MY BKIFF 2006 PART 3
posted on 02 Mar 2006 02:03 by filmsick in my-S-P-A-C-Eว่าจะให้จบในครั้งเดียว แต่แค่ 5 เรื่องก็ทะลัก entry เอามาขึ้นหน้าใหม่อีกทีครับ
รายชื่อหนังที่เขียนแล้วมีดังนี้
http://filmsick.exteen.com/20060221/my-bkiff-2006-part-1
1. MADAME EDUARD
2. GERMAN ANIMATION
3.TSOTSI
4.OUT OF PLACE : THEMMORIES OF EDWARD SAID
5.DON"T COME KNOCKING
6.DARK HORSE
7.CROSSING THE BRIDE THE SOUND OF ISTANBUL
8.THE BURNT THEATRE
http://filmsick.exteen.com/20060228/my-bkiff-2006-part-2
1.RYNA
2.MERRY CHRISTMAS
3.ONCE YOU "RE BORN YOU CAN NO LONGER HIDE
4.THE VILLAGE ALBUM
5.ODETE
ขออนุญาติ เก็ย THE SUN ไว้เขียนท้ายสุด เพราะต้องค้นประวัติศาสตร์เพิ่มเติม และหนังมรายละเอียดเยอะมาก
ส่วนที่เหลือจะพยายามทยอยแปะใน entry นี้ครับ
1. YOUR NAME IS JUSTINE บันทึกดอกไม้เหล็ก

จริงๆแล้วเธอชื่อ มาริโอลา มาริโอลาเป็นวัยรุ่นสาวชาวโปแลนด์ ที่เหมือนกับวัยรุ่นคนอื่นๆ เธอเกิดและเติบโตในเมืองชนบทเล้กๆ อาศัยอยู่กับยาย ที่แสนดี และมีแก๊งค์เพื่อนสาว ร่วมรุ่นที่ต่างก็ไม่ได้เรียนสูงนัก ก็ต้องออกมาทำงานในโรงงานทำเบคอน ทำหน้าที่แล่เนื้อหมูเย็นๆ แต่ชีวิตของเธอก็เป็นปกติสุขดี
และที่จริงมาริโอลาควรจะได้เป็นมาริโอลาถ้าเธอไม่บังเอิยไปพบกับไอ้ชั่วคนหนึ่ง เขาเป็นเพื่อนสมัยมัธยม ที่เธอเคยรู้จัก เขาเป็นแฟนของเธอและสัญญากับเธอว่าจะพามาริโอล่าไปเยี่ยมพอ่ที่เยอรมัน พวกเขาจะไปพักที่กระท่อมตากอากาศดื่มกินวันชื่นคืนสุข
ด้วยฝันกวานอันเลิศลอย มาริโอลาหนีออกจากบ้านในค่ำวันหนึ่งทั้งๆที่เธอเพิ่งได้งานใหม่ แต่ความฝันหวานก็มีพลังอำนาจเหนือเธอ เธอทิ้งจดหมายไว้ให้ยาย แล้วออกเดินทางไปกับแฟนหนุ่ม
และมาริโอลาก็ไม่ได้เป็นมาริโอลาอีก เพราะแฟนหนุ่มของเธอที่แท้คือไอ้ชั่วที่หลอกเธอไปขายให้แก๊งค์คนเยอรมัน ชั่วข้ามคืน เธอถูกข่มขืนซ้ำๆ ถูกจับขังเดี่ยวในอพาร์ทเมนต์ปิดตายที่ไร้ทางออก ถูกบังคับทุบตีทำร้าย ทิ้งไว้ให้อดอาหารและโดดเดี่ยว โดยพวกมันคาดหวังว่าเธอจะยอมหลายเป็นโสเภณีในแก๊งค์ และมีชื่อใหม่ว่า จัสติน
พลอตของหนังชวนให้นึกถึงหนังโสเภณีข้ามชาติที่แสนรันทดอย่างlylja 4- ever ของ Lukas moodyson (ใครที่ไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ สมควรไปหามาดูให้จงได้) หากแต่ ในlylja นั้น แม้หนังจะเติมอารมณ์เพ้อฝันเข้าไปในบางช่วงตอน แต่หนังกลับโหดเหี้ยม ทั้งต่อคนดูและชะตากรรมตัวละคร มากกว่าหนังเรื่องนี้(ที่ สมจริง จนน่าขนลุก) ซึ่งในที่สุดยังคงมองโลกด้วยดวงตาที่หวังดีกว่า (และดูเหมือนlukas moodyson ยังมันมือไม่พอ หลังจาก lylja เขาทำหนังเรื่อง a hole in my heart ที่ทำให้เวลา 90 นาทีบนจอกลายเป็นนรกแห่งทุนนิยม ชนิดไม่ประนีประนอมใดๆกับใครหน้าไหนทั้งสิ้น) ใน your name is Justine แม้หนังจะเล่าเรื่องปัญหาโสเภณีข้ามชาติเช่นเดียวกัน แต่หนังกลับเลือกทิสทางที่แตกต่างออกไป ที่น่าสนใจ (และน่าทึ่ง)มากๆ คือการที่หนังปล่อยให้เวลา อย่างน้อย 1 ชั่วโมงของหนัง เกิดขึ้นในห้องห้องเดียว