X-MEN ไตรภาค คนนอก

posted on 30 Jun 2006 12:57 by filmsick  in humanism

อ่านแบบสบายๆที่นี่ครับ

http://www.onopen.com/2006/02/635

การกลายพันธุ์เป็นกุญแจของวิวัฒนาการ ทำให้เราวิวัฒน์จากสัตว์เซลล์เดียวกลายเป็นสายพันธุ์ที่ครอบครองพิภพ กรรมวิธีนี้เชื่องช้า ปกติแล้วใช้เวลานับพันๆ ปี แต่ทุกๆ ไม่กี่พันปีที่บรรจบ วิวัฒนาการจะก้าวกระโดด

ในอนาคตอันใกล้ มนุษย์เริ่มมีการกลายพันธุ์อีกครั้ง เมื่อมนุษย์บางคน เกิดมี X-factor อยู่ในรหัสพันธุกรรม ผลของมันทำให้พวกเขามีพลังพิเศษเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป บางคนสามารถเดินทะลุกำแพง บางคน มีพลังจิตเคลื่อนย้ายสิ่งของ บางคนสามารถเลียนแบบมนุษย์ทุกผู้นามได้ หากพลังพิเศษ ไม่ได้ทำให้พวกเขาเหนือกว่า เมื่อมนุษย์ ผู้มีอยู่ก่อนในทางพันธุกรรม เริ่มหวาดกลัวสายพันธุ์ผู้มาใหม่ ความหวาดระแวงคลี่ขยายครอบคลุมทุกหย่อมหญ้า มนุษย์กลายพันธุ์ ถูกผลักไส ชิงชังรังเกียจ บางคนถูกขับไล่ออกจากครอบครัว ต้องชีวิตหลบๆซ่อนๆ มีชีวิตอย่างยากลำบาก

หากแต่ยังมีโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ก่อตั้งขึ้นอย่างลับๆโดย ศาสตราจารย์ Charles Xavier ภายใต้ชื่อ โรงเรียนสำหรับผู้มีพรสวรรค์ของศาสตราจารย์ Xavier รวบรวมเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ ให้มาอาศัยอยู่ร่วมกัน เรียนรู้ที่จะควบคุมพลังของตนเอง ภายใต้ความเชื่อมั่นว่า มนุษย์และมนุษย์กลายพันธุ์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

แต่ในอีกทางหนึ่ง Eric Lensherr หรือ Magneto มนุษย์กลายพันธุ์ ผู้มีพลังแม่เหล็กรุนแรงพอที่จะสั่งงานวัตถุโลหะทุกชนิดได้ดั่งใจ อดีตเพื่อนสนิท และผู้ร่วมงานของ Xavier กลับเชื่อต่างไป Magneto เชื่อว่า ไม่มีทางที่มนุษย์และมนุษย์กลายพันธุ์จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีเพียงสงครามที่รอการปะทุ จากเชื้อเพลิงแห่งความเกลียดกลัว ภายใน Magneto เชื่อว่า มนุษย์กลายพันธุ์ ไม่ใช่ จุดด่างพร้อยของพันธุกรรม หากมันคือ วิวัฒนาการ และว่ากันตามกฎของการคัดเลือกสายพันธุ์ สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ สมควรถูกคัดออก สำหรับ Magneto เหล่า Homo Sapiens ผู้อ่อนด้อยนี้ต่างหากคือความล้าหลังทางสายพันธุที่สมควรกำจัดให้สิ้นซาก

ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยการแบ่งแยก และการเหยียดเชื้อชาติ เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ต้องต่อสู้ทั้งกับความชิงชังของมนุษย์ปกติ ต่อสู้กันระหว่างแนวคิดที่แตกต่าง และที่สำคัญ ต่อสู้กับอคติซ่อนเร้นในใจที่อาจทำให้พวกเขาเป็นเช่นคนที่เขาเกลียด

การ์ตูน X-men ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1963 โดยเริ่มจากผีมือของ Stan Lee และ Jack Kirby ก่อนที่จะกลายเป็นการ์ตูนยอดฮิตเรื่องหนึ่งของ Marvel comics บริษัทการ์ตูน เจ้าของการ์ตูนดังๆ อย่าง Spiderman หรือ Hulk และขึ้นทำเนียบการ์ตูนยอดฮิตในเวลาไม่นาน ด้วยว่า ตัวการ์ตูน สามารถตอบสนอง แฟนตาซี เกี่ยวกับความแปลกแยกเปล่าเปลี่ยวของวัยรุ่นในยุคนั้นได้อย่างเข้าถึง จนกระทั่งมีการเขียนตอนต่ออกมามากมายกระทั่งในปัจจุบัน

