INVISIBLE WAVE : คำพิพากษาของมหาสมุทร
posted on 09 Mar 2006 12:48 by filmsick in alienation, FILMFLU, made-in-thailandในทะเลอันราบเรียบ กลับมีการเคลื่อนไหวไม่สุดสิ้น! และในชีวิตอันราบเรียบของเคียวอิจิ ก็มีเกลียวคลื่นถามโถมไม่สิ้นสุด และนั่นเริ่มขึ้นหลังจากเขาฆ่าผู้หญิงคนหนึ่ง
คุณนายเซโกะ ไม่ต้องทนกับคลื่นในใจอีกต่อไปแล้วเพราะเธอถูกเคียวอิจิซึ่งได้รับคำสั่งจากคุณ วิวัฒน์ สามี ของเธอ และนายขอเขา ให้ลงมือฆ่าเธอ ซึ่งเป็นภรรยาของเขา และเป็นชู้รักของเคียวอิจิ
หลังการฆาตกรรม เคียวอิจิถูกส่งตัวจากมาเก๊าไปภูเก็ต โดยโดยสารเรือ เข้าพักในห้องแคบๆที่ไม่มีอะไรใช้การได้ตามปกติสักอย่าง แถมอยู่ดีๆก็ถูกล๊อคขังไว้ในห้อง หลงทางตลอดเวลา สะเปะสะปะกลางมหาสมุทร
แต่ที่นั่นเขาพบกับน้อย แม่ลูกอ่อนท่าทางประหลาด ที่ไม่ค่อยสนใจลูกสาวตัวเล็กชื่อนิดเท่าไรนัก ทั้งคู่ผูกสัมพันธ์ประหลาดๆ จนกระทั่งเรือเทียบท่าที่ภูเก็ต
ที่นั่นเคียวอิจิเข้าพักโรงแรมเก่าๆ และเร่ร่อนไปตามซอกตึกมืเดสลัว บาร์ประหลาด ถูกซ้อม ถูกไล่ล่า และถูกพิพากษา โดยมหาสมุทร !
สองปีหลังจาก เรื่องรัก น้อย นิด มหาศาล เหล่าทีมงานหลักอันประกอบด้วย เป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ผู้กำกับภาพ ปราบดา หยุ่น ผู้เขียนบท และ ทาดาโนบุ อาซาโน่ ดารานำ กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในหนังเรื่องนี้ ที่ยังคงว่าด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับความตาย และแม้ อารมณ์ของหนังจุถือเป็น ขั้วตรงข้าม- กับเรื่องรักน้อย นิด มหาศาล แต่หนังทั้งสองเรื่องกลับมีความสัมพันธ์อันไม่เกี่ยวเนื่อง มีความชิดใกล้อันไม่เชื่อมโยงกันอย่างยิ่ง

ดูเหมือนพี่คุ่น คนเขียนบท ยังคงหมกมุ่นครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องความตาย ไม่ว่าจะในหนังเรื่องนี้ หรือเรื่องก่อนหน้า ไล่ไปจนถึง นิยาย ฝนตกตลอดเวลา หรือเรื่องสั้นหลายๆเรื่องก่อนหน้า ( กระทั่งผลงานรวมเรื่องสั้นล่าสุดของพี่คุ่นชื่อ - ความสะอาดของผู้ตาย - !! ) พิจารณากันเฉพาะในบทภาพยนตร์ ในเรื่องรักน้อยนิดมหาศาล หนังพูดถึง เคนจิ หนุ่มบรรณารักษ์ ผู้หมกมุ่นกับการฆ่าตัวตายก่อนจะค่อยๆอยากกลับจะมีชีวิตอยู่อีกครั้งหลังจากพบกับสองพี่น้อง นาม น้อย และ นิด
แต่น้อยและนิด ใน คำพิพากษาของมหาสมุทรกลับทำหน้าที่ตรงกันข้าม เพราะในครั้งนี้ เคียวอิจิ เริ่มต้นจากการฆ่าผู้อื่น และอยากจะมีชีวิตอยู่อย่างยิ่ง ก่อนที่การพบกับ น้อย และนิด (แอบคิดเพ้อเจ้อว่า นิดใน เรื่องรัก น้อยนิดฯ ตายแล้วกลายมาเป็นลูกสาวของน้อย) กลับทำให้ ในที่สุด เคียวอิจิ ตัดสินใจเกี่ยวกับความตาย
