แกงค์ชะนีกับอีแอบ มายาคติสีม่วง
posted on 19 Jul 2006 09:01 by filmsick in alienation
บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์
บทความนี้ไม่ได้มีขึ้นเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ตัวภาพยนตร์ แต่มีขึ้นเพื่อวิเคราะห์ช่วงจบของภาพยนตร์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้เขียนขอรับผิดชอบต่อความคิดเห็นทั้งหมดนี้ และขอท่านผู้อ่านจงพึงสดับอย่างมีสติ ครับ
มันเป็นเรื่องของหญิงสาว 5 คนที่เป็นเพื่อนสนิทกัน คนหนึ่งในนั้นกำลังจะแต่งงาน หลังจากพบปะคู่หมั้นของเพื่อน ทั้ง 4 สาวที่เหลือเริ่มสงสัยว่าคู่หมั้นขอวงเพื่อนสาวอาจจะสาวพอกัน ทั้ง 4 สาวจึงออกค้นหาความจริงว่า เพื่อนรักกำลังตกเป็นเหยื่อ ของ การแต่งงานบังหน้าของอีแอบ จริงหรือเปล่า
ภายใต้รูปรอยของหนังตลก พลอตดังกล่าวเอื้อให้เกิดความนุกสนานมากมายท่ามกลางการสืบหาความจริง ตั้งแต่มุกร้อยพันวิธีการสังเกตเกย์ ไล่ไปจนถึงการอาศัยพลังของดารานำสาวทั้ง 5 คนซึ่งนอกจากจะเป็นผู้ประกาศข่าวมีชื่อ ที่ปลุกปั้นรายการผู้หญิงยามเช้าให้ได้รับความนิยมอย่างสูง ทั้งหมดยังเป็นเพื่อนรักกันนอกจออีกต่างหาก
หนังเป็นฝีมือของ ยงยุทธ ทองกองทุน ผู้กำกับหนังตลก ที่เชื่อมือได้ในการรู้จังหวะการสร้างความฮา หนังก่อนหน้าของเขาตั้งแต่ สตรีเหล็ก ทั้งสองภาค ไล่เรื่อยไปจนถึง แจ๋ว ล้วนแต่เป็นหนังตลก ที่ไม่ฝืดเฝือ และยังพอมีเนื้อหนังให้ผู้ชมเก็บไปใคร่ครวญต่อได้ด้วย
อย่างไรก็ดี หนัง สตรีเหล็ก ที่มาก่อนหน้า ไม่ได้เป็นเพียงหนังตลกไร้พิษภัย หากหลายคนยังคงเคลือบแคลงต่อท่าทีของหนัง (แม้จะสร้างจากเรื่องราว และบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง) ว่าที่แท้หนังมีท่าที นำเสนอ กลุ่มคนรักร่วมเพศด้วยอารมณ์ขบขัน เหนือจริง ที่ไม่ได้พยายามทำความเข้าใจต่อความเป็นรักร่วมเพศอย่างจริงแท้ หนำซ้ำกลับผลักดันให้ผู้คนเหล่านี้กลายเป็นคนชายขอบมากยิ่งขึ้น แน่นอนหนังไม่ได้มีทรรศนะกดขี่รักร่วมเพศ แต่การสร้างความขบขันจากพฤติกรรมโอเวอร์ ของตัวละคร ในทางหนึ่งทำให้รักร่วมเพศไม่ได้ถูกยอมรับในฐานะ มนุษย์ แต่ถูกมองในฐานะ ตัวตลก- หรือ ตัวประหลาด- อันเป็นสถานะไร้เพศ เป็นเพียงสิ่งซึ่งสร้างความขบขันแก่ผู้พบเห็น โดยไม่ได้คำนึงถึงความทุกข์เศร้าภายในในฐานะมนุษย์
