THE WORLD โลกของเรา

posted on 02 May 2006 00:33 by filmsick  in humanism

สาวหมวยผู้นั้นอยู่ในชุดส่าหรีสีเขียว เธอกำลังคุยโทรศัพท์มือถือ เป็นภาษาจีน ต่อหน้าหอไอเฟล ที่ตั้งตระหง่าน สอบถามปลายสายว่าซื้อข้าวมาหรือยัง

อาศัยเพียงฉากเล็กๆฉากหนึ่งในหนังเรื่องนี้ ก็สามารถ อธิบายความเป็นไป และเสียดสี ความลักลั่น ของ -โลกาภิวัตร ได้อย่าง น่าทึ่ง

และสถานที่นั้นคือ world park สวนสนุกที่มีคำขวัญชวนตะลึงว่า พบโลกทั้งใบโดยไม่ต้องออกไปนอกปักกิ่ง! - สถานที่ซึ่งจะพาคุณไปพบกับ หอไอเฟล แห่งนครปารีส เยื้องไปนิด คือหอนาฬิกา บิ๊กเบน ทางด้านนู้น ทัชมาฮาล สิ่งปลูกสร้างแห่งรักนิรันดร์ พร้อมระบำแขกกำลังรอคุณอยู่ หรือจะแวะดู ปิรามิด พร้อมสฟิงค์ ก็เรียนเชิญ หรือจะแวะถ่ายรูป ตัวเองเอามือยันหอเอนปิซ่า ก็ทำได้ และแม้กระทั่ง ตึก World Trade ที่ของจริงถล่มไปแล้ว แต่ที่นี่ยังอยู่ !

ใน world park เต็มไปด้วยมนุษย์งานมากมาย เด็กหนุ่มสาวจากชนบท ไหลบ่าเข้ามาหางานทำ มาแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในเมืองหลวง ซึ่งในบรรดาเด็กหนุ่มสาวเหล่านั้น มีเถา เด็กสาวบ้านนอกที่มาเป็นนางระบำใน world park รับบทสาวอินเดียทำให้ต้องนุ่งส่าหรีตลอดเวลา แล้วยังมี ไถ้เซิง ชายหนุ่มจากชนบทที่หอบเอาน้องมาเป็นยามรักษาความปลอดภัยใน world park เถา กับ ไถ้เซิง เป็นคู่รักกันเฉกเช่นเหล่าหนุ่มสาวคู่อื่นๆใน world park ซึ่งต่างก็ดิ้นรนไปตามหนทางของตน

เถาได้พบกับหญิงสาวชาวรัสเซีย ที่หลบหนีมาเป็นนางระบำในworld park และเป็นเพื่อนกันทั้งที่พูดคุยกันไม่รู้เรื่อง สักคำ ขณะที่ ไถ้เซิง ได้พบกับ อาซุน หญิงสาวเจ้าแม่โรงงานของก๊อปปี้ที่สามีเดินทางไปปารีสหลายปี และมีความสัมพันธ์กัน

ท่ามกลางความสับสนซับซ้อนของความสัมพันธ์หนุ่มสาว หนังพาเราล้วงลึกไปยังประเทศจีนในยุคปัจจุบัน ประเทศที่ติดอยู่ตรงกลางระหว่าง โลกสังคมนิยม กับทุนนิยม ระหว่างความร่ำรวยหรูหรา กับความยากจนข้นแค้น โลกใบที่ยุบย่อสรรพสิ่งลงมาไว้ได้ในสถานที่เดียว แต่ช่องว่างระหว่างผู้คนกลับถ่างกว้างจนเกินเยียวยา