ภายใต้ฉากหน้าของการเป็นการ์ตูน Superhero สุดมัน ที่มีตัวละครเท่ๆ ซึ่งถูกออกแบบมาอย่างดี และเรื่องราวสลับซับซ้อนชวนติดตาม แต่ลึกลงไป X-men ยังทำหน้าที่เป็นเสมือนภาพสะท้อนสังคมที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง การแบ่งแยกชนชั้น เป็นกระบอกเสียงทางการเมืองของผู้ประพันธ์ ไม่ว่าการซ่อนนัยยะ ของภาวะหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ หรือภาวะ การเหยียดสีผิว เชื้อชาติ ไล่เรื่อยไปจนถึงประเด็นการเกลียดชังรักร่วมเพศ โรคเอดส์ และการต่อต้านศาสนา โดยเล่าผ่านทางเรื่องราวและบุคลิกปูมหลังของตัวละครแต่ละตัว จนแม้ในปัจจุบันก็ยังมีการวิเคราะห์เหล่าตัวละคร X-men อยู่

และในปี 2000 Bryan Singer ผู้กำกับหนุ่มเจ้าของหนังเล็กๆ ที่มีดีที่บทหนังซับซ้อน บวกกับการแสดงชั้นดีจาก Kevin Spacey อย่าง The Usual Suspect และ Apt pupil หนังจิตวิทยาที่ล้มเหลวในแง่ของคำวิจารณ์ (แต่ยังคงการแสดงอันโดดเด่นโดย Ian Mckellen ที่มารับบทนาซีเก่าจิตแตก ได้อย่างชวนขนลุก) เข้ามารับหน้าที่ในการสร้าง X-men จากการ์ตูน ไปสู่ภาพยนตร์ โดยหยิบเอาเรื่องราวเค้าโครงจากการ์ตูนมาดัดแปลง ยักย้ายถ่ายเทตัวละคร จนกลายมาเป็นฉบับภาพยนตร์ที่ เลือกเอาบางช่วงตอน จากการ์ตูน (ที่มีหลายต่อหลายคนช่วยกันเขียน) มาร้อยรัดให้กลายเป็นเนื้อเรื่องเดียวกัน จนกลายเป็นไตรภาคคนนอกอันสมบูรณ์

หนังเปิดภาคแรก ด้วยเรื่องราวของ Rouke มนุษย์กลายพันธุ์ที่สามารถดูดเอาพลังชีวิตได้จากทุกคนที่แตะต้องตัวเธอ และ Logan หมาป่าหนุ่มเดียวดายผู้สามารถเยียวยาบาดแผลตัวเองได้ และมีอาวุธเป็นกรงเล็บเหล็กงอกออกจากระหว่างนิ้ว สองมนุษย์กลายพันธุ์ที่พบกันโดยบังเอิญหอบหิ้วกันและกันหนีจากความเกลียดชังของผู้คนหนำซ้ำยังถูกตามล่าโดยกลุ่มมนุษย์กลายพันธุ์ของ Magneto ที่ต้องการบางอย่างจากทั้งคู่ จนได้พบกับที่ X-men ของ ศาสตราจารย์ Xavier และกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีม โดยเล่าเรื่องตีคู่ไปกับเรื่องความพยายามของวุฒิสมาชิกท่านหนึ่งในการพยายาม -ขึ้นทะเบียน- มนุษย์กลายพันธุ์ ซ้อนทับกับการให้รายละเอียดตัวละครไม่ว่าจะเป็นเรื่องรักสามเส้าของ Logan , Jean Grey และ Cyclop หรือภาวะ ทั้งรักทั้งชังของเพื่อนเก่าที่ในที่สุดคิดกันคนละขั้วอย่าง Xavier และ Magneto ก่อนจะปิดภาคแรกกันบนเทพีเสรีภาพ และเครื่องมือสำหรับเปลี่ยนมนุษย์ไปเป็น mutant

ตอน 2 ของหนังเล่าเรื่องปูมหลังของ Logan ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ใช่ mutant แท้ๆ เขาอาจเป็นเพียง -สัตว์ทดลองเท่านั้น- ซ้อนทับไปกับความพยายามของรัฐที่จะใช้กำลังทหารจัดการกับเหล่าหลายพันุ์ภายใต้การนำของผู้พัน Striker ซึ่งมีแผนจะทำลายล้างมนุษย์กลายพันธุ์ให้สิ้นซาก ในภาคนี้ มนุษย์กลายพันธุ์จากสองขั้ว ต้องผนึกกำลังร่วมกัน เพื่อต่อสู้กับ Striker ลงเอยด้วย การเสียสละของ Jean Grey (ซึ่งแน่นอน หนังทิ้งเชื้อไว้สำหรับการสร้างภาค 3 )

