A HISTORY OF VIOLENCE ชายผู้ถูกประวัติศาสตร์ตามล้างตามเช็ด
posted on 13 Apr 2006 03:05 by filmsick in sickfilm
ครอบครัว Stall อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ พ่อบ้านเปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟประจำเมือง มีเมียสวย และลูกชายลูกสาว ชีวิตครอบครัวชนชั้นกลางอบอุ่น ย่ำค่ำกินข้าวร่วมกัน ตกดึก ลูกสาวฝันร้ายเห็นอสูรกายอยู่ใต้เตียง อยู่ในตู้ ทั้งพ่อทั้งแม่และพี่ชายก็ล้อมวงกันปลอบประโลม มีปัญหาก็พูดคุยกัน ลูกชายนั้นถึงขั้นวางตัวใจเย็นอหิงสา ยามเมื่อโดนไอ้แสบประจำโรงเรียนแกล้ง เขาก็ไม่ตอกกลับด้วยกำลัง หากใช้ปัญญาแก้ปัญหาจนไอ้แสบต้องแพ้ภัยตนเองไป
จนกระทั่งชายแปลกหน้าสองคนเข้ามาในเมือง ยามโพล้เพล้ สนธยา Tom Stall และบรรดาลูกจ้างกำลังเตรียมตัวปิดร้านกลับบ้าน ทั้งคู่เข้ามาในร้านแสดงกิริยา กักขฬะหยาบถ่อย ควักปืนออกวางโต ทำท่าจะข่มขืนลูกจ้างคนหนึ่ง และหมายจะปล้นร้านนี้
เพียงชั่ววูบ Tom ฟาดคนหนึ่งด้วยหม้อต้มกาแฟ ยิงเจาะกระโหลก ดับอนาถ ก่อนจะหันไปซัดกระสุนใส่อีกคนที่เหลือ ชั่วพริบตา จัดการโจรร้ายราบคาบไม่เหลือหรอ ชั่วข้ามคืนเขากลายเป็นวีรบุรุษประจำเมือง ที่จัดการคนชั่วได้เด็ดขาด ช่วยชีวิตผู้คน และพ่อบ้านผู้แสนดี และเพียงชั่วไม่กี่สัปดาห์ ชายแปลกหน้าอีกสองคนก็มายังเมืองนี้ มาที่ร้านของเขา และบอกว่า Tom คือ Joey Cusack มือสังหารจอมโหด ทำให้ดวงตาข้างหนึ่งของเขามืดบอดไป และชั่วเวลาไม่นาน ความชั่วที่ไม่เคยมีอยู่ก็ปรากฏออกมา ราวกับอสูรกายใต้เตียง ซึ่งที่แท้ อาจมีอยู่จริง

ในพจนานุกรม คำว่า ประวัติศาสตร์- หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเรื่องราวในอดีต และประวัติศาสตร์ของ Tom Stall เป็นความลับ ในขณะเดียวกันประวัติศาสตร์ของ David Cronenberg ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ต่างหากที่ไม่ลับ และกลับน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เขาเป็นชาวแคนาดา เริ่มต้นทำหนัง เรื่องแรกภายใต้ทุนสนับสนุนนของรัฐบาลแคนาดา หากหนังที่เขาทำใยยุคแรกๆ (ซึ่งทำให้เขาทั้งโด่งดังและทั้งเป็นที่รังเกียจพอๆกัน) คือหนังสยองขวัญทุนต่ำเลือดสาด อย่างเช่นหนังปรสิตเดรัจฉานเรื่อง shivers หนังรักแร้ดูดเลือด อย่าง rabids หนังระเบิดหัวคนอย่างscanner หนังทีวีมรณะอย่างvideodrome และประสบความสำเร็จสูงยิ่งกับหนังไอ้แมงวัน the fly หนังยุคแรกๆของเขาอุดมไปด้วยฉากเลือดสาด ชวนแขยง ความบิดเบี้ยวของเนื้อหนังมังสา และที่สำคัญอสูรกายตัวร้ายมักมีที่มาจากเรื่องของการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หรือความรุดหน้าของ เทคโนโลยี รูปแบบหนังสยองขวัญเกรดบี ที่พร้อมจะถูกมองข้ามผ่านเลย หากซ่อนนัยยะเสียดสี ไว้ได้น่าสนใจ