และในขณะเดียวกัน จิ้งจกเดียวดายใน คำพิพากษาฯ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าในนิทานเด็ก (ที่ไว้แทนตัวเคนจิ อีกต่อไป) แต่กลับกลายเป็นมือปืน บ้าคาราโอเกะ (ซึ่งในบางส่วน ชวนให้ใคร่ครวญถึงบทของพี่ปั่น ใน ฝันบ้า คาราโอเกะ และบางทีเขาอาจชื่อ เคนจิก็เป็นได้ ) ผู้ซึ่งพร่ำบ่น ว่าเขาชอบเคียวอิจิ แต่ก็ไล่ล่าเขาด้วย
ดูเหมือน คำพิพากษาฯ จะยืนอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับ เรื่องรัก น้อยนิด ฯ ในส่วนรายละเอียด แต่ในเมื่อมันเป็นส่วนกลับของกันและกัน ใช่หรือไม่ที่ทั้งสองเรื่อง ล้วนยึดโยงอยู่ในแก่นเรื่องเดียวกัน อย่างเช่นการใคร่ครวญหวนไห้และพิจารณาถึงความตาย
ชายผู้หลงทางตลอดเวลา
ดูเหมือนหนังจะเล่นสนุกกับการ ติดบ่วงกรรม- ของเคียวอิจิอย่างสนุกสนาน เพราะหลังจากเขาฆ่าคน หนังก็ปล่อยให้เคียวอิจิต้องหลงทางตลอดเวลา กล้องทิ้งเขาไว้ในทางเดินแคบๆวกวน ที่เชื่อมต่อกันราวกับเขาวงกต ทั้งในห้องพักใต้ท้องเรือ ตรอกซอกซอยเก่าๆในภูเก็ต หรือโถงทางเดินในโรงแรม หลังจากเขากระทำการฆ่า เขาก็หลงติดอยู่ในเขาวงกตที่ไร้ทางออก

คนรู้จัก คนไม่รู้จัก
เคียวอิจิพบกับคนไม่รู้จักบนเรือ นั่นคือน้อยและนิด ผู้ซึ่ง สนิทสนมกับเคียวอิจิอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะที่ฉากหนึ่งเคียวอิจิ พบเพื่อนเก่าในลิฟท์ แต่เขาสกลับจำไม่ได้ เคียวอิจิคิดเสมอว่า เขากำลังจะไป-มีชีวิตใหม่- เขาถึงขั้น เชื่อด้วยซ้ำ ว่าการฆ่า คือการปลดปล่อยตัวเขาไปสู่ชีวิตใหม่ เขาจึงปฏิเสธที่จะจดจำอดีต เขาจึงจำเพื่อนเก่า ( ผู้ซึ่งในที่สุดก็พาเขากลับเข้าไปในทางเดินวกวนใต้ท้องเรืออีกครั้ง) อดีตที่ตามหลอกหลอน กับอนาคตที่ไปมาเหมือนลมพัด ( น้อยกับนิด มักปรากฏตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เสมอ) ดูเหมือนเคียวอิจิจะติดอยู่ตรงกลางระหว่าง อดีตกับ อนาคต ความตายกับการมีชีวิตอยู่เสียแล้ว
ข้างนอก ข้างใน
ในฉากหนึ่ง เคียวอิจิถูกล๊อคปิดตายไว้ในห้องของตัวเอง เขาโทรศัพท์ไปร้องขอความช่วยเหลือ แต่ปลายสายกลับเอาแต่ถามว่า คูณต้องการจะเข้าไปข้างในหรืออกมาข้างนอก แม้เขาจะตอกย้ำว่า เขาติดอยู่ในห้อง แต่ปลายสายยังคงถาม คุณจะเข้าไปข้างในหรืออกมาข้างนอก
