LADY IN THE WATER อำนาจนิทาน นิทานอำนาจ
posted on 25 Jul 2006 09:37 by filmsick in humanism
บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์
ฟังนิทานกันไหม
กาลครั้งหนึ่งนานมา มีสตรี อาศัยอยู่ในน้ำ
ฟังดูเป็นการเริ่มเรื่องนิทานก่อนนอน ที่ชวนขบขัน หากเราขบคิด แต่ ในเมื่อมันเป็นเรื่องของกาลครั้งหนึ่งนานมา การขบคิด ดูจะเป็นเรื่องขบขัน มากกว่าการคล้อยตาม และเราจะเริ่มเล่าเรื่องนี้กันใหม่อีกครั้ง
กาลครั้งหนึ่งนานมา มีสตรีอาศัยอยู่ในน้ำ ไม่ใช่เพียงสตรี หากยังมีบุรุษ มีเด็กน้อย มีคนชรา เราจะเรียกพวกเขาว่าชาวน้ำ พวกเขาอยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ชาวดินอย่างพวกเรา แต่พวกชาวน้ำมีพลังพิเศษ และคอยดูแลห่วงใยความเป็นไปของเหล่ามนุษย์ ยามพวกเขาสื่อสารถึงกัน มนุษย์จะพบทางสว่าง ค้นพบความจริงของการมีชีวิต แต่พอเวลาผ่านไป มนุษย์กลับถูกครอบงำโดยความต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ เกิดสงครามขึ้นมากมาย และนั่นเอง ชาวน้ำจึงได้จากไป และมนุษย์ไม่อาจสื่อสารกับพวกเขาและเธอได้อีก
หากชาวน้ำยังคงพยายามส่งสารมายังมนุษย์ พวกเขาบางคนที่ถูกเลือกจะขึ้นมาบนโลก ยามมนุษย์คนไหนได้พบพานเขาจะค้นพบตนเอง โดยฉับพลัน ค้นพบความสำคัญของโลกนี้ ของชีวิต และแน่นอน ชาวน้ำก็มีศัตรูร้าย ที่คอยจ้องทำลายล้าง พวกเขาหรือเธอที่ขึ้นไปบนโลก จึงไม่เคยได้กลับมา แต่พวกเขาก็ยังคงพยายามต่อไป ต่อไป
และนิทานก่อนนอนอาจจบลงพร้อมรอยยิ้มพริ้มตา อันมาถึงตอนนี้เอง ที่นิทานของเราจะได้เริ่มต้นเล่าเรื่องอย่างจริงแท้ ในความฝันของคนฟัง และในหนังเรื่องหนึ่ง
และยังมี
clevelandซ่อนตัวเองจากความหม่นหมองของอดีตไว้ใต้การทำงานหนัก และอาการติดอ่าง เขากำลังหมกมุ่นกับการตามหาว่าใครกันที่ทำให้สระน้ำของอพาร์ทเมนต์ สกปรก จนกระทั่งคืนหนึ่งเขาก็พบ สตรีนางหนึ่งขึ้นมาจากสระน้ำ!
เธอชื่อ STORY เธอคือนางพรายชาวน้ำที่ขึ้นมาตามหามนุษย์คนหนึ่ง เพื่อช่วยให้เขาค้นพบ ถึงความจริงของโลก แม้จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง cleveland ก็ดูแลเธอ และค่อยๆเชื่อทีละน้อยว่าเธอคือนางพรายน้ำ ก่อนที่จะลงมือช่วยเธอค้นหา คนดังกล่าว และช่วยพาเธอกลับไปยังโลกของเธอ โดยต้องคอยระวังเจ้าสัตว์ร้าย ที่คอยตามล่า STORY อยู่ และเพราะการณ์นี้เขาจำต้องขอความช่วยเหลือจากคนทั้งตึก