ในยุคต่อมาเขาเริ่มลงลึกไปในความบิดเบี้ยวของจิตมนุษย์ มากกว่ารูปกายภายนอก เรื่องของคู่แฝดมหาภัยใน dead ringers เจาะใจนักเขียนประหลาดโลก อย่าง William S. Burroughs ใน Naked lunch หรือดิ่งลึกลงในเซกซ์เจ็บ ( เพราะเราชอบอึ๊บกันตอนรถชน!) ใน crash หรือกระทั่งการพาทัวร์สมอง คนไข้จิตเภทใน spiders Cronenberg ลดดีกรีความเลือดสาด แสยงขนลงจนเห็นได้ชัด จนกระทั่งเจ้าตัวถึงกับประกาศว่า เลิกสร้างหนังสยองขวัญไปแล้ว แต่หนังยุคหลังของเขากลับสยองเป็นสองเท่าเพราะที่เพี้ยนผิดบิดเบี้ยวไม่ใช่เนื้อหนังมังสาของมนุษย์ หากเป็นจิตใต้สำนึกภายในต่างหาก
กับครั้งนี้ A history of violence ดูผาดเผินราวกับจะเป็นหนังที่ ปกติ- ที่สุดของ Cronenberg ทั้งในแง่ของเรื่องเล่า วิธีการเล่า หรือความสยดสยอง แต่แท้ที่จริง Cronenberg ก็อาจไม่ต่างจาก Tom Stall พระเอกของเรื่อง เขามี ประวัติศาสตร์ ส่วนตัว ซึ่งในทางใดทางหนึ่ง มันส่งผลต่อปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตัวหนังนั้นดัดแปลงมาจากกนิยายภาพ ของ John Wagner และ Vince Lock โดยฝีมือของนักเขียนบท John Oslon และตัวCronenberg เอง โดยเขายืนยันหนักแน่นว่า หนัง มีส่วนร่วมกับตัวนิยายแค่เฉพาะ 15 นาทีแรกเท่านั้น จากนั้นหนังก็ไปกันคนละทางกับตัวนิยายภาพ โดยสิ้นเชิง และ ที่ 15 นาทีนี้เองคือจุดที่หนังทั้งเรื่องพับทบเข้าหากัน เพราะหากพิจารณากันจริงๆ เหตุการณ์หลักๆในหนังล้วนถูกกำหนดให้เกิดซ้ำสองครั้งทั้งสิ้น การบังเกิดซ้ำของฉากเหล่านี้ไม่ได้มีขึ้นเพื่อตอกย้ำ ขยาย หรือเล่าเล่าเรื่อง หากมันคือกระจกสะท้อน ผลพวงของความรุนแรง ที่แทบจะบอกได้เลยว่านี่คือการทดลอง ที่มีสมมติฐานว่า ความรุนแรงส่งผลกับผู้คนอย่างไร หากเปรียบเทียบการบังเกิดซ้ำนี้ เราจะเห็นถึงผลกระทบที่ความรุนแรง มีต่อระบบ (หรือต่อผู้ถูกทดลอง)หรือที่แท้ ครอบครัว Stall ซึ่งเป็นตัวแทนของเราๆท่านๆนี้เอง
เริ่มจากฉาก หนุ่ม Jack ลูกชายคนโต เขาถูกแกล้งสองครั้ง ครั้งแรก เขาตอบโต้ด้วยความสงบนิ่ง และอาศัยวาทศิลป์ ตอกกลับได้อย่าเฉียบขาด ในขณะที่หลังจากเกิดเรื่อง (และพ่อเขากลายเป็นวีรบุรุษ ) เขากลับเลือกตอบโต้กลับด้วยกำลัง และแม้มันจะทำให้ Jack ได้รับการยอมรับ ในฐานะ คนสู้คน - แต่ใช่หรือไม่ว่าในที่สุด การลุกขึ้นสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ได้เปลี่ยน Jack ให้เป็นเหมือนไอ้ตัวแสบที่แกล้งเขาไป และแน่นอน มันมีผลพวงมาจาก ความรุนแรงที่ได้รับการยอมรับเชิดชู แบบที่พ่อเขาได้รับนำมาซึ่งฉากเลือดเย็นท้ายเรื่องเมื่อ Jack เป็นมากกว่าผู้ได้รับผลกระทบ!