แม้ออกจะเป็นกล่าวร้ายเกินไป เพราะตัวหนังก็พยายามอย่างยิ่งที่จะ ให้มิติด้านลึกของตัวละคร หากเพียงแต่ความโดดเด่นของพฤติกรรมประหลาดกลับกดข่มความรู้สึกด้านลึกลงจนหมดสิ้น ยามนึกถึงหนัง เราจะนึกถึงมันในฐานะ หนังกะเทย ฮาๆ มากกว่าหนังที่ทำให้เราเข้าใจ กะเทย- มากยิ่งขั้น (ซึ่งไม่ผิดอะไร เพราะนั่นคือจุดใหญ่ใจความของหนัง
อย่างไรก็ดี ที่จริงแล้ว สตรีเหล็ก ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า มายาคติเหมารวมของรักต่างเพศ ที่กดข่มและผลักไสให้ รักร่วมเพศ ไปอยู่ในสถานะไร้เพศ ตัวละครในหนังไม่มีใครมีความรัก (เว้นแต่เจ๊เปีย ซึ่งแปลงเพศเรียบร้อยไปแล้ว สถานะรักร่วมเพศ เป็นเพียงอดีตอันด่างพร้อยมากกว่าจะเป็นปัญหาหลัก)และแม้ทุกคนจะมีชีวิตที่เป็นสุข แต่ก็เป็นมนฐานะที่รับรู้ และ -เจียมตัว- ในความเป็นรักร่วมเพศของตน
ล่วงเลยมาจนถึง ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดอย่าง แกงค์ชะนีกับอีแอบ แม้ฉากหน้า และชื่อเรื่องจะฟังดู เหยียดหยามรักร่วมเพศ แต่ตัวหนังกลับเลือกนำเสนอแบบ เอาใจคนรักร่วมเพศอย่างเต็มที่ เพราะภายใต้เนื้อหาความขบขันเกี่ยวกับความเปิ่นเทิ่งของสี่สาวที่พยายามค้นหา ความเป็นเกย์ จากชายหนุ่มคู่หมั้นของเพื่อน หนักลับเลือกจบ ด้วยการให้ในท้ายที่สุด ตัวละครชายผู้นั้นเป็นเกย์ไปจริงๆ ซึ่งแน่นอนมันเป็นการจบที่ แหกขนบ- ความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าหนังจะต้องลงเอยอย่างเป็นสุข ตัวละครหญิง ชายได้แต่งงานกัน ผ่านพ้นการพิสูจน์ตัวตน และเพื่อนๆที่เหลือได้เรียนรู้ถึงความอ่อนด้อยในการด่วนตัดสิน และการพยายามสอดมือไปยุ่งเรื่องของผู้อื่น ซึ่งที่จริงแล้วการจบเรื่องตามขนบนั้น ล้วนเจือภาพ มายาคติของรักต่างเพศอย่างเข้มข้น เพราะในที่สุด ความเป็น-รักร่วมเพศ ถูกกดข่ม และขจัดไป ให้กลายเป็นเพียง ความวิตกจริตไร้สาระ ผู้คนยังคงเป็นรักต่างเพศ ที่รักกันและกัน แต่งงานและใช้ชีวิตเป็นสุข

แต่ในทางตรงกันข้าม การเลือกจบด้วยการเปิดเผยความเป็นเกย์ ก็กลับยังล้นเคลือบคลุมด้วยมายาคติ และความคิดแบบเหมารวมไม่ต่างกัน !
เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ทั้งหมดที่ตัวละคร และตัวหนังวุ่นวายอยู่ก็ไม่ใช่อื่นใดนอกจากความพยายามจัดจำแนก แบ่งแยกออกเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ
ในหนังตามขนบ หมวดหมู่มีเพียงสองชนิด นั่นคือ ชาย และหญิง หากตัวละครเป็นรักร่วมเพศ จะไม่ถูกจัดหมวดหมู่ใดๆ พวกเขา(หรือเธอ) มักถูกทำให้เป็น ตัวตลกตามพระ (ซึ่งอยู่ในสถานะไร้เพศ เป็นเพียงตัวตลกเท่านั้น)หรือหากเป็นตัวนำ ก็จะได้รับการพิสูจน์และเลือกข้าง ที่จะเป็นรักต่างเพศ
ใช่แล้วในหนังเรื่องนี้ตัวพระ เลือกจะเป็นรักร่วมเพศ แต่การเป็นรักร่วมเพศนั้น ก็เป็นเพียง การเลือกข้างเช่นกัน ดีอยู่ที่ว่าเป็นการเลือกที่มีเพิ่มข้างที่สามมาเท่านั้นเอง
ตลอดเวลาหนังแสดงให้เราเห็นถึงความน่าเคลือบแคลงของตัวละครชาย ผ่านทางวิถีการใช้ชีวิต ความเฉียบเนี้ยบของการแต่งตัว ความรู้รอบในเรื่องแฟชั่น ความสามารถในการทำอาหาร หรืออาการพลั้งเผลอ หลุด- ในบางเวลา แม้การนำเสนอจะมีไปเพื่อเรียกเสียหัวเราะ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเมื่อหนังดำเนินมาถึงตอนจบ ในที่สุด วิธีการที่หนังเล่นสนุก ทำให้หนังกลายเป็น คู่มือการจับแอบ ฉบับกระเป๋า ซึ่งที่แท้วิธีการ จับแอบ- เหล่านี้ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าการแสดงถึงความคิดตื้นเขิน เหมารวม โดยพื้นฐานความเชื่อง่ายๆว่า หากไม่เป็นชายแท้ ย่อมต้องเป็นเกย์เท่านั้น
ตัวละครชายในเรื่องเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ทั้งวิถีชีวิต ไปจนถึงประวัติในอดีต ที่เคย เฉียดใกล้ กับ รักร่วมเพศเมื่อครั้งเรียนมัธยม ซึ่งทำให้ตัวละครตัวนี้ลึกและมีมิติ ความสับสนทางเพศของตัวละคร เป็นประเด็นที่สามารถจะวิเคราะห์ใคร่ครวญได้ในฐานะของ มนุษย์-คนหนึ่งซึ่งถูกบังคับให้เลือก เพศสถานะ- ของตน ( ในโลกปัจจุบัน เพศสรีระ อันหมายถึงเครื่องเพศที่มีมาแต่กำเนิด ดูจะลดบทบาทการกำหนด เพศสถานะ (ความเป็นชาย เป็นหญิงเป็นรักร่วมเพศ ) ลงไปมากแล้ว) หากหนังกลับเลือกทางสรุปจบอย่างง่าย (แต่ภาคภูมิได้ว่าได้ แหกขนบ ) ด้วยการให้ตัวละครเลือกเป็น เกย์ (ซึ่งน่าแปลกว่าหลังจากเขาเลือกเพศสถานะของตนเขาก็หายไปจากจอ)

ถ้าอยากรู้ว่าเป็นเกย์ไหม ก็ต้องลอง ตัวละครเกย์คนหนึ่ง(ซึ่งรับบทโดย ศิลปินเกยืที่น่าสนใจที่สุดในประเทศคนหนึ่งอย่าง ไมเคิล เชาวนาศัย) พูดกับ ก้อง ซึ่งเป็นตัวละครหลัก ที่แท้แล้วไม่ใช่การชี้ทางสว่าง หรือการช่วยให้เข้าใจตัวเอง แต่อย่างใด หากเพราะมันคือการ บังคับเลือก- ภายใต้มายาคติอันมีกรอบคิดแบบจัดจำแนก แบ่งแยกว่าหากไม่ใช่ชายแท้ ย่อมต้องเป็นเกย์อย่างแน่นอน เอาเข้าจริง ก้องอาจจะไม่ได้เป็น (เท่าที่เรารู้ในหนัง เขาไม่เคยเฉียดใกล้ความเป็นรักร่วมเพศอีกหลังจากเหตุการณ์ครั้ง ม.