ROSETTA เด็กสาว รองเท้า ไดร์เป่าผม และความขมขื่นของชีวิต
posted on 12 Apr 2006 00:04 by filmsick in alienation, FILMFLU, see-it-and-die
เธอกำลังวิ่ง วิงในชุดสีขาวคลุมทั้งตัว และมีผ้าคลุมผมผืนใหญ่ เธอวิ่งอย่างสุดชีวิต พยายามเปิดประตูทุกบานที่อยู่ใกล้มือ คว้าจับสิ่งของทุกชิ้น คนทุกผู้ที่ผ่านเข้ามาในระยะใกล้
จนชายผู้หนึ่งคว้าตัวเธอไว้ได้ เธอยังคงดิ้นรนสุดกำลัง แต่ก็ไม่อาจรอดพ้น เขาประกาศก้องว่า เขาไล่เธอออก
และเธอชื่อนางสาว โรเซตต้า เธอเพิ่งแตกเนื้อสาว แต่ไม่ได้ใช้ชีวิต แบบสาวรุ่นทั่วไปดอก เธออาศัยอยู่ในรถบ้านเก่าแก่จวนพัง (แต่มีชื่อสวยหูว่า แกรนด์ แคนยอน ) ที่ที่ลมหนาวลอดมาตามรอยแตกของบ้าน มีแม่เพี้ยนๆขี้เหล้าที่แทบจะนอนกับผู้ชายทุกคนเพื่อแลกกับเหล้า เจ้าของที่ก็ชั่วร้ายคอยสอดส่องจนเธอต้องซุกซ่อนเบ็ดตกปลาฝังไว้ในดินและลอบเข้าออกทางรั้วเหล็กผุพัง
แต่ดุเหมือนปัญหาไม่เคยมีเพียงพอ เธอได้เรียนหนังสือ ถูกไล่ออกจากงาน เกลียดแม่ตัวเอง และปวดประจำเดือน อย่างรุนแรงจนแทบทนไม่ได้ เวลาเดียวที่เธอมีความสุขคือยามที่เธอเอาไดร์เป่าผมมาเป่าท้องตัวเอง ให้คลายปวด และให้รู้สึกราวกับได้รับไออุ่นจากบางสิ่ง ที่เธอไม่เคยรับมาเลยตลอดชีวิต และตลอดเวลา 95 นาที หนังตามติดชีวิตเธอ ที่ไม่เคยดีชึ้น มีแต่ร่วงต่ำเลวร้าย เลวร้ายจนกระทั่งความตายก็กลายเป็นเรื่องที่ไกลเกินฝัน ไม่ใช่เพราะชะตากรรม ไม่ใช่เพราะอื่นใด นอกจากเพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Jean-pierre และ Luc Dardenne เป็นสองพี่น้องนักทำหนังชาวเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นผู้กำกับคู่แรก และรายที่สอง ของโลกที่ได้รับรางวัล Palm d or ถึงสองครั้งสองครา ก่อนหน้านี้ก็มีเพียงแต่ Emir Kusturica ผู้กำกับชาว ยูโกสลาเวีย เท่านั้น ที่เคยทำได้ ( และในปีที่ผ่านมาที่สองพี่น้องDardenne ได้รางวัล ก็เป็น Emir Kusturica นี่เอง ที่เป็นประธานกรรมการ ) โดยในปีนี้ พวกเขาเฉือน เอาชนะ hidden อันลือลั่น ของ Michael Haneke ด้วยหนังเรื่อง The Child และย้อนกลับไปในปี 1999 Rosetta เรื่องนี้ คือหนังเรื่องแรกที่ทำให้พวกเขาได้ปาล์มทองมาไว้ในมือ