ในตอนจบของไตรภาค นี้ หนังเล่าเรื่องต่อเนื่องจากความตายของ Jean ย้อนพาคนดูกลับไปพบกับ -พลังพิเศษที่เหนือการควบคุม- ของ Jean ก่อนที่เธอจะปรากฏตัวอีกครั้งในฐานะของนก Pheonix ที่ดิ้นรนแสวงหาเสรีภาพจากภายใน ขณะเดียวกัน หนังยังคงประเด็นร้อนแรงทางการเมือง เมื่อในภาคนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการค้นพบ วิธีการ -รักษา- ยีนกลายพันธุ์แบบถาวร แจ้งประกาศให้ mutant ที่สมัครใจเข้ารับ -การเยียวยา- โดยในทางลับ ก็พัฒนามันไปสู่อาวุธสำหรับการทำลายmutantไปพร้อมๆ กัน

ฟังจากเรื่องราวโดยสรุปหนังเอื้อให้ตัวเองเป็นหนังบันเทิงสุดขั้วที่ขาย Special Effect ตระการตา ควบคู่ไปกับการสร้างภาพลักษณ์เท่ๆ ให้กับตัวละคร เพื่อขยายผลการขายต่อไป ทั้งในรูปแบบของ เกมคอมพิวเตอร์ หนังสือการ์ตูน ของเล่น รายการทีวี เรื่อยไปจนถึงของแถมจากบริษัทฟาสต์ฟู้ด ซึ่งแน่นอน X-men ไม่รีรอที่จะเป็น -สินค้า- เช่นนั้น เป็นความบันเทิงทางตาที่ถูกป้อนจากสายพานการผลิต แบบคิดไว้ล่วงหน้าเสร็จสรรพ สู่ผู้ชม ที่เพียงอยากสนุกสนานสักสองชั่วโมงก่อนจะออกมาบริโภคต่อจนหนำใจ (และปล่อยให้สตูดิโอฟันกำไรลอยนวล)

แต่นับเป็นโชคที่ทีมเขียนบท X-men เป็นแฟนพันธุ์แท้ของการ์ตูนเรื่องนี้ (แม้ในแต่ละภาค เป็นคนละทีมกัน) พวกเขาจึงเข้าถึงทั้งในส่วนของงานแอ็คชั่นตระการตา และ นัยยะซ่อนเร้นที่แฝงมากับเรื่องราวเหล่านั้น

นอกจากการเป็น -หนัง Superhero ที่สร้างจากการ์ตูน- ธรรมดาๆ เราสามารถ วิเคราะห์ X-men ได้จากประเด็นทางการเมือง ที่แฝงอยู่ในหนังแต่ละตอน (ซึ่งแน่นอนว่า ได้รับมาจากตัวการ์ตูนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง )

- มนุษย์- กลายพันธุ์

ตัวละครหลักๆของ X-men คือเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ทั้งหลาย ซึ่งมีลักษณะการเป็นตัวแทนของ -คนนอก- -คนชายขอบ- ของสังคม หากแทนที่ คำว่ามนุษย์กลายพันธุ์ ด้วยคำว่า คนพิการ คนป่วย เกย์ คนผิวสี ยิว ไล่ไปจนถึง โลกมุสลิม เราอาจจะได้ภาพแทนที่กระจ่างชัดขึ้น

ในหนัง มนุษย์กลายพันธุ์ถูกชิงชังรังเกียจจากสังคมไม่ใช่เพราะพวกเขาชั่วช้า หรือกระทำความผิด แต่เกิดเนื่องจากการที่พวกเขามี ยีน X ซึ่งทำให้เกิดพลังพิเศษ เหนือกว่ามนุษย์ผู้มีอยู่มาก่อน ความหวาดผวาในพลังพิเศษ เหล่านี้ แจ่มชัดอยู่ในฉากต้นเรื่องของX 1 เมื่อวุฒิสมาชิก Kelly เสนอให้มีการ -ขึ้นทะเบียน- มนุษย์กลายพันธุ์ (ว่ากันว่า ฉากนี้ในการ์ตูน เป็นการจำลองภาพของสังคมอเมริกันในยุคหวาดระแวงคอมมิวนิสต์ และวุฒิสมาชิก Kelly คือภาพแทนของ วุฒิสมาชิก Joseph McCarthy ที่ก่อให้เกิดปัญหาในการจัดการกับ -คนที่มีแนวโน้มจะเป็นคอมมิวนิสต์- จนหลายคนในยุคนั้นประณามว่าไม่ต่างจากสมัยการล่าแม่มดในยุคกลางแต่อย่างใด) พวกเขาไม่ได้ก่อความผิด ไม่กระทั่งมีแนวโน้มว่าจะก่อ เว้นแต่ในจินตนาการอันคับแคบ แบ่งแยก และตื่นตูม ของมนุษย์