ฉากการปกป้องครอบครัว ก็บังเกิดขึ้นสองครั้ง ( เราไม่นับฉากในphiladelphia เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นในอาณาเขตของครอบครัว) ฉากแรก เกิดขึ้นในร้าน ฉากที่สองเกิดขึ้นหน้าบ้าน หนังใส่ความรุนแรงในฉากนี้ชนิดถึงเลือด หากมีใครถูกยิง เราจะเห็นศีรษะที่เปิดออกและเลือดแดงฉาน กรามที่หลุดออกจากข้อต่อ Cronenberg ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ไว้ว่า ความรุนแรงในหนังของเขานั้น เป็นสิ่งที่ จำเป็น - ต้องมีอยู่ ในฉากเหล่านี้ทั้งสองฉาก หนัง ถูกถ่ายทำอย่างฉับไว เท่าเวลาจริง ไม่มีการสโลว์โมชั่น ไม่มีการเร้าอารมณ์คนดู ให้รื่นรมย์ไปกับการฆ่า ว่ากันว่าในฉากแรกนั้น ตอนถ่ายจริงโหดกว่านี้มากแต่ Cronenberg ตัดสินใจยกออกไปบางส่วน เพราะหากคงไว้เท่าเดิม จะทำให้คนดูรู้สึกตื่นตาไปกับการฆ่าและกลายเป็นการสนับสนุนความรุนแรงทางอ้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาต่อต้าน และที่น่าสนใจคือทั้งสองฉากเกิดขึ้นใน-อาณาเขต- ของครอบครัว ความรุนแรงในหนัง มันจึงถูกฉาบเคลือบซ้ำด้วยมายคติของ การปกป้องครอบครัว - อันเป็นที่รัก ในฉากแรก เราแทบจะตอบในทันทีโดยไม่ต้องคิดเลยว่ามันถูกต้องเหมาะสมแล้ว ที่เราจะฆ่าใครก็ตามที่บุกรุกเข้ามาใน อาณาเขต- ของเรา (และยังคงเชื่อเช่นนั้นกระทั่งกับความรุนแรงในฉากที่สองก็ตาม ) แต่ที่แท้แล้ว ใช่หรือไม่ว่านั่นเท่ากับเรายอมรับ การแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยความรุนแรง เชื่อเรื่องตาต่อตาฟันต่อฟัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากที่สอง หนังถึงกับให้ เด็ก- เป็นผู้ลงมือ ความรุนแรงที่เราต่อต้านที่แท้มีด้านมืดลักลั่นที่เราเอาผ้าคลุมไว้ในใจเราเอง
ในฉากเซกส์ หนังให้ Tom และ Edie สองสามีภรรยาร่วมรักกัน ( อย่างถึงพริกถึงขิง ) สองครั้ง ครั้งแรก เกิดขึ้นตอนที่ลูกๆไม่อยู่บ้าน เธอแต่ตัวเป็นเชียร์ลีดเดอร์ เล่น 69 กับสามี แสวงหารสชาติเซกซ์แปลกใหม่ เปี่ยมสุข ในขณะที่ในฉากที่สอง หนังให้การร่วมรักเกิดขึ้นบนบันได และเป็นไปอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ จนกึ่งๆจะเป็นการข่มขืน เมื่อ Tom ลงมือลากขาภรรยาของเขา จนตกบันได แล้วบรรเลงเพลงรักเร่าร้อน บันได ไม่ใช่สถานที่ปกติสำหรับการร่วมรัก หากแต่มันเป็นสถานที่ฮิตสถานที่หนึ่งในฉากร่วมรัก