หนังเรื่องนี้เป็นฝีมือของ เจีย จางเคอะ ผู้กำกับรุ่น 6 ที่เพิ่งอายุ ปลายสามสิบ และถูกจัดเป็นหนึ่งในผู้กำกับอายุน้อยที่น่าจับตามากที่สุด หลังจากที่รุ่นพี่ อย่าง จางอี้โหมว และ เฉินข่ายเกอ ในฐานะผู้กำกับรุ่น 5 (นับจากรุ่นที่เข้าเรียนในโนรงเรียนภาพยนตร์ของจีน) ได้ประกาศศักดาและปูทางหนังจีนให้ปรากฏในสายตาชาวโลกมาก่อนหน้า เจีย จางเคอะ ทำหนังมาก่อนหน้านี้แล้วสามเรื่อง ซึ่งทั้งสามเรื่องของเขา มุ่งวิพากษ์ สังคม จีนใหม่ (ในขณะที่หนังของรุ่นพี่ มุ่งวิพากษ์ค่านิยมเก่า และ เรื่องของการเมือง ที่มีผลต่อปัจเจกบุคคล) สังคมจีนในยุคที่เปิดประเทศเข้าสู่โลกาภิวัตร เต็มตัว ใน Xiao Wu เขาเล่าเรื่องของเหล่าวัยรุ่นนักล้วง ใน Platform เขาพาผู้ชมไปพบกับคณะละครเร่ และ ใน Unknown Pleasure เล่าเรื่องของเหล่วัยรุ่นที่ใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง คนหนุ่มสาวในโลกแห่งทุนนิยม ดูจะเป็นประเด็นหลักๆในหนังของเจียจางเคอะมาตลอด และหลังจากที่ทำหนังแบบใต้ดินอยู่นาน ตอนนี้เขาได้โอกาสขึ้นบนดินเป็นครั้งแรก กับหนังที่ว่าด้วยประเด็นกว้างใหญ่ไพศาลเช่น ผลลัพทธ์ที่โลกาภิวัตร มีต่อจีน หรือ อาจจะบอกว่าทุกประเทศในโลกก็ว่าได้

หนังแบ่งตัวเอง ออกเป็นช่วงๆ (โดยขึ้นชื่อบอก) ตั้งแต่ ปารีส ไปจนถึงเทือกเขาในรัสเซีย และโตเกียว สรรพสิ่งซึ่งมีอยู่จริงข้างนอก ถูกย่นย่อมาเก็บไว้ใน world park ในโลกจำลอง แห่งนี้ เราสามารถระบุได้ว่าอยู่ในตำแหน่งใด หน้าหอไอเฟล หรือที่ทัชมาฮาล โลกถูกยุบย่นย่อ จนเหลือใบเล็กนิดเดียว หากเมื่อไรก็ตามที่หนังเลยพ้นไปจาก โลกจำลอง ออกไปสู่ท้องถนนของเมืองปักกิ่งจริงๆ ภาพที่เราเห็นกลับ ไม่สามารถบอกได้เลยว่าคือเมืองใดในโลก เพราะที่เราเห็นคือภาพของไฮเวย์ที่ยังสร้างไม่เสร็จ ไซท์งานก่อสร้างเห็นโครงเหล็กยื่นล้ำ หรือบ้านเรือนเบียดชิดในตรอกทางเดินแคบๆ โลกจำลอง ดูเต็มไปด้วยความน่าตื่นตา แต่โลกจริงกับซ้ำซากจำเจ บางทีโลกภิวัตร ไม่ได้ทำให้โลกทั้งใบใกล้ชิดกัน หากทำให้โลกทั้งใบกลายเป็นสิ่งเดียวกัน เหมือนๆกัน เป็นเพียงการผลิตซ้ำ ทั้งตึกรามบ้านช่องไปจนถึงทัศนคติของผู้คน เอาเข้าจริง โลกาภิวัตร ไม่ได้ส่งเสริม อัตลักษณ์ของท้องถิ่น หากกลับทำลายมันลงอย่างเลือดเย็นต่างหาก ซึ่งนั่นไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะกับโลกในหนัง หากยังน่าสนใจเมื่อมันเกิดขึ้นกับหนังด้วย

ในขณะที่ภาพยนตร์ในอดีตนั้น จะสามารถซ้อนทับกันได้เฉพาะกับความคิดเชิงนามธรรม คุณธรรม หรือแก่นแกนของเรื่องเท่านั้น หากในหนังที่เล่าเรื่อง ของปัจจุบันขณะ เป็นที่น่าสนใจว่าเราสามารถ สวมรอย- ผู้คน สถานที่ ลงในเหตุการณ์นั้นได้โดยไม่ขัดเขิน เหตุการณ์ในปักกิ่ง สามารถสวมทับ กับ กรุงเทพ ได้ เฉกเช่นกับ การเปลี่ยนจาก เถา และไถ้เซิงไป เป็น สมศรี และสุธี ได้โดยไม่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม มาเป็นตัวแปร (หรือถ้ามีก็น้อยมาก) ในส่วนหนึ่งนี่คือหลักฐานอันชี้ชัดถึงการล่มสลายของวัฒนธรรม