เคียวอิจิเชื่อมันว่า การฆ่าจะทำให้เจขาได้รับการปลดปล่อย ( จากบอส หรือไม่ก็จากความผิดบาปที่ไม่ซื่อสัตย์กับบอส ) เขาคิดว่าการฆ่าจะ นำเขา ออกไปข้างนอก (ซึ่งเขาก็ได้ไปจริงๆ ) หาก การเดินทางออกไปข้างนอก ก็ไม่ได้ถึงอิสรภาพหรือการปลดปล่อยเสมอไป เพราะหลังจากการฆ่า กล้องกลับพาเคียวอิจิไปอยู่ในพื้นที่ปิดล้อมในแทบทุกฉาก ห้องในเรือ ห้องในโรงแรม ทางเดินแคบตามตรอกซอกซอย หนำซ้ำ ภาพ หลังกาฆ่ากลับมืดสลัว มัวหมองลง ราวกับถ่ายภาพผ่านน้ำขุ่นๆ สกปรก (ขอบคุณ การจัดแสง ของ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ที่กดให้หลัง แห้งแล้ง และมืดหม่น สิ้นดี จนต้องไปรับชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ จึงจะเหมาะสมที่สุด (หนังอีกเรื่องที่เพิ่งฉายไปและใช้วิธีการนี้ อย่างน่าทึ่งมากๆๆๆๆคื อthe sun ของ alexander sokurov ) การฆ่า ไม่ได้นำเคียวอิจิออกไปข้างนอก อย่างที่เขาคิด มันกลับทำให้เขาติดอยู่ข้างใน และไม่สามารถจะออกไปได้ แม้จะเรียกร้องความช่วยเหลือสักเท่าใดก็ตาม
คาราโอเกะ
ลิซาร์ดชอบร้องคาราโอเกะ และแนะนอนเพราะเขาเป็นคนญี่ปุ่น เขาจึงร้องแต่เพลงญี่ปุ่น ซึ่งนั่นน่าสนใจมาก เพราะ ในขณะที่บนเรือ ครั้งหนึ่งเราจะได้ยินเสียงเพลงไทยเก่าแก่ แต่พอมาถึงภูเก็ตเราจะได้ยินแต่เพลงญี่ปุ่น (ไม่นับว่าในตอนแรก ที่เกิดขึ้นในมาเก๊า เคียวอิจิเปิดเพลงฝรั่ง ) หนำซ้ำ ในฉากเต้นรำ เรากลับไม่ได้ยินเสียงเพลง ความผิดที่ผิดทางของเพลงประกอบทำให้สถานการณ์แปลกแปร่ง หนำซ้ำ ดนตรีประกอบของหนังก็ถูกปล่อยเข้ามาเป็นห้วงๆ ล่องลอย เจือกับเสียงประกอบประหลาดๆ ของเสียงโดยรอบ (และความพิเศษทาง คลื่น เสียง นี้ ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโณงภาพยนตร์เท่านั้น )

มหาสมุทร พิพากษา
ฉากหนึ่งในบาร์ เคียวอิจิพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ ชาวญี่ปุ่น ผู้ตัดสินใจมาทำงานในเรือโดยไม่พบผู้คน เพราะต้องการ-ไถ่บาป ให้ตนเอง (ขณะที่เคียวอิจิไถ่บาปด้วยการพยายามดื่มนมสด และเป็นคนดี) ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่องทะเล บาร์เทนเดอร์บอกว่า ทะเลไม่เคยตัดสินเขา เขาแค่จ้องมองทะเล และทะเลมองตอบกลับมาก ในขณะที่เคียวอิจิกลับบอกว่า เขากลับรู้สึกถูกตัดสินตลอดเวลา หนังเกิดขึ้น บนเรือ หรือบนเกาะ ในสถานที่ติดทะเล แต่ตลอดทั้งเรื่อง เราแทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นทะเลเลย เว้นแต่ในบางฉาก ที่จู่ๆ ภาพก็ตัดไปสู่ท้องทะเลอันนิ่งสงบ (แต่บ่อยครั้งมากที่เราได้เห็นสระน้ำ ทะเลเทียมๆ ทั้งในโรงแรม และในบาร์โรงแรมเพริ์ล ที่สักวันหนึ่งผมจะเข้าไปดูว่ามีสาวกึ่งเปลือยมาเริงระบำเช่นนั้นจริงหรือไม่ ) และแน่นอน ในความสงบนั้นกลับเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวไม่สิ้นสุดโดยเกลียวคลื่นที่มองไม่เห็น!