ที่ซึ่งมีมาริโอล่า อยุ่เพียงผู้เดียว ซึ่งนั่นทำให้ anna ceilek ดาราสาวหน้าใหม่ที่เพิ่งแสดงหนังเป็นครั้งแรก ได้ใช้ความสามารถของเธออย่างสุดขีด (หลายๆฉากถึงขั้นน่าตกตะลึง ) หนังให้เรื่องดำเนินไปในอพาร์ทเมนท์ กลางเมือง ที่ที่แท้โดนปิดตาย ห้องที่มีทางออกแต่ไม่สามารถเปิดปสู่หนไหน จากบานหน้าต่าง เธอพบว่าเธออยุ่ชั้นสูงเกินกว่าจะกระโดดลงไป และผู้คนข้างล่างนั้นไม่มีใครได้ยินเธอ จากหลังคาอพาร์ทเมนท์ เธอมองเห็นสถานีรถไฟอยู่เต็มสองตา แต่ไม่อาจจะปีนลงไปได้ ในห้องสกปรกอับชื้น ที่ไร้ทั้งน้ำและอาหาร ช่องทางที่เห็นตรงหน้าไม่มีสิ่งใดเรียกได้ว่าทางหนี มาริโอล่าถูกทิ้งให้ครุ่นคิด อยู่เพียงลำพัง (โดยในบางช่วง ไอ้ชั่ว นิโก้ แมงดาที่หวังให้เธอเป็นโสเภณีใต้อานัติของเขาแต่เพียงผู้เดียว มาคอยดูแล ) มาริโอล่า ทำเพียงพร่ำบ่นชื่อตัวเองซ้ำๆ พยายามเขียนจดหมายหายายในความคิดคำนึง และพยายามอย่างยิ่งที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีในความเป็น มาริโอล่า ไม่ใช่จัสติน
แต่แน่นอนทางออกของหนังไม่ได้สวยงาม และไม่ได้จบลงที่ความตายตามแบบหนังพิมพ์นิยมเรื่องอื่น เมื่อชั่วโมงหนึ่งผ่านไป หนังเดินหน้าเข้าสู่ความจริงนอกห้องที่โหดหี้ยมกว่า เมื่อไอ้ชั่วนิโก้ (ที่ถูกสร้างให้พอมีด้านดีอยู่บ้าง แต่คนดูก็ค่อยๆเห็นว่ามันเป็นเพียงเปลือกเคลือบทับเท่านั้น) พามาริโอล่า (ในนามของจัสติน )หลบหนีออกมาได้ แต่มันไม่ใช่อะไรโรแมนติคแบบเรื่องรักพวกนั้น เพราะเธอเพียงหลบหนีจากห้องสกปรกมาอยู่บ้านหรูแต่มีสถานะเท่าเดิม
หนังเล่าเรื่องอย่างจริงจังจนสัมผัสได้ถึงความเหี้ยมโหดแห่งชะตากรรม แม้ความจงใจเร้าอารมณ์ในบางฉากของหนังอาจทำให้มันดู บีบน้ำตา- อยุ่บ้าง หากมันก็ถ่ายทอดออกมาได้สมจริงจนขนลุก บางทีหากเราเปลี่ยนจากโปแลนด์ เป็นประเทศไทย เปลี่ยนเยอรมันเป็นญี่ปุ่น เป็นอเมริกา มาริโอล่า เป็นบัวศรี ที่ถูกทำให้กลายเป็น เบ็ตซี่ ใช่ชีวิตโดยสูญสิ้นจิตวิญญาณที่ไหนสักแห่งในโลกนี้
หนังตั้งชื่อว่า your name is Justine (ชื่อแก คือ จัสติน ) เน้นย้ำถึงความสำคัญในการมี-ตัวตน- เพราะแทนที่หนังจะพูดถึงการสูญสลายของจิตวิญญาณ(ซึ่งในกรณีเช่นนั้นชื่อหนังต้องเป็นmy name is Justine หนังกลับบอกคนดูว่า your name (not mine) is Justine เธอคือมาริโอลา แม้ใครจะพยายามทำให้เธอเป็น จัสตีน เธอก็ยังคือมาริโอลา และอาจเพราะความแข้งแกร่งในจิตวิญญาณ ของเธอนี้เองที่ทำให้เธอสู้ยิบตาในตลอดเวลา และยืนหยัดท้าทายชะตากรรมในท้ายทึ่สุด
และเหมือนหนังจะบอกกับเรา ไม่ใช่เพียงปัญหาโสเภณีข้ามชาติ(ที่ร้ายแรงใหญ่หลวงและเป็นการละเมิดสิทิมนุษยชนที่ไม่อาจรับได้) หากหนังเชิดชุจิตวิญญาณแข็งแกร่งของเหล่าเธอ ผู้ซึ่งตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ (franco de pena ผู้กำกับตอบคำถามในQ n A ว่าเขาสมภาษณ์ผู้หญิงร่วมๆ600 คน และคนที่ผ่านมันมาได้หลายคนไม่อยากรับรู พวกเธอลืมทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นและมุ่งหน้าใช้ชีวิตต่อไป ) และนั่นอาจคือเหตุผลที่เขาทำหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงแค่บอกเล่า ปัญหา หากยังเชิดชูจิตวิญญาณอันไม่ยอมจำนนอีกด้วย