ธรรมย่อย แต่ในอีกทางหนึ่ง สำหรับโลกหนัง มันก็มีส่วนดีอยู่บ้างที่เราจะสามารถใช้หนังของชาติอื่น เป็นกระจกสะท้อน มองปัญหาที่เกิดขึ้นในชาติของเราเอง พูดกันอย่างง่าย ในที่สุดตอนนี้โลกทั้งใบก็เผชิญปัญหาชนิดเดียวกัน โดยไม่ขึ้นกับสภาพทางภูมิศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์อีกต่อไป!

และในโลกไร้พรมแดนนี้ หนังกลับสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจกันของผู้คนที่มากขึ้นทุกที ในขณะที่โลกเต็มไปด้วยเครื่องมือสื่อสาร ความเข้าใจ ในการรับสารกลับผกผันกันอย่างน่ากลัว ในหนังเมื่อใดก็ตามที่มีฉากการใช้โทรศัพท์มือถือ การรับหรือส่งข้อความ ภาพจะกลืนกลายเป็นภาพการ์ตูน ตามจินตนาการของผู้รับข้อความนั้นๆ ภาพที่ไม่ใช่อื่นใดนอกจากการตีความสารนั้นไปตามความคิดของตนเอง ซึ่งอาจห่างไกลจากความหมายมากมาย ฉากโทรศัพท์ (ซึ่งปรากฏให้เห็นบ่อยพอควร) จึงแสดงภาพ การสื่อสารที่มากขึ้น แต่ความเข้าใจน้อยลงได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ในหลายฉาก หนังยังจองจำผู้คนไว้ท่ามกลาง -เสียง- ที่พยายามสื่อสารที่ไม่มีใครสนใจ หลายฉาก หนังทิ้งให้เราได้ยินเสียงประกาศอู้อี้ผ่านลำโพงใน โลกจำลอง บ้างเล่าเรื่องสถานที่สำคัญ บ้างประกาศเรียกคน บ้างไม่รู้พูดอะไร ในโลกไร้พรมแดน เต็มไปด้วย สารแต่ไม่มีการสื่อสารเลยแม้แต่น้อย

ในขณะที่การสื่อสารจริงๆ อาจไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือสื่อสารอันใด ไม่กระทั่ง เครื่องมือที่เรียกว่า ภาษา เพราะในฉากของ เถา กับ แอนนา สาวชาวรัสเซียนั้น ทั้งคู่ไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน ไม่มีใครเข้าใจภาษาของอีกฝ่าย ทั้งคู่คุยกันโดยภาษาใบ้ โดยความเข้าใจพื้นฐาน เช่นในฉากที่แอนนา วาดรูปลงบนฝ้ากระจกที่เกิดจากไอน้ำ หรือในฉากที่แอนนา สอนบทเพลงแห่งหุบเขาให้กับเถา จะว่าไปแล้วนี่เป็นเพียงฉากเดียวในเรื่องที่ตัวละคร เข้าถึงกันอย่างที่สุด พวกเขาไม่รู้จักกัน พูดกันไม่รู้เรื่อง แต่กลับสื่อสารกันได้ โดยไม่ต้องใช้กระทั่งภาษา นำมาซึ่งฉากร้าวรานใจในห้องน้ำ เมื่อเถา ที่แอบทำงานพาร์ทไทม์ มานั่งเป็นเพื่อนอาเสี่ยในผับ พบแอนนา ที่ในที่สุดกลายเป็นโสเภณีในห้องน้ำ ทั้งคู่ไม่ได้พูดกัน เพียงกอดกันแล้วร้องให้เบาๆชั่วครู่ก่อนจะแยกจากกันทั้งน้ำตา เป็นฉากเล็กๆที่ร้าวรานใจและสวยงามที่สุดฉากหนึ่งในหนังเรื่องนี้