การที่มนุษย์กลายพันธุ์ถูกขอให้ขึ้นทะเบียนเพราะการเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ ทำให้พวกเขา -ผิดตั้งแต่เกิดมา- (ในกรณีนี้ทำให้นึกถึงประเด็นปัญหาความลักลั่นด้านเชื้อชาติทั่วโลก และการ -ขึ้นทะเบียน- แรงงานต่างด้าว (แล้วปล่อยให้ปฏิบัติกับแรงงานต่างด้าวไม่ขึ้นทะเบียนราวกับไม่ใช่มนุษย์) ในบ้านเราอย่างยิ่ง) เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ถูกบีบบังคับให้อาศัยอย่างหลบซ่อน ถูกชิงชังรังเกียจ ทั้งจากสังคม ไปจนกระทั่งถึงจากพ่อแม่ตัวเอง หลายคนไม่มีที่ไป และหันมา -เกลียดชัง- เป็นการตอบโต้ นำมาซึ่งความแตกแยกในท้ายที่สุด

ใน X1 ตัวหนังวางประเด็นหลักให้เห็นถึงภาวะ ทุกข์ทรมานของการเป็น มนุษย์กลายพันธุ์ ผ่านทาง เรื่องราวของ Rouke ซึ่งมีความสามารถพิเศษในการดูดกลืนพลังชีวิตจากผู้อื่นเพียงแตะต้องสัมผัส และสภาวะพเนจรของ logan ก่อนที่ทั้งคู่จะได้พบกับทีมของ Xavier ในภาคนี้ หนังทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนการเรียกร้องสิทธิของมนุษย์กลายพันธุ์ โดยฉายภาพความยากลำบากของการเป็นมนุษย์กลายพันธุ์

ในขณะที่X 2 ซึ่งเดินเรื่องต่อจากภาคแรก โดยตัวหลักในภาคนี้คือ Logan ที่เดินทางตามหาอดีตของตัวเอง และพบว่าเขาอาจเป็น มนุษย์กลายพันธุ์ทดลอง มากกว่ามนุษย์กลายพันธุ์แท้ (เหล็ก อดาแมนเทียม ในตัวเขาเป็นของทำขึ้นที่แท้เขาเพียงแค่สามารถเยียวยาตนเองได้เท่านั้น ) ซึ่งนั่นทำให้เขากลายเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ผู้แปลกแยกจากมนุษย์กลายพันธุ์อีกที และกลาย -เป็นอื่น- โดยสิ้นเชิง และในฐานะมนุษย์ เขาอาจจะเคยเป็นมนุษย์ผู้ชั่วช้าด้วยซ้ำไป ขณะที่ cerebro ถูกนำมาใช้ในการค้นหาและกำจัดมนุษย์กลายพันธุ์ ตั้งคำถามเชิงลึก ลงไปว่า ในฐานะของการเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ เราควรหลบซ่อน หรือเปิดเผย เราควรชิงชังสิ่งที่เราเป็น หรือยอมรับในสิ่งเหล่านั้น ยิ่งโดยเฉพาะในฉากหนึ่ง เมื่อทีมมนุษย์กลายพันธุ์ที่รอดจากการจับกุมโดยทหาร หนีไปยังบ้านของ Bobby หรือ iceman แล้วพบสภาวะ หมางเมินชิงชังรังเกียจ จากพ่อแม่พี่น้องของตน การ -เปิดเผย- นำมาซึ่งการชิงชังรังเกียจ (ก่อนหน้านี้พ่อแม่ของเขาคิดว่า Bobby เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ ไม่ใช่มนุษย์น้ำแข็ง ) หากแทนภาพของ มนุษย์กลายพันธุ์ ด้วยคำว่า รักร่วมเพศ ฉากนี้จะกลายเป็นเหตุการณ์ที่ถึงกับพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เมื่อลูกบอกพ่อแม่ของตนว่าตัวเองเป็น เกย์