ปล. และโดยมติเอกฉันทน์ (เพราะมีผู้ตัดสินคนเดียว) Anna Ceilik ได้รับรางวัล ดารานำหญิงยอดเยี่ยม(ในใจผม) จากเทศกาลนี้ไปครองอย่างแน่นอน (อย่างไรก็ดี เนื่องจากผมเพิ่งดุ sympathy of lady vengeance ไปได้ครึ่งแผ่น (แผ่นสีลมทำพิษกระตุกก่อนหนังจบ) จากเท่าที่ดู มีความเป็นไปได้สูงมาก ที่เธอจะต้องแชร์รางวัลนี้กับ ลียอง แอ (หรือจอมนางแดจังกึมของเรา) ไปในท้ายที่สุดครับ
ปล.2 เคยเขียนถึงlylja -4-ever ไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20050527/lilja-4-ever
เคยเขียนถึง ahole in my heart ไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20051108/a-hole-in-my-heart-1
2.OBABA ( Montxo Armendáriz ) : เรื่องเล่าของนักเล่าเรื่องที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่า

โอบาบา คือชื่อเมือง และเมืองนี้ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องเล่า ซึ่งมีทั้งเรื่องรักของครูสาวกับลูกศิษย์หนุ่ม เรื่องน่ากลัวของเด็กสาวที่จมน้ำตาย เรื่องเล่าของจิ้งจกยักษ์ที่มุดเข้าไปในหูของผู้คน กินสมองเป็นอาหารจนคนนั้นกลายเป็นคนโง่ไปในที่สุด หรือเรื่องเหนือจริงของเด็กชายที่มองเห้นเด็กหญิงอีกคนหลังแสงเทียนในโบสถ์ขณะสวดภาวนา เรื่องเล่าของหลุมศพที่มีดอกไม้มาเปลี่ยนทุกสัปดาห์ เรื่องเล่าขอชายผู้กลายเป็นคนสองบุคลิก และเรื่องเล่า เรื่อง เล่า
เด็กสาวเข้ามาในเมืองด้วยการได้ฟังเรื่องเล่าจากเพื่อนชายของเธอ เธอตั้งใจจะมาเก็บภาพไว้สำหรับการถ่ายทำหนังสำหรับเรียนจบของเธอ แต่ยิ่งเธอได้ฟังเรื่องเล่ามากมาย เธอก็ยิ่งถลำลึกลงไป จากเรื่องหนึ่ง สู่เรื่องหนึ่ง ไม่มีเรื่องใดคลี่คลาย บางเรื่องก็ไม่ได้มีจุดเริ่มต้น บางเรื่องก็ไม่มีจุจบ บางเรื่องไม่ทำใจเชื่อดได้ว่าเป็นเรื่องจริง บางเรื่องช่างแสนอ่อนหวาน แต่บางเรื่องก็หลอกหลอน ความรัก ความฝัน ภูติผีปีศาจ ความลึกลับชั่วนิรันดร์ และเด็กสาวค่อยๆค้นพบทีละน้อยๆ ว่าไม่เพียงแต่เธอจะไม่สามารถจัดการกับเรื่องเล่าเหล่านั้นได้ เธอยังค่อยๆกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าเหล่านั้นช้าๆ
และในหนังเรื่องนี้ อำนาจของเรื่องเล่าแผ่ขยายออกคลี่คลุมทุกสรรพสิ่ง เรื่องเล่าย่อยๆแต่ละเรื่องในหนังนั้นที่จริงแล้วสามารถแตกตัวออกมาสร้างหนังยาวๆได้เรื่องหนึ่ง ซึ่งก็จะมีตั้งแต่ เรื่องเหนือจริง เรื่องผี เรื่องลึกลับสยองขวัญ ไล่เรื่อยไปจนถึงเรื่องรักโรแมนติค แต่การที่Montxo Armendáriz จับ ขยับ บิดเบือน ซ้อนทับ แยกส่วน หลอมรวม ทุกเรื่องเล่าเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้หนังเกิดรสชาติใหม่ในการเล่าเรื่อง ด้วยการทำให้เรื่องที่มีโอกาสสะเปะสะปะ ( โดยมากผู้ชมภาพยนตร์ มักเตรียมพร้อมสำหรับการชมภาพยนตร์ แนวใดแนวหนึ่งต่อหนึ่งเรื่องที่เลือกชม โดยหากมีเรื่องราวซ้อนทับ ก็ควรเป้นไปในทางเดียวกัน หรือเป็นเพียงส่วนเสริมที่ไม่ได้โดดเด่น หนังที่พยายามจะเล่าเรื่องราวมากกว่า หนึ่งแนว มักทำให้คนดูสับสน ว่าหนังจะเล่า จะเอา อะไรกันแน่ (กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือหนังเรื่อง dreamcathcher ของ lawrence kadan ที่จู่ๆ ก็หักดิบเปลี่ยนจากเรื่องของเพื่อนเป็นสัตว์ประหลาดต่างดาว ) การที่จู่ๆก็เปลี่ยนแนวเรื่อง หรือการทำให้มีเรื่องหลากหลายแนวที่ไม่อาจคาดเดา ถือเป็นความเสี่ยงสูงสุดของคนทำหนังเพราะคนดูอาจจะไม่พร้อมรับเรื่องสยองขวัญที่จู่ๆก็แทรกขึ้นมากลางเรื่องรัก (แล้วสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว) ) แต่ในเรื่องนี้ ผู้กำกับสามารถคุมให้เรื่องเล่าย่อยๆทุกเรื่องเป็นเอกภาพในตัว ยามเรียกหาอารมณ์รักใคร่ เราก็รู้สึกสัมผัสถึง และยามบีบคั้น ขวัญกระตุก มันก็ทำลายขวัญคนดูอย่างทรงประสิทธิภาพ (โดยเฉาะฉาก วีดีดโอจิ้งจกสุดหลอน)
แต่ที่น่าสนใจมากขึ้นคือ ในทุกเรื่องเล่านั้น ไม่มีเรื่องใดเลยที่ได้รับการคลี่คลายอย่างสมบูรณ์ ทุกเรื่องจะเหลือช่องว่างประการหนึ่ง บางเรื่องที่ยังคงเป็นปริศนาลึกลับ ชั่วขณะที่เรารอการเฉลยปม หนังกลับสร้างเรื่องเล่าเรื่องใหม่และสร้างปมใหม่ขึ้นไปเรื่อยๆ ขณะที่เด็กสาว ยิ่งถ่ายเธอยิ่งรู้สึกว่าไม่มีทางที่กล้องจะเก็บเอาเรื่องเล่าทุกเรื่องได้ครบสมบูรณ์ เธอยิ่งถลำลึก ถึงขั้นอาจกลาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่า (โดยเฉพาะเรื่องจิ้งจกมหาภัย ) หากตัวหนังก็เป็นเช่นเดียวกับหนังของเธอด้วย เพราะมันก็ไม่มีจุดคลี่คลาย เป็นเรื่องเล่าที่ค้างเติ่งรอการสานต่อ ภายในใจคนดูหลังหนังจบ และเมื่อใดก็ตามที่เราลงมือสานต่อเรื่อง ราว เล่าเรื่องราวนั้นต่อ เราก็ได้เปลี่ยนสถานะตัวเองจากผู้ฟังเป็นผู้เล่า เรากลายเป็นนักเล่าเรื่อง และเรื่องที่เราเล่าต่อ ผลักดันให้เราสานต่อเพิ่มเติม นั่นหมายความว่า ทันทีที่เราเล่าเรื่องเราก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน
และผู้กำกับก็วางหมาก การกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าไว้ในเรื่องเล่าแต่ละเรื่องด้วย เพราะเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ล้วนซ้อนทับอยู่กับอีกเรื่องหนึ่ง หากจะย้อนไปสู่จุดตั้งต้น เราอาจพบว่า มันอยู่ที่เรื่องเล่าแรกๆอันไร้ซึ่งความสำคัญ คุณครูคนหนึ่งชอบนับ เธอนับก้าวที่เดินจากโรงเรียนมาไปรษณีย์ นับขั้นบันใด นับเอกสาร และตลอดที่เรื่องดำเนินไป ในทุกเรื่องเล่า ใครสักคนกำลังนับอะไรสักอย่างอยู่เสมอ กระทั่งเด็กสาวในที่สุดเธอก็เริ่มนับก้าวเดินของตัวเองจากตำแหน่งหนึ่งไปตำแหน่งอื่น และหากคนดูดูจบ และเริ่มต้นนับอะไรสักอย่าง บางทีเราอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องไปแล้ว
ความคลุมเครือของเรื่อต่างๆยังคงอวลล่องลอยอยู่ในอากาศแม้หนังจบ เหมือนวิญญาณเด็กสาวจมน้ำร่ำให้ จดหมายจากเยอรมันที่ไม่ควรจะมาถึง และ ใครบางคนที่โง่ลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
น่าเสียดายที่ผมไม่อาจเล่าเรื่องเล่าแต่ละเรื่องให้คุณฟังได้โดยละเอียด เพราะผมกลัวเหลือเกินว่า ทันที่ผมเริ่มเล่า ผมจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน ของโอบาบา เมืองแห่งเรื่องเล่าที่กลืนกินเรา!!!