นอกจากประเด็น โลกาภิวัตรแล้วหนังยังพาเราชอนไชไปดูปัญหา อันสืบเนื่องมาจากโลกาภิวัตร ที่เกิดขึ้นจริงไม่ว่าในเมืองไหน เช่นปัญหา แรงงานต่างด้าวอพยพ ที่ถูกกดขี่ข่มเหง หนังเล่าผ่านตัวของสาวๆรัสเซีย ที่ถูกริบพาสปอร์ต แทบจะทันทีที่มาถึง หรือปัญหาการไหลบ่าทิ้งบ้านช่องของหนุ่มสาวที่เข้ามาหาโอกาสในเมือง หนังเล่าเรื่องผ่านเพื่อนร่วมหมู่บ้านของไถ้เซิง สองพี่น้องที่ตาม ไถ้เซิงและน้องชายเข้ามาหางานทำ แต่เขาไม่ได้เป็นยามรักษาความปลอดภัย หากกลายเป็นเพียงกรรมกรราคาถูก ที่ถูกว่างจ้างอย่างทารุณ ชีวิตที่ดีเป็นเพียงภาพลวงตา นำมาสู่ ตอน tokyo story ที่นอกจากจะสะท้อนภาพ ความเจ็บปวดของคนชนชั้นรากหญ้า จากแง่มุมของภาพยนตร์ นี่คือฉากการคารวะ ปรมาจารย์ผู้กำกับ ยาสึจิโร่ โอสุ ที่ทำได้อย่างแนบเนียนและน่าทึ่ง โดยบอกเล่าผ่านทางโศกนาฏกรรม ของ หมวยเล็ก- น้องชายคนเล็กของเพื่อนสนิทของไถ้เซิง ในตอนที่พ่อแม่เดินทางมาถึง หนังชวนให้หวนคำนึงถึงสองพ่อเฒ่า แม่เฒ่า ในหนังเรื่อง Tokyo Story ของโอสุ เป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าเรียบเฉยที่เร้นความเศร้าไว้เต็มดวงตา ผิดกันที่ว่า ในหนังของโอสุ ลูกๆของพวกเขากลายเป็นคนมีชื่อเสียงหน้าตาที่หลงลืมพ่อมผู้แก่เฒ่า แต่ในหนังของ เจีย จางเคอะ ลูกๆกลับต้องสังเวยตนให้กับการเป็นข้าทาสบริวารของเมืองหลวง ทิ้งโน้ตเล็กๆแสนเศร้าที่ไม่มีอะไรนอกจากหนี้ที่ไม่ได้ชำระไว้เท่านั้น (ในตอนนี้ฉากหนึ่งหนังถึงกับไหว้ครูด้วยการใช้ soundtrack จากหนังของโอสุ ประกอบ เลยด้วยซ้ำ)

ในขณะที่หนังไม่ละเลยที่จะมองปัญหาความทะเยอทะยานของคนหนุ่มสาว หนังเปิดฉากต้นเรื่องด้วยการที่แฟนเก่าของเถา กำลังจะเดินทางไปเมืองนอก สำหรับเถา การ ขึ้นเครื่องบินไปที่ไหนสักแห่งดูจะเป็นความฝันของเธอ (ฉากหนึ่งเธอถึงกับลอบอิจฉาแอนนา เพียงเพราะแอนนาได้ขึ้นเครื่องบินจากรัสเซียมาที่นี่) หนังให้เราเห็นความทะเยอทะยานเหล่านี้หลายครั้ง ผ่านทางตัวละครหลากหลาย เพื่อนคนหนึ่งของเถา ยอมเป็นนางบำเรอให้ผู้อำนวยการ world parkจนได้กลายเป็นหัวหน้า ( และนำมาซึ่งฉากสนทนาเย็นเยียบหน้าน้ำพุ) หรือ ความไม่พอใจที่เถามีต่อห้องพักกระจอกของเธอจนต้องถึงกับใส่เสื้อกันฝนพลาสติคนอนตอนกลางคืน หรือ ไถ้เซิงเองที่หาเงินผิดกฎหมายโดยไม่สนใจที่มาที่ไป รวมไปถึง ซุน หญิงสาวที่ไถ้เซิงมีความสัมพันธ์ด้วย และในฉากของซุนนี่เอง ที่หนังพาเราไปยังใจกลางแห่งโลกไร้พรมแดน ไม่เลยมันไม่ได้อยู่ในการเชื่อมต่อโลกทั้งใบเข้าด้วยกัน หรืออยู่ในเทคโนโลยี ล้ำสมัย หากมันอยู่ใน เรื่องพื้นๆนั่คือ การก๊อปปี้!

