THREE TIMES : the best of our times
posted on 01 Apr 2006 01:31 by filmsick in alienation, FILMFLU, see-it-and-dieหนังเรื่องนี้มีชื่อภาษาจีนว่า the best of our time หรือ โมงยามที่งามที่สุดของเรา โหวเซี่ยวเฉียน ผู้กำกับหนังเรื่องนี้บอกว่า - มันงดงามที่สุดเพราะได้ผ่านเลยลอยลับไปแล้ว และเราจะไม่มีทางหวนกลับไปได้อีก
และโมงยามอันงามงดนั้น ประกอบด้วย
โมงยามของความรัก ( time for love )
ย้อนไปในปี 1966 มีเรื่องเล่าของคนหนุ่มผู้หนึ่ง ที่เฝ้าเพียรเขียนจดหมายถึงสาวโต๊ะสนุก (ที่จริงมันเป็นโรงเล่นพูล) ที่เขาเคยใช้ช่วงเลาที่ดีที่สุดก่อนไปเป็นทหารอยู่ร่วมด้วย หากพอถึงวันพัก เมื่อเขากลับมาที่โต๊ะพูล สาวคนนั้นก็ไม่อยู่เสียแล้ว กลับเป็นสาวน้อย เสี่ยวเม่ย มาทำงานแทน เขาเล่นพุลจนมืดค่ำ และถามเสี่ยวเม่ยว่าเขาเขียนหาเธอจากกองทัพได้ไหม เขาเขียนหาเธอ เธอเขียนตอบ แต่พอเขามีวันพัก กลับมาหาเธอเธอก็หายไปเสียแล้ว เขาจึงออกท่องไปทั่วไต้หวันตามหาหญิงสาวที่เคยพูดคุยกันเพียงครั้งเดียว

โมงยามของเสรีภาพ (time for freedom)
ย้อนกลับไปในปี 1911 มีเรื่องเล่าของ ชายหนุ่มนักเคลื่อนไหว ที่กำลังหาหนทางปลดปล่อยไต้หวันออกจากการปกครองของญี่ปุ่น เขามีความสัมพันธ์กับนางโลมชั้นสูงผู้หนึ่ง และกำลังพยายามช่วยเหลือเด็กสาวผู้หนึ่งให้พ้นจากการเป็นนางโลมหลังจากหล่อนตั้งท้อง ทั้งที่ตัวเขาเองไม่ยอมรับการมีนางบำเรอ โดยลืมไปว่า หญิงสาวที่อยู่เคียงข้างเขาก็รอคอยการปลดปล่อยเช่นกัน
โมงยามของเยาว์วัย (time for youth )
ในปี 2005 มีเรื่องเล่าของชายหนุ่มช่างภาพที่มีสัมพันธ์ลับๆกับนักร้องสาวเลสเบี้ยนผู้มีโรคลมชักเป็นโรคประจำตัว ทั้งๆที่ทั้งคู่ต่างก็มีคนรักอยู่แล้ว แต่ก็แอบลอบพบกันอย่างเร่าร้อน รูปถ่ายของเขาเล่าเรื่องของหญิงสาวมาหน้าและความพิกลพิการของพวกเธอ ขณะที่บทเพลงของเธอแสนเศร้าสร้อย และหมืดหม่น ท่ามหลางยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสรรพสำเนียงของเมือง เสียงของรถราผู้คน และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ และการสื่อสาร ที่เต็มไปด้วยสาร แต่สิ้นไร้การสื่อโดยสิ้นเชิง

ห้วงเวลาสามยุคสมัยของไต้หวัน ประเทศที่เป็นแผ่นดินของโหว เซี่ยว เฉียน เขาทำหนังสามเรื่องโดยอาศัยตัวละครคู่เดียว นั่นคือ ซูฉี (ที่เล่นได้อย่างหมดจดงดงาม ในสามตอนเอกลายเป้นผู้หญิงสามคนที่รูปแบบบุคลิกเฉพาะ และ มีชีวิตชีวาอย่างน่าทึ่ง ) และ จางเจิ้น บอกเล่าเรื่องราวของคู่รัก ที่เราพอจะมองมันในฐานะหนังรักที่อ่อนหวาน ชดช้อย ภายใต้ยุคสมัยอันแตกต่างหรือ จะมองมันอีกนัยยะหนึ่ง(ดังเช่นที่เป็นในหนังเรื่องก่อนหน้าแทบทุกเรื่องของโหว เซี่ยว เฉียน ) นั่นคือนัยยะทางการเมือง ที่ถูกซ้อนทับเอาไว้ภายในอย่างแนบเนียน และหากพิจารณาจากแง่มุมของประวัติศาสตร์การเมือง เราควรต้องย้อนไปมองตามลำดับเวลา