ปล. นับจนถึงวันนี้ มีแนวโน้มสูงมากที่หนังเรื่องนี้จะกลายเป็น หนังที่ผมชอบที่สุดในเทศกาลนี้ (โดยมีคู่แข่งเป็นหนังสารคดี เรื่องout of place : the memories of Edward said ) ครับ
3. YOU BET YOUR LIFE

4..STORIES FROM THE NORTH เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ

ในปีที่ผ่านมา ผมโชคดีที่ได้ดูหนังเรื่อง วันที่ยาวนาน ของ คุณอรุพงษ์ รักษาสัตย์ ผ่านทางความช่วยเหลือของคุณ ธัญสก พันสิทธิสวรกุล เมื่อครั้งลงมาฉายหนังที่ภูเก็ต ในครั้งนั้น หนังความยาว 15 นาที อันเงียบเรียบนิ่งสามารถทำให้เราน้ำตารื้นในช่วงท้าย ได้อย่างน่าทึ่ง ภาพอันเป็นธรรมชาตินั้นราวกับไม่มีกล้องอยู่ มีเพียง ฉาก ชีวิต และจังหวะ อันจริงจัง เงียบเหงาเศร้าสร้อย และเจ็บปวด หลังดูจบ ผมสัญญากับตัวเองไว้ว่า ถ้ามีโอกาส จะต้องหาหนังของคุณอุรุงพษ์ มาดูอีกให้จงได้
และเมื่องาน เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ ถูส่งเข้าสายประกวดในงาน เทศกาลนี้ผมเลยตัดสินใจว่ายังไงเสียนี่ก้เป็นโปรแกรมที่พลาดไม่ได้!
ด้วยความที่มีพื้นเพเป็นคนเชียงราย หลังจบการศึกษา คุณอุรุพงษ์กลับไปใช้ชีวิตที่เชียงรายบ้านเกิด และทยอยทำหนังสั้นที่ว่าด้วยเรื่องของผู้คนในแถบนั้นออกมาเป็นระยะ ยางเรื่องเป็นหนังที่ถ่ายทำราวสารคดี บางเรื่องเหนือจริง ล่องลอย บางเรื่องไร้บทคลี่คลายใดๆ ทิ้งไว้เพียงคำถามแก่คนดู และในครั้งนี้ เขาได้นำหนังสั้นทั้งหมดมาร้อยเรียงร่วมกันไว้ เพื่อสะท้อนภาพ ชาวบ้าน- ในดินแดนอันเป็น บ้านเกิด-ของเขาออกมา หนังสั้นเล็กๆที่ดูเหมทือนเล่าเรื่องเฉพาะปัจเจกถ่ายทอด ภาพรวมของผู้คน ซึ่งอาจโยงใยไปได้ถึงภาพรวมความเป็นอยู่ของ คนรากหญ้าในประเทศเราได้อย่างน่าสนใจ
ในตอน วันเวลาเล่าเรื่อง วันชื่นคืนสุขของชีวิตกสิกรรมแบบโบราณ ที่นำมาเป็นการเปิดหัวเรื่องได้อย่างน่าชุ่มชื่นใจ
ใน ตอนอย่าง วันอันยาวนาน ที่เล่าเรื่องของแม่อุ๊ยที่อาศัยคนเดียวในบ้าน กับตอน วันและคืน ที่เล่าเรื่องหนึ่งวันหนึ่งคืนของกลุ่มเด็กๆ ถูกเล่าออกมาอย่างนุ่มนวล ด้วยการถ่ายภาพราวสารคดี ภาพที่เหมือนจริงจนน่าทึ่ง(ว่าทำได้อย่างไร) ค่อยๆคลี่คลายให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่อันเงียบเหงาของวัยชราและ ตื่นเต้นสนุกสนานของวัยเด็ก แม้ทั้งสองตอนไม่ได้เป็นภาพสะท้อนของกันและกัน แต่ที่ทั้งสองตอนป็นคือภาพสะท้อน ของสังคมชนบทได้ชัดเจน
และในตอน ควาย ที่เล่าเรื่อง ควายที่หายไปของชายชรา แลตอนนักดนตรี ที่พูดถึงจิตวิญญาณอันแตกออกเป็นสองของนักดนตรีหนึ่มบนขนำน้อยกลางทุ่ง อาศัยเรื่องราวอันเหนือจริง สะท้อนภาพความล่มสลายของกเษตรกรรมแบบเก่า (ควายที่จู่ๆก็หายไป ) หรือความล่มสลายของปัจเจก (ตัวตนที่แตกออกเป็นสอง ) ได้อย่างชวนคิด
ในตอน the way หนังใช้เพียงภาพของพ่อลูกที่เดินฝ่าดงหญ้าสูงท่วมหัวหยิบมาเล่าเป็นเรื่องได้อย่างน่าสนใจ (และแสดงทักษะด้านภาพยนตร์ของผู้กำกับในการ-เล่า-ได้อย่างมีชั้นเชิง