เอาเข้าจริง หากมหาสมุทรจะมีคำพิพากษาให้เคียวอิจิ คำพิพากษานั้นอาจไม่ใช่ความตาย เพราะ ที่ภูเก็ต เคียวอิจิถูกยิงตกทะเลไป แต่เขากลับมีชีวิตรอดมาได้ มหาสมุทรที่แท้จริงไม่ได้ทำหน้าที่พิพากษาผู้ใด มีแต่มนุษย์ที่พิพากษากันเอง เมื่อเคียวอิจิกลับมาล้างแค้นด้วยตรรกะง่ายๆเกี่ยวกับความร้ายกาจของบอส มีเพียงมหาสมุทรในห้วงใจของเราเองเท่านั้นที่พิพากษาเรา และคำพิพากษาสำหรับความตาย และ การมีชีวิตอยู่นั้น ไม่อาจตัดสินด้วยตรรกะ อันยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง เหมือนที่เคียวอิจิคิดในเบื้องต้น และบางที เคียวอิจิ อาจ ตาย ไปตั้งแต่ตอนเขาลงมือฆ่าเซโกะ การไถ่บาปที่ไม่มีทางทำสำเร็จ ไม่ได้ปลดปล่อยเขาไปสู่อิสรภาพ หากกักขังไว้ด้วยคลื่นสำนึกบาปอันถาโถมไม่รู้จบ

เมื่อฉัน พิพากษา มหาสมุทร
***** นับจากบรรทัดนี้เป็นความเห็นส่วนตัว (ซึ่งจริงๆทั้งบทความนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าความเห็นส่วนตัว) จากการมองหนังในภาพรวม ซึ่งอาจไม่ถูกต้องไม่จริง หรือไม่เป็นที่ยอมรับ เป็นเพียงข้อสังเกต อันสามัญของคนดูหนังสามัญเท่านั้น******
การกลับคืนมาในครั้งนี้ของ เป็นเอกและ พี่คุ่น เป็นการพบกันครั้งที่น่าสนใจยิ่ง เพราะโดยส่วนตัวผมเชื่อว่า หากเป็นเอก และ ปราบดา จะหาเรื่องที่ลงล๊อคกันได้ มันอาจไม่ใช่เรื่องหวานๆแบบเรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล มันควรจะเป็นเรื่องร้ายๆ แบบ คำพิพากษาของมหาสมุทรนี่แหละ ซึ่งแน่นอนการพบกันครั้งนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเป็นเอก ซุกซ่อนเรื่องราวอชญากรรม และอารมณ์ขันร้ายๆแบบที่ตัวเองถนัด เอาไว้ใต้การเดินเรื่องอันนิ่งเนิบ และดูราวสิ้นไร้เรื่องราว (ทั้งที่เรื่องจริงน่าต่านเต้นอย่างมาก ) หนังปล่อยอารมณ์ขั้นร้ายๆออกมาถูกที่ถูกจังหวะ จนเราต้องแอบเปล่งเสียงหัวเราะหึๆ ไปตลอดการรับชม (เพราะมันเป็นเรื่องขำขันที่ขื่นขมอยู่ไม่น้อย )
การแสดงของ ทาดาโนบุ อาซาโน่ ในเรื่องนี้ถือเป็นของหวาน เพราะโดยทั่วไป อาซาโน มักติดอยู่กับบท ชายประหลาด ที่ทำหน้าตาไม่รับรู้โลก (ส่วนหนึ่งมันทำให้เขากลายเป็นดาราที่ประสบความสำเร็จเพราะเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ส่วนหนึ่งมันก็ยังน่าเคลือบแคลงว่าหากเลยพ้นไปจากบท ชายประหลาด เขาจะสามารถรับบทอื่นๆได้ดีเท่านี้หรือไม่) มาในครั้งนี้ ใบหน้าที่ดูไร้ความรู้สึกของอาซาโน่ กลับกลายเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อตัวหนัง เพราะนอกจากคนดูจะไม่สามารถรับรูว่า ตัวละครกำลังคิดอะไร ใบหน้าอมทุกข์อันนิ่งงันทำให้เราไม่สามารถเอาใจช่วยตัวละครได้ (ซึ่งก็สมควรแล้ว เพราะที่จริง เคียวอิจิคือคนชั่วช้าเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง ) เราเพียงมองดูคนร้ายกาจผู้หฯง สำนึกบาป ของตน แต่ไม่อาจไถ่บาปคืน (ถ้ามันเป็นหนังฮอลลีวู้ด คงมีตอนจบระเบิดเถิดเทิง) หนำซ้ำยังสำนึกได้ว่าคนบาปที่สุดคือตัวเองนั่นแล สีหน้าอมทุกข์ บวมข้ำ (จากการถูกตื้บ) ทำให้หนังปิดกั้นคนดูอย่างยิ่งส่งผลให้ ชะตากรรมของตัวละครเป็นเพียงผลรวมของกรรมที่เขาก่อขึ้นมากกว่าจะมุ่งหาอารมณ์สะเทือนใจ (ซึ่งในกรณีนี้ทำให้บางคน(เช่นผม) ชอบหนังอย่างมาก และบางคนเกลียดหนังอย่างมาก)