กล้องตามติดชิดใกล้ตัวละครจนอึดอัด เล่าเรื่องโดยไม่มีเพลงประกอบ ลากกล้องลองชอต ปล่อยให้ตัวละครได้ปล่อยพลังออกมาจนหมดตัว และเรื่องเล่าที่ทดสอบศีลธรรมคนดู นี่คือรูปแบบการทำหนังของสองพี่น้องดาร์แดง ในหนังของเขา ตัวละครมักเป็นวัยรุ่นยากจน ถูกต้อนสู่มุมอับของชีวิต ดิ้นรนสาหัส เพื่อที่จะยืนหยัด รายล้อมด้วยปัญหาสุมอก เล่าเรื่องราวกับเป็นสารคดีชีวิตมากกว่าจะเป็นหนัง ยังผลให้หนังดู สมจริงจนน่าขนลุก
หากภายใต้ชะตากรรมร่วงต่ำเลวร้าย หนังของสองพี่น้องดาร์แดง กลับพยายามหลีกเลี่ยงการกลายเป็นหนังเรียกน้ำตาดาดๆ แบบที่มุ่งสร้างความประทับใจ ที่เห็นได้ทั่วไป (ซึ่งไม่ได้หมายความว่าแบบไหนดีกว่า) แต่หนังของสองพี่น้องดาร์แดง มุ่งจะเล่าเรื่องอย่างเป็นจริง ตัวละครหลักมีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง เจ็บปวดรวดร้าว แต่ร้ายกาจ โหดเหี้ยมต่อผู้อื่นเช่นกัน แน่นอน ในความเป็นจริง เราไม่ได้ร้องให้ให้กับความทุกข์ยากของชีวิตบ่อยนัก
และกับนางสาวโรเซตต้า หนังพาเราไปพบกับชะตากรรมของเด็กสาวที่ต้องดิ้นรนทั้งเพื่อหาเลี้ยงปากท้องตัวเอง และแม่ของตัว เธอไม่มีวุฒิการศึกษา เป้นเพียงแรงงานไร้ฝีมือในเมืองหลวงกว้างใหญ่ไพศาล เช่ารถบ้าน อยู่อาศัย เยี่ยงชนชั้นใต้ถุนสังคม เวลาเธออยู่ในบริเวณบ้านเธอจะสวมรองเท้าบูทยางเก่าๆ แล้วเอารองเท้าคู่สวยไปซ่อนในท่อในป่า ใส่มันเฉพาะเวลาเข้าเมืองไปทำงาน รองเท้าของโรเซตตา ซ่อนนัยความคิดของเธอ เพราะเธอชิงชังวิถีชีวิตขัดสนที่เธอผเชิญอยู่ เธอพร่ำพูดกับตัวเองเสมอว่าเธอจะมีงานที่ดี มีชีวิตที่ดี รถบ้าน และรองเท้าบูทยางเป็นเพียงภาวะชั่วคราวก่อนที่เธอจะพบชีวิตที่ดีกว่า

แต่ชีวิตที่ดีกว่าไม่เคยมาถึง และที่จริงโรเซตต้าไม่ใช่เด็กสาวโชคร้าย ลึกๆเธอร้ายกาจพอดู เธออยากให้แม่ไปเข้ารับการบำบัด และหลายครั้ง ก็แสดงความชิงชังออกมา เธอหักหลังผู้คนได้ถ้าจำเป็นต่อให้คนนั้นดีกับเธอ ก็ตาม ฉากหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ เมื่อริเกต์ ชายหนุ่มขายวาฟเฟิล ที่คอยช่วย โรเซตต้า ตกลงไปในน้ำ เธอลังเลที่จะช่วย มันไม่ใช่เพราะเธอทำอะไรไม่ถูก แต่เพราะเธอกำลังคิด คิดอย่างหนักว่าความตายของริเกต์ อาจส่งผลดีต่อเธอ ยิ่งในฉากต่อมา เมื่อเธอกระทำการเลือดเย็นอย่างยิ่ง หนังก็ไม่ได้แสดงความเห็นอกเห็นใจเธอ เธอมีด้านมืด ที่ต้องรับผิดชอบ กล้องตามติดชิดใกล้และกดดันเธอด้วยกรอบภาพอันคับแคบ กล้องไม่เคยไปไกลจากเธอ เฝ้าคอยติดตาม บีบคั้นเธอสู่มุมอับ ยามเธอออกแรงวิ่งหนี และยื้อยุดบางสิ่งกล้องจะวิ่งตามไปจับภาพเธอสั่นไหวใกล้ชิดราวกับจะอัดเธอลงใน เฟรมภาพ เศร้าๆนั้นให้สำเร็จ