และในหลายๆตอนของหนัง ภาพของโลกใหม่แห่งความเจริญถูกสื่อแสดงผ่านทาง ถนนไฮเวย์ที่ตัเดผ่านหมู่บ้าน หลายตอนเราเห็นชายชราเดินออกมาจากทางเล็กๆหยุดยืนลังเลอยุ่ตรงริมถนนที่รถวิ่งฉิวผ่านหน้าไปผิดกับวันคืนอันเชื่องช้าในหนัง ภาพแปลกแยกสะท้อนการรุกคืบ ของโลกที่ทุกอย่างเร่งรีบ พัฒนาไปข้างหน้า สะท้อนชัดเจนตรงริมถนน หรือบางครั้งถึงขั้นรุกคืบเข้ามาราวแกงค์มอเตอร์ไซคืฬนตอนหนึ่งของหนัง ที่ให้ความรู้สึกรุนแรงต่อคนดูอย่างยิ่ง
หนังเล่าเรื่องสุดท้ายในตอน จักรยานล้านนาที่เล่าถึงชมรมจักรยานของตำบลเล็กๆในเชียงราย เหล่าพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย ขี่จักรยานยเป็นคาราวานไปไหว้พระกวาดลานวัดในตอนเช้า สะท้อนภาพถวิลหาเก่าแก่ ผ่านทางจักรยาน (ที่ปัจจุบันเป็นพาหนะตกสมัย) และ ใบหน้าชราภาพของขบวน แต่ในขณะเดียวกัน การให้พรของหลวงพ่อในช่วงท้าย ทำให้หนังปิดตัวลง อย่างน่าทึ่งและเป็นไทยมากๆ เราปปิดตัวด้วยการอวยชัยให้พร ทั้งขบวนจักรยาน และคนดู
อย่างไรก็ดี ถนน ถูกนำมาใช้ในฉากปิดของเรื่อง (ร่วมกับเพลงของ จรัล มโนเพชร ที่เพราะมากจนผมแอบร้องกรี๊ดในใจ) ภาพบนจอเห็นการกลับบ้านของใครคนหนึ่ง เช่นที่คุณอุรุงพษ์บอกไว้ในตอนสัมภาษณ์ ถนนไม่ได้มีความหายแค่การรุกคืบของโลกทุน หากมันมีฐานะในการให้คนรุ่นหนุ่มสาวทอดตากลับหลังไปมองชนบทที่เขาจากมาอีกครั้งหนึ่งด้วย
แม้จะมีเรื่องน่าเสียดายอยู่บ้างตรงที่อย่างไรเสียมันก็เป็นหนังสั้นที่แยกกันอยู่ เพราะฉะนั้น รอยต่อระหว่างเรื่องต่อเรื่องจึงไม่อาจประสานลื่นไหลเป็นหนังยาวหนึ่งเรื่องได้สนิทใจ แต่นั่นเป็นเพียงข้อด้อยเล็กๆของหนังที่น่าทึ่งเรื่องนี้เท่านั้น
โดยรวมนี่เป็นหนังที่ต้องติดหนึ่งในห้าหนังที่อชบที่สุดในเทศกาลนี้แน่ (และยังเข้าชิงตำแหน่ง หนังที่ชอบที่สุดในเทศกาลร่วมกับ obaba สุดหลอน และ out of place สารคดีอันที่เต็มไปด้วยดวงตาแห่งความหวังดี) แต่ที่แน่ ฉากสุดท้าย ทำให้เพลง (ผมจำชื่อเพลงจริงๆไม่ได้แล้ว) ของคุณจรัล มโนเพชร คว้ารางวัล เพลงประกอบยอดเยี่ยม(สำหรบผม)ในเทศกาลนี้ ไปครองอย่างไร้คู่แข่งเรียบร้อยแล้วครับ
ไม่รู้ทางthaiindie จะจัดฉายหนังเรื่องนี้อีกหรือไม่ ที่ไหนอย่างไร แต่หากมีโอกาส นี่เป็นหนังไทยที่น่าภูมิใจมากๆ และน่าจะได้ดูกันสักครั้งในชีวิตครับ ผมเองตั้งใจว่า จะแอบขอคุณธัญสก หาโอกาสเอามาฉายที่ร้านอีกสักครั้งให้จงได้ ครับ
5. SEVDAH : THE BRIDGE THAT SURVIVE

6. THE CHILDREN FORM THE BRASS BAND VILLAGE

7. GIANT BUDDHA: อีกร้อยปีก็ล้วน สูญสลาย

นี่คือสารคดี เรื่องล่าสุดของChristian Frei ที่หลายปีก่อนเคยทำสารคดี เรื่องwar photographer หลุดโผเข้าไปชิงออสการ์สารคดียอดเยี่ยม มาคราวนี้เขาหันมาหยิบประเด็นเกี่ยวกับการระเบิดพระพุทธรูปยืนโบราณที่สูงที่สุดในโลก ณ.หมู่บ้านบามิยัน ชายแดน อัฟกานิสถานในครั้งที่กลุ่มตาลิบันเรืองอำนาจ