ซุนทำงานในโรงงานผลิตของทำเทียม (ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าประเทศจีนคือเประเทศที่ใหญ่ที่สุดในการผลิตของทำเทียม) เธอกล่าวกับไถ้เซิงว่า แค่มองดูนิตยสาร อยากได้แบบไหนสั่งมาได้เลย เธอสามารถผลิตได้ในเวลาไม่นาน ซ้ำยังเหมือนของเดิมเป๊ะๆ ในโรงงานของซุน หญิงชรานั่งเรียงกันหน้าจักรเย็บผ้า เป็นภาพจน์ห่างไกล จากห้องเสื้อสุดหรู ลิบโลก แต่นี่แหละ โลกที่ไร้พรมแดน สรรพสิ่งเชื่อมต่อ สิ่งของที่ถูกยกยอให้เลิศลอย คิดค่าลิขสิทธิ์ทางปัญญาสูงลิบ กลับกลายเป็นเพียงสินค้าราคาถูก ที่เปิดเผย ราคาที่แท้ของมัน นัยยะหนึ่ง นี่คือการขโมยความคิดอันร้ายกาจ (สำหรับผู้คิด ที่ขโมยเอาจากผู้ใช้ด้วยการตั้งราคาเลิศลอย ทั้งเพื่อค้ากำไร และเพื่อกีดกัน) แต่ในทางหนึ่งนี่คือการปฏิวัติกลับของผู้คนที่มีต่อค่านิยมกลวงๆของแฟชั่นที่ถูกสร้างขึ้น ในทางหนึ่งซุนเป็นพี่สาวแสนดีของน้องชาย แต่ในทางหนึ่งเธอคือนางตัวแสบ ที่ยั่วยวนไถ้เซิง ไม่ต่างจากสินค้า ทำเทียมที่เธอผลิต เธอมีสามีที่พลัดพรากจากกันไปดินแดนอื่น และเฮเองก็ฝันถึงดินแดนนั้นด้วย

และที่สำคัญดูเหมือนผู้คนในโลกจำลอง (หรือในโลกไร้พรมแดน หรือ ในโลกยุคโลกาภิวัตร ) จะพากันป่วยไข่อย่างคล้ายคลึงกันนั่นคือการขาดรัก! หนังเล่าเรื่องนี้ผ่านตัวละครหลากหลาย เช่น หนิว หนุ่มนักแสดง ที่บ้าคลั่งตามจิกแฟนตัวเองถึงขั้นยอมเผาตัวเองเพื่อพิสูจน์รัก (ซึ่งไม่อาจชี้ชัดว่าคือรักหรือการครอบครองเป็นเจ้าของกันแน่) หรือ ซุนที่เพียงมีความสัมพันธ์ชั่วครู่ชั่วยามกับไถ้เซิงเท่านั้น) รวมไปถึง เถา เธอเองขัดขืนยามไถ้เซิงขอมีความสัมพันธ์ในตอนแรก แต่ในตอนต่อมาเมื่อเธอ ตัดสินใจ เธอถามเขาว่า เขาจะนอกใจเธอไหม เขาคือ-โลก- ของเธอ แลไถ้เซิง ตอบออกมาว่า อย่าไว้ใจฉันเลย โลกนี้น่ะ ไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้น แม้แต่ฉันก็เถอะ ไว้ใจได้ก็แต่ตัวเองเท่านั้น อาจเพราะเธอขาดรัก หรือเพราะเธอมีรัก ไม่อาจทราบได้ เถาทำเพียงเปิดกางเกงในดูไอ้นั่นของไถ้เซิง ก่อนจะเดินไปรูดม่านให้ห้องนั้นมืดลง บางที ในโลกที่แคบลงมันไม่ได้แปลว่าผู้คนจะอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น เลยแม้แต่น้อย