ใน X3 ตัวละครหลักกลับมาเป็น Jean ผู้กลับมาพร้อมกับสภาวะ นก phoenix ที่มีพลังมากพอจะทำลายดาวทั้งดวง และการตัดสินใจเลือกข้างของเธอ เมื่อเธอค้นพบความจริงว่าสิ่งที่ Xavier ทำกับเธอ คือการพยายาม เยียวยา โดยการ -ควบคุม- เธอเอาไว้ ไม่ต่างจากการ เยียวยาด้วยาที่ถูกคิดขึ้นมาได้ คำถามหลักลึกลงไปอีกขั้นว่า การกลายพันธุ์ (ย้ำอีกครั้งว่าเราสามารถแทนที่คำนี้ด้วยสิ่งอื่นๆเช่น รักร่วมเพศ ยิว คนผิวสี หรือ ความเป็น ชายขอบ ชนกลุ่มน้อยทั้งมวล ) ในที่สุดกลายเป็น -โรคร้าย- ที่สมควรได้รับ -การเยียวยา- ความแตกต่างจากคนหมู่มาก (ซึ่งเอาเข้าจริงไม่สามารถระบุได้ว่าสิ่งไหนกันแน่ที่คือสิ่งที่ถูกต้อง) กลายเป็น โรคร้าย เป็นความผิดปกติ สิ่งที่น่าเจ็บปวดคือคำว่า -เยียวยาได้ ไม่ได้มีความหมายเอื้ออาทร อย่างที่ฉาบหน้าอยู่ หากกลับแฝงอคติชัดเจนว่า สิ่งที่เราเป็น ผิดปกติ บิดเบี้ยว และสมควรได้รับการรักษา (เช่นที่หมอบางคนออกรายการทีวีบอกว่า รักร่วมเพศ ป้องกันได้! )


-การ- กลายพันธุ์

ขยับออกจากเรื่องเชิงปัจเจก X-men สร้างนัยยะทางาสังคมไว้ได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการกำหนดให้ ผู้ร้ายแต่ละภาค ไม่ได้มีเพียง Magnetoผู้ชั่วร้าย (?) หากผู้ร้ายที่น่ากลัวที่สุด กลับเป็น มนุษย์ ปกตินั่นเอง

ในX1 หนังพูดถึงการ -ขึ้นทะเบียน- มนุษย์กลายพันธุ์ โดย -นักการเมือง- การ -ขึ้นทะเบียน- คือการตีตราต่อความผิดบาปที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น การขึ้นทะเบียน ยืนอยู่บนโครงสร้างของการแบ่งแยก -เขา -เรา- ในฉากปราศรัยต้นเรื่อง หนังฉายภาพจนคนดู (ซึ่งแน่นอนเป็นมนุษย์ปกติ) คิดคล้อยตามถึงการใช้ความสามารถผิดทางของมนุษย์กลายพันธุ์ จนอดจะเห็นด้วยกับการขึ้นทะเบียนมนุษย์กลายพันธุ์ (แถมยังเผลอคิดว่านี่คือความเอื้ออารีอย่างถึงที่สุด) แต่ที่แท้มันคือการแสดงความหวาดผวา ที่เรามีต่อคนอื่น ผู้อื่น ที่ไม่เหมือนเรา ในสังคมที่เราเล็งเห็นแต่เพียงความสงบมั่นคงของตัวเอง เราเชื่ออยู่ลึกๆว่าผู้คนล้วนหยาบช้าป่าเถื่อน การขึ้นทะเบียนจะทำให้เรานอนหลับ เพราะเรารู้ว่าใครบ้างที่เป็น คนที่ -แตกต่าง- จากเรา โดยนัยยะฉาบหน้า มันก็แค่การขึ้นทะเบียน แต่ในที่สุดมันนำมาซึ่งการเลือกปฏิบัติ ที่น่าสนใจมากคือในภาคนี้หนังฉายภาพ Magneto ในฐานะเชลย ชาวยิว ที่เคยผ่านคุกของนาซีมาก่อน Magneto มีเลขสลักอยู่บนแขนไม่แตกต่างจากการตีทะเบียน และอย่างเช่นที่เป็นในประวัติศาสตร์ ผลของการขึ้นทะเบียนยิวนำมาซึ่งการสังหารหมู่เลวร้ายที่ยังไม่เลือนไปไม่ว่าเวลาไหน