ตัวสารคดีพาเราซอกซอนไปดูเรื่องราวทั้งจากอดีต (ผ่านทางบันทึกของลามะรูปหนึ่งมที่เดินทางผ่านเส้นทางสายไหม จาทธิเบตมาจนพบกับพระพุทธรูปนี้ที่หมู่บ้านบามิยัน ) ปัจจุบัน (หนังพาเราไปพบกับชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถ้ำ ที่อยู่รายรอบพระพุทธรูป พวกเขาอยู่อาศัยมาหลายชั่วอายุคน และถึงจะเป็นมุสลิม เขาก็หวงแหนพระพุทธรูปนี้อย่างยิ่งเช่นกัน ) และอนาคต (หนังพาเราไปดูความพยายามขององค์การยูเนสโก ที่จะบูรณะพระพุทธรูปนี้ขึ้นมาใหม่) รวมถึงพาเราไปเยี่ยมชม พรุทธรู)ใหญ่อีกแห่งในเมืองจีน ที่ได้รับการปฏิบัตต่างกันอย่างสิ้นเชิง พาเราบุกเข้าไปในสำนักงาน อัญ จาซีรา สำนักข่าวอัฟกันที่ใหญ่ที่สุด เพื่อดูเหตุการร์ณจริงตอนที่ระเบิดพระพุทธรูป และพาไปพบนักโบราณคดีที่เชื่อมั่นในบทบันทึกของลามะธิเบตที่บอกว่ามีพระพุทธรูปนอนยาว 300 เมตรอยู่อีกองค์หนึ่ง ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินในบริเวณหมู่บ้านบามิยันนี้ โดยเรื่องทั้งหมดบอกเล่าผ่านจดหมายที่ส่งไปยังหญิงชาวอัฟกันในแคนาดา ที่อยากจะเห็นพระพุทธรูปนี้สักครั้งในชีวิต แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้เห็นมัน
ตัวหนังตั้งประเด็นน่าขบคิดต่อมากมายหลายประเด็น ทั้งในเรื่องของการทำลาย สิ่งซึ่งถือเป็น-มรดกทางวัฒนธรรมของโลกนี้ - และนอกจากการทำลายซึ่งๆหน้าแบบตาลีบันแล้วหนังยังพาเราไปมองดู สถานที่ วัตถุโบราณที่ยังคงดำรงอยู่ บางครั้ง การอนุรักษ์ แบบผิดที่ผิดทางก็ไม่ต่างจากการคร่าทำลาย เพราะในขณะที่ชาวตาลีบัน ระเบิดพระพุทธรูปหิน ในจีน เปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเยี่ยมชม และมองหามุมถ่ายภาพที่ ดูเหมือนว่า กำลัง ลูบเศียร จั จมูก พระพุทธรูปกลับบ้านเป้นที่ระลึก หนำซ้ำ ยังแอบขุดผาหินในบริเวณนั้น สร่างพระพทธรูปบามิยันจำลองเพื่อหวังดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกต่างหาก แต่เมื่อนิตยสารtimes ตีพิมพ์เรื่องนี้ โครงการก็ถูกระงับ และ ปิดเป็นความลับ ชนิดที่ไม่ยอมบอกร่องรอยใครทั้งสิ่นอีกต่างหาก
ในอีกด้านหนึ่งหนังพาเราไปสัมภาษณืนักโบราณคดี ที่ ยังคงตั้งมั่นกับการตามหา สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลกในความคดของเขา ชายชราวัย 65 ให้สัมภาษณ์หน้ากล้องไว้ได้จับใจ เมื่อเขาพูดว่า แม้ไม่ใช่ชาวตาลีบัน แต่ตอนนี้มรดกของโลกก็ถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ ทั้งจากความเพิกเฉย ความเห็นแก่ได้ของผู้คน ซึ่งสิ่งเขา-รับไม่ได้ - จากนั้นเขาก็นิ่งไปและน้ำตาซึม ภาพชายชราที่เสียน้ำตาให้กับวัตถุโบราณเลยยุคสมัย ทำเอาเราคนดูขนลุกเกรียว เลยทีเดียว