ยุคสมัยแห่งเสรีภาพ (time for freedom)
ในปี 1895 หลังจากไต้หวันถูกปกครองโดยอาณาจักรแมนจูได้เพียงแปดปี ญี่ปุ่น ยาตราทัพเข้ายึดชัยภูมิเกาะแห่งนี้ และเขาปกครองมันยาวนาน ร่วม 50 ปี จนสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง(ราวๆปี 1943-45) ที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้อย่างย่อยยับอัปราจนต้องส่งคืนไต้หวันให้กับจีน ที่ในยุคสมัยนั้นปกครองโดยพรรคก๊กมินตั๋งของนายพลเจียงไคเชค
ตามท้องเรื่องของปี 1911 นั้น ไต้หวันยังคงตกอยู่ใต้การปกครองของญี่ปุ่น โดยรอคอยการมาถึงของประเทศจีนเพื่อปลดปล่อย อยู่ลึกๆ ซึ่งในตอนนี้หนังเล่าเรื่องโดยการเป็นหนังเงียบ อาศัยเพลงสองประเภทคือเพลงงิ้ว และดนตรีบรรเลงเปียโน คลอไปตลอดเรื่องขณะที่กล้องจะไม่เคลื่อนไหว ถ่ายทำหนึ่งเทคในฉากเดียวโดยไม่ตัดต่อ ร่อยเรียงเรื่องราวไปเรื่อย หนังเปิดฉากด้วยเสียงร้องงิ้วชวนขนลุก ขณะภาพเล่าเรื่องบทสนทนาของชายหนุ่มกับหญิงสาว ถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง ทั้งของบ้านเมืองและของเสี่ยวเม่ย (ซึ่งเป็นชื่อของนางเอกในตอนแรก) เพลงงิ้วสะดุดหยุดลงเมื่อภาพพาเราย้อนไปยังครั้งแรกที่ทั้งคู่พบกัน เธอเป็นนางโลมมาร้องเพลงงิ้ว ให้แขกเช่นเขาฟัง และนับจากฉากหนังหนังก็เล่นคลอเพลงบรรเลงเปียโนคลอไปตลอดเรื่อง จนกระทั่งเรื่องราวดำเนินมาถึงตอนที่ หญิงสาวเริ่มคิดถึงชะตากรรมของตนเอง ที่อาจจะต้องเป็นนางโลมไปชั่วนิรันดร์ ทันทีที่เธอเอ่ยถามชายคนรักว่าเขาคิดจะช่วยเด็กสาวผู้นั้น ให้ได้แต่งงาน เขาคิดจะช่วยเหลือเธอบ้างไหม สิ้นประโยค เพลงบรรเลงเปียโนก็จบลง พร้อมกับเพลงงิ้ว แสนรันทดเข้าแทนที่ และบรรเลงไปเรื่อยจนจบเรื่อง
หากดนตรีงิ้วคือตัวแทน รากเหง้า ความเป็นจีน- หญิงสาวผู้ขับดนตรีงิ้วใยมิใช่ตัวแทนของประเทศไต้หวันเล่า หญิงสาวผู้โหยหารากของตน ทั้งที่นความเป็นจริง เธอเป็นเพียงนางโลมที่ไม่เคยก้าวพ้นขอบเขตของสถานที่แห่งนี้ ดังเช่นไต้หวันที่ตกอยู่ภายใต้การปกครอง ของญี่ปุ่น และโหยหาการปลดปล่อยของจีนเงียบๆ ในขณะที่ชายหนุ่มนักเคลื่อนไหว ก็นำข่าวสารมารายงาน ถึงขั้นครั้งหนึ่งเขาเล่าให้เธอฟังว่า จีนยังไม่พร้อมจะปลดปล่อยไต้หวันในตอนนี้ เฉกเช่นที่เขา(ผู้ซึ่งมีภรรยาและลูกแล้ว) ไม่พร้อมที่จะปลดปล่อยเธอออกจากการเป็นเพียงนางบำเรอชั่วครั้งชั่วคราว เธอเฝ้าถามเสมอว่า ครั้งหน้าเขาจะมาเมื่อไหร่ แน่นอนเขาไม่เคยตอบวันที่ที่แน่นอน เฉกเช่นที่จีนเองก็ไม่รู้ว่าจะสามารถปลดปล่อยไต้หวันได้เมื่อไรในตอนนั้น
หนังเล่าเรื่องเป็นหนังเงียบ (ที่ทำได้อย่างหมดจดงดงาม) แต่มันไม่ได้เพียงเล่าเรื่องเป็นหนังเงียบเพราะความเท่เท่านั้น ว่ากันว่า การเป็นหนังเงียบในตอนนี้ มีขึ้นเพื่อสะท้อนสถานะของประชาชนชาวไต้หวันที่ได้แต่ต้องเป็นคนใบ้พูดำไม่ออกบอกไม่ถูก!