และยังคงเป็นเช่นหนังเรื่องอื่นๆของเป็นเอก หนังมักมีตัวละครที่มีบุคลิกประหลาดๆ ใน เรื่องตลก 69 เรามีมือปืนที่ร้องให้ในเพลงศรคีรี และ เจ้าพ่อที่ชอบอมซูกัส ในฝันบ้าเรามีเพื่อนนางเอกปากร้าย และพระเอกทึ่มๆ พอมาในเรื่องนี้ เราจึงมี ลิซาร์ด เซียนโอเกะ และมีเคียวอิจิที่พยายามอย่างยิ่งที่จะส่งโปสการ์ด กลายเป็นโลกเฉพาะของเป็นเอก ซึ่งซ้อนทับกับโลกเฉพาะที่มักอยู่ในงานของพี่คุ่น ตัวละครมึนชา หนืดเนือยผู้เป็นนักคิด และเผลอติดกับความคิดตนเอง
โดยรวมหนัง ประดิษฐ์- น้อยลงเมื่อเทียบกับ เรื่องรักน้อยนิด มหาศาล หนังเรื่องก่อนหน้า (ที่ผมชอบมากเช่นกัน) ที่เราจะเห็นอารมณ์ประดิษฐ์ออกกมาหระปรายจนหลายครั้งดู- จงใจ-จะเหงา จะเศร้า จะเท่ แม้คราวนี้ ความจงใจยังมีให้เห็น แต่ก็ดูกลมกลืนไปตามสถานการณ์สำนึกบาปอันแสนขมขื่นและขบขัน
ในส่วนของตัวละคร พี่คุ่น นิยมให้ตัวละครของพึคุ่นเป็นคนฉลาด ในเรื่องรัก เราเห็น ตัวละครพูดอะไรฉลาดๆออกมาบ่อยๆ จนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า มันฉลาดไปไหม แต่ในฐานะของการสร้าง โลกเฉพาะ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสมจริง และเราไม่ได้กำลังดูหนังของสองพี่น้องดาร์แดง อันสมจริงจนน่าขนลุกอยู่ ( โดยส่วนตัวผมมองว่า หนังเรื่องนี้คือส่วนผสมของหนังร้ายกาจของพี่น้อง โคน ที่สร้างโดย ไฉ้หมิงเลี่ยง แต่เป็นเวอร์ชั่นไม่โป๊ ) ข้อด้อยนี้จึงกลายเป็นเสน่ห์ของหนัง ไป หลังหนังจบ เรามีข้อความให้โควต หยิบมาเป็นวรรคทองได้เยอะแยะไปหมด มาถึงใน คำพิพากษาฯ ตัวละครของพี่คุ่น ดูเหมือนจะฉลาดน้อยลงแล้ว (ประเด็นหนึ่งเพราะหนังแทบจะทิ้งอาซาโน่ไว้คนเดียวเกือบทั้งเรื่อง) แต่บางครั้งก็เผลอพูดอะไรฉลาดๆ ออกมา โดยเฉพาะในฉาก คำพิพากษาของทะเล ซึ่งในทางหนึ่งมันเป็นฉากที่ผมชอบมาก ๆๆ(เพราะมันเท่มาก) แต่ในทางหนึ่งมันก็โดดออกมาจากตัวหนังไม่น้อยเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม นี่คือหนังที่ผมชอบมากที่สุดในรอบสามเดือนนี้(ซึ่งกระทั่งมี BKIFF และหุบเขาเร้นรักเข้าฉายด้วย!) ผมไม่อาจบอกว่าการชมภาพยนตร์เรื่องนี้คือความรื่นรมย์ เพราะไม่มีใครหน้าไหนจะรื่นรมย์ไปกับการสำนึกบาปของคนร้ายกาจได้ หากจะมีความรู้สึกที่ใกล้เคียง การรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เหมือนกับการลอยคอกลางมหาสมุทรแห่งความสำนึกบาป เกลียวคลื่นไร้รูป ที่ถาโถมเข้ามา ทั้งปลอบโยน และฉุดดึงเรา ลงสู่มรณกรรมสำนึกบาป อันทั้งแสนรื่นรมย์ และขมขื่น
เวบไซต์อย่างเป็นทางการของหนังครับ
http://www.fivestarent.com/invisiblewaves/
ฝากข่าวเพิ่มเติม เชื้อเชิญ
ขอเชิญร่วมลงชื่อ "สนับสนุนการปฏิรูปการเมืองของประชาชน"
ได้ที่นี่ครับ
http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=27123
edit @ 2006/03/10 21:18:49


อยากดูมากๆเลยค่ะ
#1 By kemkem on 2006-03-09 12:55