ในฉากแรกของหนัง หนังเปิดด้วยภาพของ เถา เดินแหกปากตะโกนหา ปลาสเตอร์ ปิดแผล เธอเดินทางไปยังห้องต่างๆ ที่เต็มไปด้วยเพื่อนนักแสดงในชุดแต่ละชาติ มันจึงดูราวกับเธอเดินทางไปรอบโลก เพื่อตามหาพลาสเตอร์ปิดแผลแผ่นเดียว เพื่อปิดส้นเท้าที่บาดเจ็บของตัวเอง แต่ก็ไม่อาจหาได้พบโดยง่าย ในโลกที่ผู้คนแหว่งวิ่นด้วยรอยแผล (เมื่อเท้าเป็นอวัยวะสำหรับการยืน การมีแผลที่เท้าจึงเป็นเรื่อง อันตรายอย่างยิ่ง ) เอาเข้าจริงต่อให้เราเดินทางไปรอบโลกก็ใช่จะพบหนทางเยียวยาได้

และบางที เจีย จางเคอะบอกว่า เราไม่มีทางค้นพบการเยียวยานั้น ได้หรอก เพราะในฉากสุดท้าย เถาและ ไถ้เซิง พาตัวเองไปติดในห้องที่มีแก๊สรั่ว ท่ามกลางความมืดมิด เถาถามว่า เราตายแล้วหรือ ไถ้เซิงตอบว่า ไม่หรอก นี่มันแค่เริ่มต้นเท่านั้น

หนังจบลง คนดูเดินออกจากห้องรมแก๊สความยาว 134 นาที ออกสู่โลกจัดจ้าที่ทุกอย่างยุบย่นย่อ แต่ยิ่งกลับเหินห่างร้างไกล แสวงพลาสเตอร์ปิดแผลสักชิ้น หวังเพียงให้เราหาพบ โดยไม่ต้องเร่ร่อนไปรอบๆโลก

JIA ZHANGKE

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มันเป็นแง่มุมในการมองโลก ที่ผสมผสาน ทั้งแบบใหม่ และเก่า ของความเป็นคนแผ่นดินใหญ่เอาไว้ น่าสนใจนะ ....... ว่าแต่ ..... เราก็มี หนัง ที่แสดงถึงความเป็น "โลกของเรา" นะ.....พวก Brokeback Mountain / Bishonen / Formula 17 ไรเงี้ย ...... มีใครสนใจอยากมาร่วม "โลกของเรา" มั่ง ...55555+ (หัวเราะแบบหลอนๆ)

#1 By [[ himalaya ]] on 2006-05-02 01:08

น่าหามาลองชมดูนะครับ
มันเหมือนกับการที่เราได้มองดูดอกไม้ไฟกระมัง
หรือดูน้ำพุจำลองตามหน้าห้างสรรพสินค้า
แสงจากพลุไม่อุ่น และน้ำพุจำลองไม่ใช่แหล่งน้ำดื่มกิน

แต่เราก็มีความสุขที่ได้เฝ้ามองมิใช่หรือจ๊ะ
น่าดูมาก

#4 By sofa on 2006-05-02 15:38

ครับ

#5 By * Jetkaro ShowtimE * on 2006-05-03 16:18

ชอบประโยคที่พี่เขียนว่า 'โลกจำลอง ดูเต็มไปด้วยความน่าตื่นตา แต่โลกจริงกับซ้ำซากจำเจ'
มันก็น่าแปลกดีนะ ทั้งๆที่โลกจำลองนั้น เลียนแบบมาจากโลกจริงแท้ๆ

โลกจำลอง จำลองเอกลักษณ์ของโลกจริงมา แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นโลกจริงที่ไม่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

#6 By Akara_gat on 2006-05-03 20:36

เขียนได้น่าดูอีกแล้ว

#7 By Mrs. Holmes (everyday good,please) on 2006-05-05 00:21