ของหนังโป๊ เพราะที่แท้ บันได เป็นแฟนตาซี ประการหนึ่งของการร่วมรัก สถานที่ผิดประหลาด ที่แสนเร่าร้อน แต่ที่น่าสนใจคือ หนังทำให้เห็นว่า ลึกๆแล้วEdie พอใจการร่วมรักครั้งนี้ และนั่นคือการปลุกความรุนแรงภายในของเธอออกมา เธออาจเก็บซ่อนมิดชิดกว่าใครเพื่อนในบ้าน แต่ผลพวงของการบังเกิดความรุนแรง ก็มีผลต่อเธอด้วย
นอกจากนี้ในฉาก การตอบโต้ของ Edie ก็สะท้อนความรุนแรงเช่นกัน ในฉากแรก เธอตอบโต้กับแขกสองคนอย่างสุภาพ เมื่อเขาถามหา Joey Cusack และเริ่มระราน เธอแค่เชิญเขาออกจากร้าน หากเมื่อเธอถูกคุกคามรุนแรงหนักข้อ เธอก็ไม่รีรอที่จะใช้ถ้อยคำผรุสวาทหยาบคาย ด่าทอ ชายแปลกหน้า แม้หากพิจารณากันอย่างง่าย ความรุนแรงเหล่านี้ล้วนคือสิ่งที่ยอมรับได้ ภายใต้ ฉลาก ของ - การปกป้องครอบครัว หรือ การรักษาสิทธิ์ - หรือกระทั่ง สัญชาตญาณดิบ- แต่นั่นที่แท้แล้วอาจเป็นเพียง ฉลาก ที่ปิดทับความรุนแรงเอาไวเ เป็นเพียงข้อแก้ตัวที่เราจะใช้ความรุนแรงตอบโต้ความรุนแรงได้โดยไม่ต้องสำนึกบาป
แต่ที่สำคัญที่สุด และสะท้อนสะเทือนที่สุด คือฉากบนโต๊ะอาหาร ซึ่งถูกกำหนดให้เกิดขึ้นในฉากเปิดและปิด ความอบอุ่น และ เย็นเยียบในทั้งสองฉากนี้ สะท้อนภาพการอุบัติขึ้น และส่งผลต่อเนื่องของความรุนแรง ที่ในที่สุดทุกคนก็ล้วนตกเป็นเหยื่อของมัน ไม่ว่าจะในฐานะผู้กระทำ ผู้สมคบคิด ผู้รู้เห็น กระทั่ง ผู้ถูกกระทำก็ตาม

อย่างไรก็ดีทั้งหมดที่เราเห็นในหนังไม่ใช่ ประวัติศาสตร์- ของความรุนแรง มันเป็นเพียงผลสืบเนื่องจากประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้อยู่บนจอ เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์เก่าแก่ของ Joey Cusack ที่ Tom บอกว่า ตายไปจากเขาแล้ว หากหนังเรื่องนี้มีชื่อว่า ประวัติศาสตร์ของความรุนแรง - ที่เราเห็นทั้งหมด ไม่ใช่รายละเอียดของประวัติศาสตร์ ( แม้สำหรับครอบครัว Stall มันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปในอนาคต ) หากมันคือผลลัพทธ์ ของประวัติศาสตร์ต่างหาก ฉากสำคัญใน philadelphia ไม่ใช่ฉากที่อุบัติขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน มันมีที่มาที่ไปที่ไม่ได้อยู่บนจอ และมันคือหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในทางหนึ่ง Tom Stall อาจเป็นเพียงชายน่าสงสารที่ถูกประวัติศาสตร์ของตนตามล้างตามเช็ด