อ่านมาจนถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่า มันคงทำใจยอมรับได้มากกว่าถ้าจะขึ้นต้นพลอตนี้ว่า กลครั้งหนึ่งนานมา เพราะมันช่างฟังดูเป็นนิทานก่อนนอนมากกว่านิทานเรื่องที่เราได้ฟังเมื่อตอนแรกเริ่มเสียอีก ผิดกันเพียงแต่ว่า ผู้เล่านิทานเรื่องนี้ไม่ใช่ แม่ ไม่ใช่คุณยายใจดี แต่เป็น คนหนุ่มชาวอินเดียนาม M. NIGHT SHYAMALAN เจ้าของหนังหักมุมโลกตะลึงอย่าง THE SIXTH SENSE แม้งานหลังจากหนังเรื่องนั้นของเขาจะกลายเป็น หนังที่คนดูบ่นว่าเรื่องความฉลาดของบทที่ลดลง แต่หากสิ่งที่เพิ่มขึ้น คือความพยายามจะสื่อสาร สาส์น-สำคัญบางสิ่ง ผ่านทางเรื่องเล่าที่ฉาบเคลือบความระทึกขวัญไว้สำหรับเป็นเหยื่อล่อ หากซ่อนประเด็นทางศาสนาไว้ภายใน ใน THE SIXTH SENSE เขาทำหนังผีที่ที่แท้คือหนังชีวิตรันทดของแม่ลูก และการยึดติดอยู่กับสิ่งซึ่งล่วงไปแล้ว ใน UNBREAKABLE เขาทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ เพื่อเสนอนัยยะแห่งขั้วตรงข้าม ที่สมดุลเพื่อดำรงคงอยู่ ใน SIGNS เขาทำหนังมนุษย์ต่างดาวที่เสนอนัยยะของความศรัทธาในศาสนาอย่างกล้าแข็ง และ ล่าสุด ใน THE VILLAGE (หนังที่โดนคนดู และ นักวิจารณ์ด่ายับ แต่กลับติดอันดับ 1 ใน 10 หนังในรอบปี ของนิตยสารหนังอันดับหนึ่งอย่าง Cahiers du Cinema)เขาทำหนังย้อนยุค ที่ซ่อนประเด็นเกี่ยวกับการกักขังตนเอง และเอาเข้าจริงหนังอาจเป็นหนังpost 9/11 เสียด้วยซ้ำ

และครั้งนี้เขากลับมาพร้อมกับหนังที่เป็นเหมือนนิทานก่อนนอน ในโลกปัจจุบัน หนังที่กลายเป็น ก้าวกระโดดครั้งสำคัญของเขา หลังจากในหนัง 4 เรื่องแรก เขาสนุกสนานกับการเล่าเรื่อง อย่างเต็มที่ ทั้งลูกล่อลูกชน การหักมุม การคุมจังหวะ การใช้ภาพและเสียง เพื่อเล่าเรื่อง เขาได้พิสูจน์ความเจนจัดของตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง มาคราวนี้ เขาไปไกลกว่าเดิม ด้วยการแทนที่จะ - เล่าเรื่อง - เขากลับหันมา เล่นสนุกกับเรื่องเล่า อย่างจริงๆจัง ๆ
เพราะหากมองดีๆเราจะพบว่า หนังเรื่องนี้ ไม่ได้มีสถานะเป็นเพียง - เรื่องเล่า - (อันเต็มไปด้วยนัยยะซ่อนเร้น ซึ่งจะกล่าวต่อไป ) ตัวหนังกลับทำหน้าที่ ย้อนรอย เรื่องเล่าด้วยการ พูดถึง หน้าที่ และ ความหมายของ เรื่องเล่า ซ้อนอีกชั้นหนึ่ง
นางพรายในหนังมีชื่อว่า STORY ไม่ใช่ความบังเอิญแต่อย่างใดที่ชื่อเธอจะแปลได้ว่า เรื่องเล่า - นางพราย ตัวจริง อยู่ในเรื่องเล่าตอนต้นเรื่อง และ STORY ไม่ได้เป็นตัวละคร สำหรับเล่าเรื่อง แต่เธอคือตัวเรื่องเล่านั้นเอง เธอบอกว่าเธอมาตามหาชายคนหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องบังเอิญเช่นกันที่ชายที่เธอตามหาจะรับบทโดย SHYAMALAN เอง
เพราะที่แท้แล้วนี่คือวิธีการที่เรื่องเล่าเดินทางมาหาผู้เล่า (SHYAMALAN คือผู้กำกับ และคนเขียนบทหนังเรื่องนี้) เรื่องเล่าไม่ได้ถูกเล่า หากมีอยู่มาก่อน และถูกส่งต่อ มายังผู้เล่าในรูปแบบแตกต่างกัน (เพราะหากลองคิดย้อนไปในโลกจริง เรื่องเล่าทุกเรื่อง คือการหยิบความจริง มาสร้างความหมายร่วมใหม่ กระทั่งจินตนาการของผู้เล่า ก็ล้วนถือกำเนิดภายใต้จินตนาการเก่าแก่ที่ผู้เล่าเคยรับรู้มา เรื่องเล่าใหม่ๆไม่ได้มีอยู่แล้ว เรื่องเล่าทุกเรื่องล้วนสามารถแยกชิ้นส่วน (หรือนักวิชาการบางท่านเรียกว่า - รื้อสร้าง - ) เพื่อค้นหาที่มาที่ไป ได้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทั้งสิ้น )เรื่องเล่าเดินทางมา เหมือนกับการที่ตัวละคร ของSHYAMALAN รู้แจ้งในฉบับพลันจนเกลับมาเขียน THE COOKBOOK หนังสือที่เขาเขียนทิ้งไว้ได้จนสำเร็จ