ใน X 2 หนังขยายภาพความหวาดผวาทางสังคมมากขึ้น เมื่อผู้ร้ายในภาคนี้ กลายเป็น -นายทหาร- กระหายสงคราม ที่มุ่งมั่นในการ -กำจัด- มนุษย์กลายพันธุ์ออกไปจากโลกนี้ (X 1 สร้างเสร็จในปี 2000 ก่อนเหตุการณ์ 11 /9 1 ปี แต่ X2 สร้างในปี 2003 จะตั้งใจหรือไม่ ประเด็นทางการทหาร กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เมื่อทำให้นึกถึงการที่อเมริกาส่งทหารเข้าไปยังอิรัก)

ความหวาดผวาทางสังคมในภาค 2 เกิดขึ้นหลังจากมนุษย์กลายพันธุ์บุกเข้าทำเนียบขาว และเกือบจะสังหาร ประธานาธิบดี (แอบคิดไม่ได้ว่ามันอาจคือภาพแสดงเหตุการณ์ 11 กันยา) นำมาสู่ข้ออ้างในการกวาดล้างมนุษย์กลายพันธุ์อย่างลับๆ โดยใช้ทั้งกำลังทหาร และใช้ cerebro เครื่องมือในการเชื่อมโยงมนุษย์กลายพันธุ์ของ Xavier เครื่อง cerebro จะสามารถค้นหา และเชื่อมโยง มนุษย์กลายพันธุ์ทั้งโลกเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเปิดเผยตัวหรือไม่! ในทางหนึ่งเครื่องcerebro จึงคือเครื่องสำหรับ -เปิดเผย- ความเป็นมนุษย์กลายพันธุ์นั่นเอง

และใน X3 ภาพความหวาดผวาของสังคมแห่งความแบ่งแยกถูกคลี่คลายให้เห็นรูปแบบใหม่ๆของความหวาดผวานี้ เมื่อตัวร้ายในภาคนี้ กลายเป็น -นักวิทยาศาสตร์- ที่คิดค้น ยาในการรักษาการเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ ในที่สุด หนังแสดงให้เห็นว่า กระทั่งวิทยาศาสตร์ (ซึ่งถูกเชิดชูเป็นวิธีคิดหลักขอโลกนี้หลังยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ) ที่แท้ก็โน้มตัวลงมารับใช้ทัศนคติคับแคบของผู้คน การ -รักษาได้- ทำให้ การเป็น มนุษย์กลายพันธุ์กลายเป็นโรค มนุษย์กลายพันธุ์ ในที่สุด ถูกวิทยาศาสตร์ กดให้กลายเป็นคนป่วย คนพร่องพิการ การเยียวยา ไม่ได้นำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ที่แท้ เพราะมันยังคงอัดแน่นไปด้วยทัศนคติของการแบ่งแยกอยู่ดี หากมันกลับมีอำนาจน้ำหนัก ภายใต้การรับรองของ วิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกับ การที่มีการค้นพบ ยีน ที่คาดว่าน่าจะทำให้คนเป็นรักร่วมเพศ เป็นคนอ้วน เป็นคนผิดปกติ ความแตกต่างกลายเป็น โรค ที่เยียวยารักษา เพื่อ กลับเป็น -พวกเดียวกัน ในท้ายที่สุด


-ยีน- กลายพันธุ์

นอกจากการปะทะกันระหว่าง มนุษย์กลายพันธุ์ กับมนุษย์ปกติแล้ว หนังยังพูดถึงแนวคิดที่แตกต่างกันระหว่าง มนุษย์กลายพันธุ์ด้วยกันเอง ผ่านทางสองตัวละครหลัก อย่าง Xavier และ Magneto เมื่อหนังแสดงให้เห็นว่า Xavier เชื่อว่า มนุษย์ และ มนุษย์กลายพันธุ์ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และให้ความเคารพซึ่งกันและกัน โดยการให้มนุษย์กลายพันธุ์ ควบคุมพลังของตนเอง และมนุษย์ เรียนรู้ที่จะให้เกียรติ และยอมรับพวกเขาในฐานะมนุษย์ เป็นไปตามแนวคิดอุดมคติ ของสันติภาพ และภารดรภาพ ในขณะที่ Magneto คิดต่างไป เพราะสำหรับ Magneto เมื่อมนุษย์ แบ่งแยก ชิงชังรังเกียจ มนุษย์กลายพันธุ์ (ซึ่งเขานิยามสายพันธุ์ของตนเองว่า Homo Sapien Superior ) ก็ต้องให้มันเป็นไปตามกลไกการคัดสรร ของธรรมชาติ ผู้ที่อ่อนด้อยต้องถูกกำจัดออกจากสังคม และนั่นคือ เหล่ามนุษย์ Homo Sapiens สายพันธุ์เก่านั่นเอง แนวคิดของ Magneto นั้นดูจริงจังชวนขนลุกขึ้นในโลกหลังการก่อการร้าย การแบ่งแยก ชิงชังรังเกียจ เพื่อนมนุษย์ต่างศาสนา นำมาสู่การตอบกลับรุนแรงชนิดคาดไม่ถึง และขณะโลกหวาดผวากับการก่อการร้าย มากมาย บางทีหากหันมามองรากเหง้าของปัญหา มันอาจไม่ได้อยู่ไกลในตะวันออกกลางแต่อยู่ใกล้ในใจเรานี่เอง!