และหากมองหนังเรื่องนี้จากประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลของโหว เซี่ยวเฉียน นี่คืองานที่ชวนให้ระลึกถึงงานเก่าอย่าง Folwers from Shanghai ที่ดำเนินเรื่องร่วมยุคสมัย ร่วมเลยไปถึงความรักอันนิ่งงันแต่อบอุ่นของ ชายใบ้ และหญิงสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นใน city of sadness อีกด้วย
ยุคสมัยแห่งความเศร้า ( time (city) of sadness )
หลังจากสิ้นสุดสงครามโลก ไต้หวันคืนสู่อ้อมอกจีนอีกครั้งหนึ่ง หากการณ์กลับไม่เป็นเช่นที่รอคอย เมื่อ เจียงไคเช็ค ส่ง เฉินอี้ ข้าราชการนักปกครองกังฉิน ผู้รีดนาทาเร้นประชาชนอย่างถึงที่สุด
เช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปี 1947 หญิงขายไม้ขีดไฟผู้หนึ่งถูกทุบตีจนตาย เพราะขายไม้ขีดโดยไม่มีใบ อนุญาติ นำมาซึ่งการรวมพลังต่อต้านครั้งใหญ่ จากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ ประชาชน ผู้นำศาสนา แพทย์ ทนาย ผู้นำชุมชน นำมาซึ่งการปราบปรามอย่างเด็ดขาดจากรัฐบาล และการสังหารหมู่ผู้คนร่วม 2 หมื่นคน ! ในนามของเหตุการณ์ ทรราชขาวหรือ white terror
เหตุกาณ์ทั้งหมดเหล่านี้ถูกใช้เป็นฉากหลังความรักของคนคู่หนึ่งในหนังเรื่อง city of sadness หนังซึ่งคว้ารางวัลสิงโตทอง จากเวนิซ และเปิดตัวโหว เซี่ยว เฉียนให้เป็นที่เลื่องลือในเวทีโลก

ยุคสมัยแห่งความรัก ( time for love )
นับจากปี 1952 ไล่เรื่อยไปจนถึงปี1972 ประเทศไต้หวันยังคงเป้นส่วนหนึ่งของจีนอยู่ภายใต้การปกครองของพรรคก๊กมินตั๋ง พร้อมๆกับยุคสมัยแห่งการไหลบ่าของวัฒนธรรมตะวันตก
หนังเปิดฉากด้วยบทเพลง smoke gets in your eyes ของ the platters แล้วปล่อยให้เพลงบรรเลงไปจนจบ โดยภาพเป็นการเล่นพูลไปเรื่อยๆโดยแทบไม่ตัดต่อ บทแพลงป๊อบหวานฉ่ำถูกเล่นเคลียคลอไปตลอดเรื่องราวความรักอันเงียบเชียบของทหารหนุ่มกับสาวโรงพูล ราวกับจะสะท้อนภาพการหลั่งไหลของวัฒนธรรมอเมริกัน (นอกจาก smoke gets in your eyes และเพลงป๊อปเก่าแก่ของไต้หวัน แล้ว ยังมีเพลง rain and tears อีกเพลง) ในยุคสมัยของหนุ่มสาวนั้นความรักเบ่งบาน หนังเล่าเรื่องเรียบเรื่อย(แต่สุดแสนจี๊ดใจ) หากยังคงประเด็นน่าสนใจ เพราะที่จริงแล้ว เด็กสาวคนแรกที่ทหารหนุ่มเขียนจดหมายถึงคือ ฮารูโกะ ซึ่งเป็นสาวชาวญี่ปุ่น แต่พอเขามาถึง ฮารูโกะก็จากไป (คล้ายกับการถอยทัพของญี่ปุ่น) และนอกจากนั้น หนังยังกำหนดให้ ตัวเอกฝ่ายชายพูดภาษาจีนกลาง แต่นางเอกพูดภาษาไต้หวัน ซึ่งแน่นอน หนังให้เสี่ยวเม่ยเป็นตัวแทนของไต้หวัน ที่ในที่สุดต้องระหระเหเร่ร่อนไปไม่รู้หน ขณะที่จีน (พระเอก) ยังติดอยู่ในการประจำการทหาร(ซึ่งอาจหมายถึงระบอบ คอมมิวนิสต์) การเล่นพูลในเพลงป๊อบเป็นเพียงวันชื่นคืนสุขอันลอยลับ และจีน ต้องค้นหา ความเป็นไต้หวันอย่ายากลำบากและยาวนาน
และในฐานะประวัติศาสตร์ ของ โหว เซี่ยว เฉียน นี่คือหนังที่ชวนให้คิดถึงหนังรักแสนเศร้าอย่าง dust in the wind ที่อบกเล่าเรื่องราวของคู่รักเล็กๆที่ไม่อาจอยู่ร่วมด้วยโชคชะตาแห่งชีวิต
ยุคสมัยแห่งวัยเยาว์ ( time for youth)
นับจากปี 1972 สหรัฐเริ่มแสดงบทบาทต่อประเทศจีน ประกอบกับการล่มสลายของพรรค ก๊กมินตั๋ง ประเทศไต้หวันเริ่มก่อร่างสร้างรูปจนในที่สุด ปี 1986 ไต้หวันประกาศตัวเป็นประเทศ ที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
ในไต้หวันยุคปัจจุบัน หนุ่มสาวคู่หนึ่งบึ่งมอเตอร์ไซค์ไปตามท้องถนนของเมืองไต้หวัน ไปลงเอยที่บทรักร้อนแรงในห้อง ของฝ่ายชาย ก่อนที่หนังจะเปิดเผยว่าทั้งคู่ ต่างเป็นคนมีเจ้าของ เด็กสาวทิ้งป้ายบอกว่าเป็นลมชักไว้ในห้องชายหนุ่ม ก่อนที่ทั้งคู่จะเจอกันในคลับ และ สานสัมพันธ์แบบไม่แคร์คู่ของตน ในตอนนี้ หนัง เล่าเรื่องโดย ไม่มีเสียงดนตรีประกอบโดยไม่จำเป็น หนังทิ้งตัวละครไว้กับเสียงของรถรา ผู้คน เสียงโทรศัพท์ กล้องถ่ายรูป พริ้นเตอร์ สรรพสำเนียงกลายเป็นเสียงประกอบ ที่สอดแทรกไม่ว่าตัวละครจะอยู่ที่ไหน
แน่นอน หญิงสาวยังเป็นตัวแทนไต้หวันในยุคปัจจุบัน เธอเป็นเสรีนิยม เป็นรักร่วมเพศ และพอใจจะนอนกับใครก็ได้ เฉกเช่นประเทศไต้หวันในยุคโลกาภิวัฒน์ที่เสรีไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง หากนอกจากนั้นเธอยังเป็นโรคลมชัก (จนชายหนุ่มนำมาจินตนาการต่อว่า ฉันขายทุกอย่าง ฉันตาบอดข้างหนึ่งเป็นลมชัก และหัวใจไม่ทำงานราวกับจะขยายสภาพพร่องพิการของไต้หวัน(และอาจจะเป็นเช่นเดียวกันกับทุกเมืองทั่วโลก) ) ในตอนนี้หนังเต็มไปด้วยการสื่อสารอย่างมากมาย ภาพถ่าย ข้อความ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ยิ่งส่งสาส์น ยิ่งสื่อสาร สารก็ยิ่งไปไม่ถึง โทรศัพท์ที่ไม่ได้รับ ภาพถ่ายที่ไม่เข้าใจ และ ข้อความที่ไปไม่ถึง ท่ามกลางเสียงอึงอลของเมืองหลวง