เอาเข้าจริง มีเรื่องเล่า 3 เรื่องอยู่ในหนังเรื่องนี้ หนึ่งคือเรื่องเล่าเกี่ยวกับชาวน้ำ ในตอนต้นเรื่อง สองคือตัว ของ STORY (ในหน้าที่ของเรื่องเล่า) และสามคือ THE COOKBOOK เรื่องเล่าที่ผู้เล่าเขียนขึ้น

และหาก STORY ทำให้เขาเขียน THE COOKBOOK สำเร็จ ที่แท้หน้าที่ของเรื่องเล่าคือการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อผลิต เรื่องเล่าต่อไปนั่นเอง และเรื่องเล่า THE COOKBOOKนี้เองที่ถูกทำนายว่า มันจะเปลี่ยนแปลงโลก การทำให้การเขียน - ตำราอาหาร กลายเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เปลี่ยนแปลงโลก ไม่ได้ถูกคิดขึ้นเพียงเพื่อให้การมาเยือนของ STORY ดูมีน้ำหนักมากพอที่จะให้คนดูเชื่อ เพียงเท่านั้น แต่มันคือการเล่าถึง - อำนาจของเรื่องเล่า - ที่มีพลังในการผลักดันโลกใบนี้ ตามคำทำนาย เด็กที่อ่าน THE COOKBOOK จะเปลี่ยนแปลงโลก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ส่วนหนึ่งก็ย่อมมีผลจากการมาของ STORY (เรื่องเล่า) และย้อนกลับไปถึงเรื่องเล่าในตอนต้นเรื่อง (และเรื่องเล่าต่อที่ถูกส่งผ่ามาทางแม่ชาวเกาหลี ) พิจารณาสวนกระแสกลับไป นั่นหมายความว่า นิทานก่อนนอน หนึ่งเรื่อง ใช่ว่าจะไม่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงโลก
และหากพิจารณาเฉพาะเรื่องเล่า ที่
- โลกทั้งใบนี้ที่แท้ล้วนเชื่อมต่อถึงกัน -
และหากหนังเรื่องนี้เองก็เป็น - เรื่องเล่า เรื่องหนึ่ง ใช่หรือไม่ที่ว่าในที่สุด มันอาจส่งผลเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง ฟังดูเป็นจุดมุ่งหมายที่ทะเยอทะยานยิ่ง หากก็เจียมตัวถ่อมตนยิ่ง
และหากเราไม่อาจปฏิเสธ อำนาจของเรื่องเล่าได้แล้ว การวิพากษ์วิจารณ์ ตัดสินเรื่องเล่า ที่แท้ก็เป็นเรื่องไม่อาจให้อภัย หนังสร้างตัวละครนักวิจารณ์ปากจัด มาเพื่อที่จะฆ่าทิ้ง ในทางหนึ่งมันคือการตอบโต้ กลับนักวิจารณ์จากตัวผู้กำกับเอง (ที่ตัวหนังของเขาเองก็มักโดนสับ) การทำให้คุณ farber นักวิจารณ์ปากกล้า เดาผิด เป็นการตอกย้ำว่าเรื่องเล่า(ในที่นี้คือหนังของเขา) ไม่มีกฎตายตัว การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการยึดกฎเกณฑ์เพียงอันเดียว คือการเดินผิดทางที่อาจนำไปสู่หายนะ (และคุณfarber กลายเป็นคนคนเดียวที่ตาย ในหนังเรื่องนี้! ) และกระทั่งบทความชิ้นนี้เอง ก็อาจไม่ใช่ข้อยกเว้น!!!

แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานสำแดงพลังอำนาจของเรื่องเล่าแต่เพียงถ่ายเดียวเท่านั้น เพราะเรื่องเล่า ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อเล่า แต่มันยังทำหน้าที่ซุกซ่อน สาส์นบางประการจากผู้เล่า เรื่องเล่าทำหน้าที่ สร้างความเข้าใจ ให้กับสาส์น ผ่านทางการตีความ และการสร้างอารมณ์ร่วม สาส์นซ่อนเร้น อาจกลืนหายไปในพลังของเรื่องเล่า หรืออาจเปิดเผยออกมาอย่างโจ่งแจ้งจนน่าเกลียด และไร้สุนทรียะ สาส์นอาจ เสริม หรือทำลายเรื่องเล่าลงได้ โดยตัวของมันเอง และสาส์นที่อยู่ในหนังนิทานก่อนนอนเรื่องนี้ ก็เช่นกัน
เพราะที่แท้หากพิจารณาจาก นัยยะซ่อนเร้น นี่คือหนังที่พูดถึงประเด็นสำคัญของโลกในตอนนี้ ประเด็นที่คนทำหนัง(รวมไปถึงคนสร้างงานศิลปะทั่วโลก ) เคลื่อนไหว ส่งสารของตน ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่าน นั่นคือโลก หลังเหตุการณ์ เช้าวันที่ 11 กันยา โลกหลังการพังทลายของตึก World trade center และหลายสิบชีวิตบนเครื่อง โลกหลังเหตุการณ์ที่ยืนยันประจักษ์ชัดว่า มีความเกลียดชัง ทุกข์ทนอยู่จริงบนโลกใบนี้
ย้อนกลับไปยัง นิทานก่อนนอน ของ SHYAMALAN ชาวน้ำในตอนต้นเรื่อง ไม่ใช้อื่นใดนอกจากความดีงาม ความศรัทธา ของมวลมนุษย์ ที่สาบสูญไปในโลกที่เต็มไปด้วยสงคราม เช่นโลกตอนนี้ โลกที่ ประเทศหนึ่งหาข้ออ้างอันชอบธรรม เพื่อบุกรุกประเทศหนึ่ง เพราะต้องการครอบครองทรัพยากร อย่างหน้าด้านๆ โลกที่ความดีงามแตกสลายไปพร้อมความต่ำช้าของทุนนิยมในตึกแฝดคู่หนึ่ง
แต่ในโลกใบเดียวกันนี้ ความดีงามก็ยังมีชีวิตอยู่ รอคอยอย่างเงียบเชียบที่จะถูกค้นพบ หากอพาร์ทเมนต์ของ clevelandคือโลกใบหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยผู้คน หลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ (ไม่ใช่ความบังเอิญที่ตัวละครในเรื่อง ไม่ได้มีแต่อเมริกัน ผิวขาว หากเต็มไปด้วยคนต่างชาติ แทบจะทุกชาติภาษา ) ในขณะที่ตัว Cleveland ผู้ซึ่งสูญเสีย ภรรยา และลูกไป คล้ายเป็นตัวแทนของ อเมริกันชน ที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ 11 กันยา หากในขณะเดียวกันมันอาจหมายรวมถึงชาวอิรัก ชาว อัฟกานิสถาน ที่สูญเสียในสงครามหลังจากนั้น คนที่ต้องสูญเสียคนที่ตัวเองรักจนไม่อาจมีชีวิต การดูแล ความดีงาม ต้องใช้กำลังของผู้คนบนโลกทั้งใบ เพราะความดีงามนั้นเปราะบาง เฉกเช่นเดียวกับ STORY ที่ต้องอยู่ใกล้กับน้ำตลอดเวลา และ พร้อมจะถูกคร่าทำลายโดยง่าย การมี กลุ่มพลัง เป็น 7 ดรุณี (ซึ่งมีถึงสามชาติ ) มีผู้รับสาส์น เป็นหนุ่มอินเดีย มีผู้ถอดรหัสเป็นเด็กชายตาเศร้าผิวสี ที่ถอดรหัส จากกล่อง ซีเรียล อาหารเช้า มีผู้พิทักษ์เป็นคนประหลาดที่มีกล้ามโตข้างเดียว หรือมีคนที่ไม่ได้ช่วยอะไรแต่อยู่ร่วมด้วยเสมอ ซ่อนนัยยะ การร่วมด้วยช่วยกัน -พิทักษ์ความดีงาม -อันเปราะบางไว้ ไม่ใช่ในฐานะตัวแทนของประเทศ แต่ในฐานะตัวแทนของเพื่อนมนุษย์