ปลาย ที่สำคัญ ดูเหมือน เขาจะรักเจ้าสาวของเขาจริงๆ) แต่เขาอาจ ถูกทำให้เป็น รักร่วมเพศ ภายทัศนคติ แบบ - เกย์ดาร์ (ซึ่งใช้เป็นคำเรียกการมองว่าใครเป็นเกย์ จากภายนอก ) หรือทรรศนะ - ผีย่อมเห็นผีด้วยกัน - ทรรสนะ ค่านิยม ความเชื่อเหล่านี้ แม้ฟังดูจะเป็นการเปิด เผย ตีแผ่ความเป็นเกย์ แต่ที่แท้มันคือ การตีขลุม เหมารวม โดยลืมมองไปว่า ผู้ตกอยู่ในเกย์ดาร์ หรือผู้มีสถานะเป็น-ผี- มีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน มีความอ่อนไหว มีความรักเช่นเดียวกัน หนังโน้มน้าวให้เราเชื่อว่าสำหรับมนุษย์ที่มีลึงค์ เพศมีเพียงแค่ ชายแท้ กับเกย์ เท่านั้น หาก ความเป็นชาย ถูกจัดตั้งโดยสังคมได้ (นักสตรีนิยม และรักร่วมเพศหลายคน เชื่อว่า ความเป็นชาย( ความแข็งแรง หยาบเถื่อน การคุ้มครอง ) เป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยสังคม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมให้มนุษย์อยู่ในระเบียบแบบแผน ความเป็นชายเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองชิ้นหนึ่ง )ใช่หรือไม่ที่ ความเป็นรักร่วมเพศก็สามารถถูกจัดตั้งขึ้นได้เช่นเดียวกัน
ในขณะที่ฝั่งตัวละครหญิง หนังยังคงเน้นย้ำทัศนคติ แบบที่เป็นที่นิยมมากขึ้นทุกที นั่นคือ หญิงสาวล้วนตกเป็นเหยื่อของการแต่งงานบังหน้า พวกเธอเป็นเพียงสตรีผู้น่าสงสารที่ถูกหลอกลวง ถูกกระทำโดยเกย์ใจปลาซิวที่ไม่ยอมรับตัวเอง สำหรับพวกเธอโลกที่ถูกต้องเหมาะสม คือเกย์เป็นเกย์ได้แต่ไม่ควรก้าวล่วงโลกรักต่างเพศของพวกเธอ
บางที ทั้ง ชาย ทั้งหญิง ทั้งเกย์ ทั้ง รักต่างเพศ และ รักร่วมเพศ และเราทุกคน กำลังวิ่งวุ่น สับสน วิตกจริต อยู่กับการจัดจำแนก มากกว่าจะคำนึงถึงคำสำคัญจริงๆในการยอมรับ สถานะ นั่นคือ ความรัก
แน่นอนมันฟังดูเพ้อฝัน ไร้สาระ ที่จะมายึดความรักเป็นศูนย์กลางในโลกที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ไม่เว้นกระทั่งเรื่องชีวิตสมรส
แต่ใช่หรือไม่ว่าจริงๆแล้วเราจะมีเพศใดเพศหนึ่งก็ต่อเมื่อเรามีความรัก ใช่หรือไม่ ที่เมื่อเรารักใครสักคน รักอย่างลึกซึ้ง จนไม่อาจรักคนอื่นได้อีก เราจะเรียนรู้ว่าเราคือใคร เราเป็นชาย เมื่อเรารักหญิงสาวสักคน หรือเราเป็นรักร่วมเพศ เพราะเราได้ค้นพบว่าเรารักอย่างลึกซึ้งต่อคนเพศเดียวกัน สักคน
ที่จริงแล้วตัวหนังโดยรวมไม่ได้ออกมาขี้ริ้วแต่อย่างใด นักแสดงนำทั้ง 5 คนทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ล้นเกิน และไม่แข็งทื่อ แถมยังมี คุณ ไมเคิล มาขโมยซีนในทุกฉากที่เธอปรากฏตัวอีกต่างหาก
ในหนังเรื่องนี้ ในโลกใบนี้ ใช่หรือไม่ว่าที่จริงแล้วเราเพียงวิ่งวุ่นอยู่กับการจัดจำแนกแบ่งกลุ่มมากกว่าความพยายามทำความเข้าใจ ถึงความรัก หรือถ้าไม่เช่นนั้น มันอาจใช้หรือไม่ว่า ที่แท้ ความรัก กลายเป็นคำแสนเชย ตกสมัย เพราะในที่สุด ตอนนี้ เราไม่ได้-รัก- ใครมากพอจนสามารถจะเรียนรู้ จากความรักได้อีกแล้ว
ยงยุทธ ทองกองทุน


ชอบที่คุณเขียนเกี่ยวกับความรักค่ะ
#1 By '''''''''' ' _ ' ''''''''''' on 2006-07-19 10:08