ตลอดทั้งเรื่อง หนังเต็มไปด้วยบรรยากาศบีบคั้น(มีเพียงฉากเดียวที่ผ่อนคลาย คือในฉากที่โรเซตต้า เอาไดร์เป่าผม เป่าท้องตัวเอง ในซีกบ้านที่มีลมหนาวลอดผ่านกรอบหน่าต่างจนเธอต้องอุดด้วยทิชชู่) ทดสอบศีลธรรมของคนดู ด้วยการกระทำของโรเซตต้าที่ไม่อาจทำให้เราเข้าข่างเธอได้อย่างหมดใจ เมื่อไรก็ตามที่เราลงมือตัดสิน โรเซตต้า เมื่อเรารู้สึกว่า สมควรแล้วที่เธอจะต้องเจอเรื่องเลวร้าย ก็เท่ากับเราลืมไปว่าโรเซตต้าไม่ใช่ตัวชั่วช้า เธอเป็นเพียงมนุษย์ หนำซ้ำยังเป็นเด็กสาวผู้หนึ่ง เช่นเดียวกันเมื่อไรที่เราตัดสินว่าริเกต์ต้องล้างแค้น รอคอยการเอาคืนอย่างสาสม มันก็เท่ากับเราได้แสดงธาตุแท้ของเราออกมา ธาตุแท้ของคนดูที่ตีตั๋วเข้าไปดูลูกระเบิดทางอารมณ์ โดยหลงลืมไปว่าที่แท้ตัวละครนั้นคือมนุษย์ผู้มีหัวจิตหัวใจ

หนังได้การแสดงของ Emilie Dequenneในบท rosetta ที่ทำได้ยอดเยี่ยม จนคว้านำหญิงมาครองอีกรางวัล หนังทิ้งกล้องไว้กับตัวเธอเกือบตลอดเวลา และเธอทำให้ทุกจังหวะ ดูมีชีวิต เธอกลายเป็นโรเซตต้า เด็กสาวซึ่งถึงแม้หนังจะจบไปเราก็อดเป็นห่วงถึงชะตากรรมของเธอไม่ได้ (และในหนังเรื่องต่อมาอย่าง the son Olivier Groumet (ซึ่งร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย และราวกับจะเป็นดาราคู่บุญของพี่น้อง ดาร์แดง ) ก็โดนกล้องตามติดจนคว้ารางวัลนำชายมาจากคานส์อีกคน) (และ the son ก็ยังเป้นหนังทดสอบศีละรรมคนดูที่ทำได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย)
และดูเหมือน สองพี่น้องดาร์แดง จะไม่ใช่จอมเลือดเย็น ที่แท้ แม้หนังจะดำเนินมาจนถึงฉากการฆ่าตัวตายที่แสนจะหดหู่ และเจ็บปวด (ฉากขนถังแก๊ส เต็มไปด้วยความร้าวรานใจ) แต่หนังก็เลือกจะฉายแสงสลัวรางลงในฉากนี้ แสงที่ไม่ได้สว่าง หากเพียงสาดลำเข้ามาในชีวิตมืดมิด มันคงพอทำให้เดินต่อไปได้ และการเลือกจบด้วยวิธีนี้ ทำให้หนังทิ้งร่องรอยค้างไว้ในใจคนดูอีกเนิ่นนาน

edit @ 2006/04/12 00:11:41
ปลง.. 
ไม่รู้จะพิมพ์อะไรดี
#1 By sofa on 2006-04-12 00:13