP ALONE จากงานเวริ์ดฟิล์มครับ ชอบมากๆเลย
เขียนถึงไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20061029/i-don-t-want-to-sleep-alone-my-world-film-fest-2

#22 By filmsick on 2007-07-06 14:15

ดูแล้ว อ่านแล้ว ส่วนตัวผมเอง ผมรู้สึกงั้นๆ ค่อนข้างไปทางไม่สนุกเลยด้วยซ้ำ คงจะแฝงแง่มุมไว้ลึกมาก จนคนอย่างผมก็ไม่เข้าใจ บอกตามตรง ไม่รู้เรื่อง และก็ไม่คิดว่า คนไทยจะฮือฮา กันขนาดนี้ ตัวผมเอง ก่อนได้ดูก็รู้สึกฮือฮาไปกะเขาด้วยเพราะ ได้ยินเรื่องนี้มานาน พยายามหามาดูให้ได้ เพราะเป็นคนชอบหนัง ทุกครั้งที่ดูหนัง ผมจะพยายามคิดว่า ผู้กำกับ คนนี้ ต้องการจะสื่ออะไรออกมาในตัวหนัง ยิ่งการเล่าเรื่องที่ ซับซ้อน ผมยิ่งอยากทำความเข้าใจ อยากสนุกไปกับสิ่งที่ผู้กำกับ สื่อออกมา แต่เรื่องนี้ ผมดูแล้วไม่เข้าใจอะไรเลย จะบอกว่าหนังเรื่องนี้ ดูแล้วไม่ต้องเข้าใจ แต่ก็มีความสุข ถ้าอย่างงั้นแล้วจะดูหนังไปทำไม ในเมื่อไม่เข้าใจ สิ่งที่คนทำจะสื่อออกมา ผมเลยไม่เข้าใจ ว่า หนังเรื่องนี้มันดีตรงไหน ผิดหวังครับ หรืออย่างที่บอก ผมอาจจะโง่ เกินไป พวกที่ดูสนุกคงอาตมากครับ ถึงผมจะจบมาทาง อาต จริงๆเลยก็เถอะ ก็จบจากหมาลัยอาต ที่ บอกไปทุกคนก็ร้อง อ๋อ แต่ไม่ต้องบอกหรอกครับเรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับมหาลัย ก็ยังไงถ้าคนที่ดูแล้วเข้าใจ ชอบมากๆๆๆ ผมก็อยากคุยนะครับ ว่า หนังมันพยายามจะสื่อไรกันแน่ ขอบคุณครับ

#23 By rez (58.9.1.27) on 2007-07-27 01:01

ผมกับชอบนะครับ ถึงจะไม่สามารถตีความได้หมด(หรือได้เลย)
แต่ผมว่ามันสนุกดี ตลกด้วย และการแสดงเป็นธรรมชาติมากๆถึงมากที่สุด
ไม่เหมือนเราดูหนังดูละครอยู่

#24 By พรึก (58.9.184.156) on 2007-11-18 22:19

เพิ่งดูจบเมื่อกี้เอง
แจ่มมาก
แต่ก็มีอะไรหลายอย่างที่ผมตีความไม่ออก
แต่อยากไรก็ตาม
มันคือหนังสุดเจ๋งที่คุ้มค่ากับการขวนขวายหามาดูวะจริงๆ
(รอเก็บแผ่นดีวีดีโลด)confused smile

#25 By blackholesun on 2007-12-21 21:46

ทำไมบทความเจ้าของกระทู้ ต้องพิมพ์ผิดมากมายขนาดนั้น ทำไมไม่ทบทวนก่อนอัพ รีบร้อนอะไรนักหนา

#26 By thejui (58.8.125.118) on 2008-01-20 13:53

พึ่งได้ดู...พึ่งเข้ามาอ่าน...

บอกได้เลยว่า เขียนได้มั่วมากๆ

แม้แต่เหตุการณ์ในหนังบางตอน ก็ไม่ได้เป็นอย่างผู้เขียนเอามาเล่า

แต่ชอบหนัง ดูแล้วชอบ

#27 By เสือร้องลั่น (124.120.26.13) on 2008-01-21 18:19

เพิ่งดูเมื่อวานครับ สารภาพตามตรงว่าโหลดบิทมาดู

ดูแล้วก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมากนัก แต่อารมณ์ที่ได้มันละเมียดละไมอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเหลือเกิน ทั้งๆ ที่ก็ไม่ใช่หนังรักกุ๊กกิ๊กหรือหนังซึ้งๆ.....ไม่รู้ทำไม

ยิ่งมาอ่านบทความนี้ก็เข้าใจอะไรต่ออะไรขึ้นมาก ขอบคุณครับ

#28 By spice (125.25.97.56) on 2008-03-06 18:12

อยากดูเรื่องนี้งะ

#29 By aim (203.155.120.41) on 2008-05-27 14:14

ดูแล้วเหมือนกันครับ..
หนังไหลลื่นดีครับ

พอดูเสร็จก็งง..ถามเพื่อน เพื่อนก็งง
ถามไปถามมา ว่าหนังจะบอกอะรัย..

พอได้อ่านหลายๆบทความที่คุยๆกัน ก็ค่อยๆเข้าใจทีละนิดๆ แล้วล่ะครับ

เข้าโรงแล้วจะไปดูแน่นอนครับ


#30 By fayfay (118.173.65.249) on 2008-06-20 12:54

เพิ่งได้ดูจากแผ่นจากบิทนอก

บอกตรงๆ ว่าหนังแม่งงงชิบหาย จะบอกอะไรวะ ดูไม่รู้เรื่อง ถ้าหนังแนวนี้ ผมชอบ wonderful town ว่ะครับ กินใจกว่า เรื่องนี้มันติสแตกเกิน

#31 By Kenshiro (112.143.72.12) on 2009-09-05 15:56

Abstract Movie

#32 By (125.24.168.37) on 2009-09-08 12:44

เพิ่งดูจบเมื่อกี้เลย

ถึงจะงงไปบ้างแต่ก้อชอบนะ




#33 By ibadd (125.26.81.67) on 2009-10-14 07:15