หนังสือ THE COOKBOOK ไม่ใช่อื่นใดนอกจากการถ่ายทอดความดีงาม ความสัตย์ ความจริง ผู้ปกป้องมัน เอ่ยนามมันอาจต้องสิ้นชีพ แต่มันก็คุ้มที่จะต้องแลก
ในขณะเดียวกัน โลกเราก็มีคนอย่างคุณ farber คนที่ครั้งหนึ่งตัวละครตัวหนึ่งถึงกับไถ่ถาม ว่า คนประเภทไหนกันที่คิดเอาว่าตัวเองมีสิทธิ์ในการกำหนดชะตาชีวิตผู้อื่น- คนที่ตีขลุมเอาว่าผู้คนต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ คนที่เชื่อว่า โลกมุสลิม มีแต่ความกักขฬะป่าเถื่อน คนที่เชิดชูเฉพาะเผ่าพันธุ์ตน คนที่มองคนอื่นอย่างเหยียดหยาม (อดคิดไม่ได้ว่า ชื่อ farber ฟังดูคล้าย บุช เสียเหลือเกิน) โลกเต็มไปด้วยผู้คนเหล่านี้ และยังมีตัวชั่วร้าย ที่มุ่งทำลายความดีงาม มีกระทั่ง ทาร์ทูทิค ผู้คุมกฎที่ ปราบความชั่วร้ายด้วยความชั่วร้ายยิ่งกว่า โลกเราดำเนินไปเช่นนั้น มีกฎที่จัดการความรุนแรงด้วยความรุนแรง มีคนชั่วร้าย เลวทราม มีคนที่คิดว่าวิธีการเดียวที่จะจัดการความชั่วคือการชั่วยิ่งกว่า มีคนที่ไม่ใส่ใจใครหน้าไหนทั้งสิ้น
แต่ความดีนั้นมีอยู่ และเราต้องเชื่อมั่นในความดีงาม เชื่อเหมือนกับที่เด็กๆเชื่อมั่นในนิทานก่อนนอน เหมือนกับที่คนทั้งตึกเชื่อ
หนังจบลงอย่างเรียบง่ายและไม่มีการหักมุมใดๆทั้งสิ้น (หรือนี่คือการหักมุมครั้งยิ่งใหญ่ ) คนดูอาจพากันเดินออกจากโรงพร้อมกับคำก่นด่าว่าจบง่ายแบบนี้เลยหรือ แต่นี่มันคือวิธีการที่มันควรจะจบไม่ใช่หรือ นี่คือตอนจบของนิทานก่อนนอนไม่ใช่หรือ นี่คือตอนจบ ที่ควรจะเป็นจริง ทั้งในโลกของนิทานก่อนนอนและในโลกจริงไม่ใช่หรือ มันใช่ แต่มันก็ใช่ด้วยที่ในที่สุดเราไม่เชื่ออีกแล้วว่าทุกสิ่งในชีวิต และกระทั่งในนิทานก่อนนอน จะจบลงอย่างเป็นสุขแบบง่ายๆ
-โลกทั้งใบนี้ เชื่อมต่อกันหมด- STORY กล่าวไว้ในตอนหนึ่ง หนังเรื่องหนึ่ง เรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง จุดประกายคนผู้หนึ่ง อาจสร้างเรื่องเล่าอีกสักเรื่องหนึ่ง เพื่อมีส่วนในเรื่องเล่าอีกสักเรื่องหนึ่ง และผลักดันคนสักคนหนึ่ง ให้ตระนักถึงสิ่งสิ่งหนึ่ง บทความชิ้นนี้เองก็ไม่ใช่อื่นใดนอกจาการกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่า ในร้อยพันเรื่องเล่า ที่กระจายไปในอากาศที่เราหายใจ เรื่องเล่าที่อาจาสาระอันใดไม่ได้ แต่ไม่ได้ไม่มีความหมายในตัวมัน เรื่องเล่าที่เราไม่เชื่อว่าเป็นจริงเป็นจัง แต่มีพลังในการสร้างความจริงของเรา หวังให้เราได้ค้นพบเรื่องเล่าเหล่านั้น ซึ่งบางทีอาจมีชื่อเรียกเชยๆ คล้ายๆ ว่า สันติภาพ เชยๆคล้ายๆว่า ความดีงาม

M. NIGHT SHYAMALAN

#1 By วาซาบิ on 2006-07-25 09:47