และแน่นอนพิจารณาย้อนหลังนี่คืองานที่ชวนให้คิดถึง miilenium mambo และ ฉากมอเตอร์ไซค์ก็ชวนให้คิดุ งgoodbye south goodbye หนังเก่าอีกเรื่องของเขา

ยุคสมัยงดงามอันล่วงพ้น ( the best of our time)
และในทั้งสามตอน นอกจากหนังจะใช้ดารานำคู่เดิมแล้ว หนังยังกำหนดให้เหตุการณ์เกิดขึ้นในที่ที่เดียว ในตอนแรก หนังแทบจะเกิดขึ้นเฉพาะในโรงพูลเท่านั้น ขณะตอนที่สองเกิดขึ้นเฉพาะในห้องหับของนางโลมเท่านั้น ขณะที่ตอนสุดท้ายหนังบีบอัดคนดูไว้ในห้องหับคับแคบของตัวละครทั้งสองคน ราวกับนี่คือตัวแทนของประเทศไต้หวัน ดินแดนที่ถูกปกครอง ปิดกั้น เปลี่ยนแปลง และเปล่าดายตลอดเวลา
นอกจากนี้หนังยังมีบทของหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่มีส่วนในทั้งสามตอน ในตอนแรก เธอคือฮารูโกะ สาวชาวญี่ปุ่น ที่เป็นเจ้าของจดหมายรัก ในตอนที่สอง เธอกลายเป็นเสี่ยวเม่ย เด็กสาวที่กำลังตั้งครรภ์และได้รับความช่วยเหลือจากคู่รัก และในตอนสามเธอกลายเป็น คนรักของชายหนุ่มที่จู่ๆก็ทิ้งเธอ(หรือเธอทิ้ง) ไปหาหญิงสาวนักร้อง ทั้งสามตอนหญิงสาวอยู่ในฐานะของผู้จากไป เธอผ่านเข้ามาในความสัมพันธ์แล้วผ่านเลยไป
โหวเซี่ยวเฉียน เคยให้สัมภาษณ์ว่า ไอเดียเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับดารเมืองเลยแม้แต่น้อย บางทีเขาอาจอยากทำหนังรัก สวยๆ หรืออยากจะรวบรวมผลงานในอดีตให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่อย่างไรก็ดีในที่สุด เขาก็ไม่อาจละจากการให้แง่มุมของประเทศที่เขาอาศัยอยู่ แต่ไม่อาจเป็นส่าวนหนึ่ง มองดู เรียนรู้และเข้าใจ ประวัติศาสตร์อันยาวนานของมัน
ความรักแสนหวานฉ่ำ ความร้าวรานใจอันแสนอ่อนหวานชดช้อย และความเย็นเยียบของความสัมพันธ์ ล้วนคือโมงยามอันงามงด ที่ผ่านไปแล้ว และไม่อาจย้อนทวนกลับมาได้อีก แต่ผู้คนก็ล้วนยังคงมีชีวิต และหวังอย่างเศร้าๆว่า โมงยามข้างหน้า คงเป็นโมงยามที่งามงด
FOOTNOTE
นี่คือหนังที่ผมชอบที่สุดในรอบสามเดือน ในที่สุดก็ได้เขียนถึงเสียที
บทความวิเคราะห์ภาพยนตร์จาก sense of cinema ดูได้ที่นี่ครับ
http://www.sensesofcinema.com/contents/festivals/05/36/cannes2005.html
บทสัมภาษณ์ลุงโหวดูได้ที่นี่ครับ
http://elusivelucidity.blogspot.com/2006/02/rotterblog-4-hou-interview.html


ไปหามาดูบ้างดีกว่า
#1 By AkE on 2006-04-01 08:46