แต่ที่น่าสนใจคือหนังไม่ได้พยายามจะให้ภาพพจน์เหมารวมแก่มนุษย์กลายพันธุ์ให้แบ่งออกเพียงสองขั้วเท่านั้น ลึกลงไปในเหล่าผู้คนที่กลายพันธุ์ หนังยังแสดงให้เห็น ชความแตกต่างทางความคิดของแต่ละคน โดยเฉพาะใน X3 เมื่อกลายพันธุ์บางคนไม่ได้มองว่าการเยียวยาคือการกดขี่ เพราะสำหรับพวกเขา การเป็นสิ่งที่พวกเขาเป็นคือความทุกข์ที่พวกเขาต้องแบกรับ ไม่ใช่ทุกคนที่จะภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น และไม่มีใครมีสิทธิ์ในการตัดสินใจ -ทางเลือก- ให้กับใครได้ การเยียวยาไม่ได้มีนัยยะเชิงลบเพียงถ่ายเดียว หากมันคือทางออกบนโลกที่ผู้คนแตกต่างกันมากมายเหลือเกิน


ก ล า ย พั น ธุ์

เป็นการยากที่จะตัดสินว่า X- men ทั้งสามตอน เป็นไตรภาคอันสมบูรณ์แบบ (แม้ว่าหากลองเรียงลำดับฉากดูจะพบว่า ฉากที่เกิดในX 1 จะปรากฏซ้ำใน X3 แบบกลับข้าง ตั้งแต่ฉาก Jean บนเตียง ฉาก Rouke ออกจากบ้าน ไปจนถึงฉากหมากรุกในตอนจบ ) ยากที่จะบอกได้ว่า Bret Ratner ที่ มารับช่วงในภาค 3 ทำหนังออกมาได้ดีหรือแย่กว่า Bryan Singer ผู้กำกับในสองภาคแรก ยากที่จะบอกว่ามนุษย์กลายพันธุ์ตัวใดน่าสนใจกว่าตัวใด (โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าตัวละครหลักในไตรภาค นี้มีแค่ไม่กี่ตัว (Rouke, Logan, Jean, Strom, Xavier, Magneto, Mystique ) และเมื่อจบไตรภาค เราก็ได้เห็นพัฒนาการของตัวละครหลักครบถ้วน ดังนั้น ตัวละครมนุษย์กลายพันธุ์อื่นๆในแต่ละภาค จึงถูกใส่เข้ามาเพียงเพื่อเติมเต็มเรื่องราว ประเด็นที่ว่า ตัวละครเยอะเกินไป ทำให้ไม่ สามารถพัฒนาตัวละคร จึงยังเป็นประเด็นที่น่าสงสัยสำหรับผมอยู่ ) ยากที่จะเชื่อได้ว่าหนังแฝงนัยยะทางการเมืองเข้มข้น เพราะเอาเข้าจริงหนังยังทำหน้าที่เป็นทาสรับใช้อันสัตย์ซื่อของโลกทุน และการตัดสินภาพยนตร์ไม่สามารถวัดด้วยมิติใดมิติเดียวไม่ว่าจะเป็น ความบันเทิง การได้เงิน การเข้าถึงมวลชน หรือคุณค่าทางศิลปะ บางทีตัวหนัง X-men ก็อาจเป็นเช่นเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์เหล่านั้น อาจดูผิดรูปในแง่มุมหนึ่ง แต่ก็ดำรงคงอยู่อย่างน่าสนใจในอีกมุม บนโลกอันหลากหลาย ที่หากสืบค้นไป อาจพบว่าใครๆ ก็กลายพันธุ์ไปแล้ว แต่เรายังเกลียดชังกันเอง โดยไม่ได้คิดว่า ในทุกความเกลียดชังที่เราให้ เราก็ได้ความเกลียดชังคืนมาเช่นกัน

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ตอนนี้เราอยาก
ได้อากาศหายใจเพิ่ม