เขาไม่ควรต้องรับผิดชอบ ต่อการกระทำที่เขาไม่ได้เลือก (เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นโดยความสมัครใจ) แต่เพราะทุกการกระทำทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่แท้ ล้วนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระ ทุกการตัดสินใจ ล้วนได้รับอิทธิพล จากปัจจัยในอดีต (หรือ ประวัติศาสตร์) ทั้งสิ้น ดังนั้น หากเราเชื่อว่า เราไม่ต้องรับผิดชอบ ใดใดต่อการกระทำนั้นก็เท่ากับเราไม่ต้องรับผิดชอบใดๆเลย เราจึงอาจสงสาร Tom ได้ในแง่หนึ่ง แต่ในแง่หนึ่ง ในการกระทำหนึ่ง นี่คือผลที่เขาสมควรได้รับเช่นกัน(*1)

ในอีกทางหนึ่งสำหรับ David Cronenberg แม้เขาจะประกาศเลิกทำหนังสยองขวัญไปแล้ว แต่ประวัติศาสตร์ แห่งการเป็นราชันย์หนังสยองขวัญก็อวลลอยในหนังเรื่องนี้อย่างเต็มที่ (เช่นฉากเลือดสาดแบบหนังยุคแรก หรือฉากเซกซ์แบบชวนให้คิดถึง crash ) บางทีในทางหนึ่ง Tom Stall (ซึ่งต้องขอบคุณการแสดงของ Viggo Mortensen ที่ทำให้ตัวละครตัวนี้เป็นมนุษย์อย่างยิ่ง) ก็สามารถซ้อนทับ กับ Cronenberg ในแง่ของชายผู้ถูกประวัติศาสตร์ตามหลอกหลอน Cronenberg โชคดีกว่า Tom อยู่หน่อยตรงที่ ประวัติศาสตร์ของเขา ได้ส่งผลให้เขาทำหนังเรื่องนี้ เรื่องที่ในที่สุดจะกลายเป็น มาสเตอร์พีซไป ขณะที่ประวัติศาสตร์ของ Tom จะหลอกหลอนเขาไปชั่วนิรันดร์
และมีฉากหนี่งในเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว นั่นคือฉากเด็กน้อยตื่นมากรีดร้องกลางดึก บอกว่ามีอสูรกายอยู่ใต้เตียง พ่อ แม่ และพี่ชาย พากันปลอบประโลมว่า ไม่มีหรอกนะ อสูรกายแบบนั้น มันไม่ได้อยู่ใต้เตียง แต่อยู่ในใจเราต่างหาก !
FOOTNOTE
*1 หาอ่านคอลัมน์ดีๆที่ว่าด้วยความรับผิดของพระเอกได้ที่นี่ครับ (เชียร์อย่างยิ่ง)
http://www.onopen.com/2006/01/483
หาอ่านบทสัมภาษณ์ Cronenberg ได้ที่นี่ครับ (ว่ากันว่าเราสมารถวิเคราะห์หนังกับเหตุการณ์ 9/11 ได้ด้วย แต่ผมไม่ได้เขียนไว้นะครับ )
http://movies.about.com/od/ahistoryofviolence/a/violence072605.htm

DAVID CRONENBERG
edit @ 2006/04/15 16:46:34

พี่ชายเค้าเก่ง
รู้สึกว่าโครเนนเบิร์กจะเคยแหกกฎเกี่ยวกับ
#1 By M.Scudery featuring "จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า" (58.8.180.182 /192.168.0.41) on 2006-04-13 05:53