#1 By sofa on 2006-06-30 13:00

การแบ่งแยก ไม่เข้าใจระหว่างกัน เริ่มมีมากขึ้นในสังคม นะคัรบ หนังเรื่องนี้สอนการอยู่ร่วมกันได้ดีเหมือนกัน คัรบ

#2 By นายมาแล็ง on 2006-06-30 15:22

"ตัวละครหลักๆของ X-men คือเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ทั้งหลาย ซึ่งมีลักษณะการเป็นตัวแทนของ -คนนอก- -คนชายขอบ- ของสังคม หากแทนที่ คำว่ามนุษย์กลายพันธุ์ ด้วยคำว่า คนพิการ คนป่วย เกย์ คนผิวสี ยิว ไล่ไปจนถึง โลกมุสลิม เราอาจจะได้ภาพแทนที่กระจ่างชัดขึ้น"

อ่านแล้ว เห็นด้วยเลยค่ะ


แต่เขียนเยอะไปนะคะ ในฐานะคนที่เคยทำงานหนังสือ เขียนคอลัมน์หลายทำนอง... ขอบอกว่า มันเยอะไป

อ่าน ๆ ไปชักเริ่มเหงาค่ะ

#3 By Mrs. Holmes on 2006-06-30 16:09

ผมชอบเรื่องนี้ทั้งสามภาคเลย ชอบในความเท่ของคาแรคเตอร์แต่ละตัว การออกแบบชุด ยาน และฉาก ทำได้ดีทีเดียว เรื่องความสนุกก็ถือได้ว่า ตรึงผู้ชมได้ตลอดเรื่อง ส่วนเรื่องการแฝงแง่คิดอะไรมาให้นั้นไม่ได้นึกถึง

#4 By เจ้าชายน้อย on 2006-07-03 20:51

อ่านจนปวดตาเลย
วิเคราะห์ละเอียดดีจริงๆ
ดูแค่ภาคสอง หาภาคแรกดูอยู่เนียะ
หามาสี่ห้าร้านไม่มีเลยอ่ะ

#5 By หมาใจดื้อ (203.209.25.157) on 2006-07-04 15:39

เป็น Hero อีกชุดนึงค่ะที่ชอบมาก อาจจะมากกว่า Superman ด้วยซ้ำ อาจจะเป็นเพราะมีตัวละครหลายตัว สนุกมากกว่า หรือที่มันแฝงอะไรไว้มากกว่า...

ถ้าเรื่องหนังล้วนๆ ล่ะก็ ชอบเวอร์ชั่นของไบรอันมากกว่าค่ะ เขาเจาะ ตีความ เกลี่ยนบทละครได้ดีกว่า แม้ว่าตอนแรกๆ บางคนจะไม่ชอบที่ตัวละครตัวโปรดของเค้าหายไป แต่หนังก็ยังดูดีมีสาระ (หลายคนอาจจะดูมันก็เถอะ) แต่พอถึงมือตาแบรท เขากลับ...จะเรียกว่าหยิบโหย่ง... ก็ได้มั้งคะ คือเน้นการเยียวยาประเด็นดี แต่เขากลับให้บทสรุปของมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แก้ปัญหาของเรื่องนี้ได้ไม่ดี เรื่องบทยิ่งแล้วใหญ่ ตัวละครถูกตัดทอนออกหมด แต่ถ้าเรื่องความมันส์ คงได้ไปเกือบเต็มจากพวกที่ชอบแอคชั่นอ่ะค่ะ

สรุป >> ไม่พอใจกับการปิดไตรภาคของเรื่องนี้ค่ะ

(สปอยล์........ถึงเขาจะทำออกมาไซคลอปไม่ตาย หรือจีนไม่ตาย ไม่มีใครตาย แต่หากยังปิดเรื่องด้วยการทิ้งปมปัญหาการเยียวยาที่เขาสร้างไว้เฉยๆ หนังมันก็ยังเหลวเหมือนเดิมอยู่ดีค่ะ)

#6 By ~ Fan of the Hollywood ~ on 2006-07-15 09:39

#7 By แอต (58.10.12.35) on 2007-01-29 08:51

ผมชอบเรื่องนี้ทั้งสามภาคเลย

#8 By iJigg (124.121.137.58) on 2009-11-19 09:55

ผมชอบเรื่องนี้ทั้งสามภาคเลย [url=http://xn--72czpba5eubsa1bzfzgoe.tv/350-%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%A3%E0%B8%B5-%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88-SpiderMan-3.html]SpiderMan 3[/url]

#9 By ดูหนังออนไลน์ (58.8.84.82) on 2011-08-08 02:33