ในช่วงท้ายหนังแสดงให้เห็นความพยายามบูรณะขององค์การยูเนสโก ทั้งการสร้างภาพจำลองสามมิติขึ้นใหม่ และการลงพื้นที่ แต่นั่นก็ตามด้วยการบีบบังคับให้ชาวมุสลิมเดิมย้ายออกจากที่อยู่ พวกเขาถูกบังคับให้ออกจากถ้ำมาอาศัยในบ้านคับแคบ ที่หนาวอยู่ชั่วนิรันดร์ ภาพความพยายามของพ่อลูกที่จะจุดไฟผิงทำให้เราต้องกลับมาทบทวน วิธีการ ที่เรากระทำต่อ มรดกทางวัฒนธรรมของโลก ซึ่งไม่ได้มีแค่มิติของวัตถุแต่เพียงถ่ายเดียว มันยังมีมิติอื่นให้ต้องขบคิดวินิฉัยอีกมากมาย
อย่างไรก็ดี การที่หนังเลือกเล่นกับประเด็นของการเป็น มรดกโลก- ซึ่งเป็นประเด็นทางวัฒถุ ประเด็นทางการส่งจ่ออารยธรรม มันทำให้หนังได้ละเลยประเด็นของหลักพุทธศาสนาไปพอสมควร (ผู้กำกับให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ไว้ตอน q n a ว่าเขาเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาพุทธ) แต่อย่างไรก็ดี ในช่วงหนึ่ง ระหว่างการประชุมขององค์การยูเนสโก ใครบางคนพูดประโยคเด็ดไว้ว่า - อย่าว่าแต่พระพุทธรูปบามิยันเลย กระทั่งหน้าผาแห่งนี้ อีก หนึ่งร้อยปี ก็ล้วนอาจสูญสลายไปสิ้น และนี่ดูเหมือนจะเข้าใกล้หลักคิดทางพุทธ ในเรื่องของความเป็น อนิจจังมากที่สุด สรรพสิ่งเกิดขึ้นล้วนดำรงคงอยู่เพียงชั่วยาม และสูญสลายไปในที่สุด เปล่าประโยชน์ที่จะยึดติดอยู่กับมัน ( เขาแอบตั้งคำถามตอนq n a ว่าเขาเองก็ไม่เข้าใจที่ชาวพุทธ มีปฏิกริยาต่อเรื่องนี้ไม่รุนแรงมากเท่าที่เขารู้สึก แต่เมื่อมองผ่านมุมของพุทธศาสนาแล้ว การระเบิดพระพุทธรูปบามิยันอาจคือตัวอย่างชั้นดีในการฝึกตนเรื่อง อนิจจังได้เลยทีเดียว)
โดยรวมนี่เป้นสารคดีที่ถ่ายภาพได้งดงาม มีเรื่องเล่าและประเด็นอันแข็งแรง จนแม้หนังจะจบไปแล้ว เรายังต้องตามออกมาคิดต่อนอกโรงได้อีกหลายวัน ครับ
8. NAKED IN ASHES

9. THE SUN
10. A COMMON THREAD

สรุป
ภาพยนตร์ ยอดเยี่ยม: OBABA / STORIES FROM THE NORTH
สารคดียอดเยี่ยม : OUT OF PLACE : THE MEMORIES OF EDWARD SAID
ผู้กำกับ ; FATHI AKIN : CROSSING THE BRIDGE THESOUND OF ISTANBUL / อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ STORIE FROM THE NORTH / ALEXANDER SOKUROV : THE SUN
นำชาย : TATSUYA FUJI THE VILLAGE ALBUM (คุณพ่อ)
นำหญิง : ANNA CEILIK จาก YOUR NAME IS JUSTINE / ลี ยอง แอ จาก SYMPATHY FOR LADY VENGEANCE
ประกอบชาย: : NICHOLAS BRO : DARK HORSE (เพื่อนพระเอก )
ปรกอบหญิง : เลขมหาประลัย MADAME EDUARD / JESSICA LANGE : DONT COME KNOCKING
เพลงประกอบ :
สายน้ำและขุนเขา จรัล มโนเพชร : STORIES FROM THE NORTH
เพลงคริสมาสต์เยอรมันคลอปี่สก๊อตต์ใน MERRY CHRISTMAS
ทุกเพลงใน CROSSING THE BRIDGE : THE SOUND OF ISTANBUL
ฉาก
ฉาก วดีโอจิ้งจก ในOBABA
ฉาก ห้องปิดตายใน YOUR NAME IS JUSTINE
ฉากต่อบุหรี่ใน THE SUN
ฉากร้องเพลงของสาวชาวเคิร์ดในโบสถ์ ใน CROSSING THE BRIDGE :THE SOUND OF ISTANBUL
ฉากคุณยายเลื่อยยนต์ และฉากยามเช้าบนสะพานใน DRAK HORSE
ฉากภายนอกพระราชวังทุกฉากใน THE SUN
ฉากจบ
ฉากend credit ( ตอน กลับบ้าน ) ของ STORIES FROM THE NORTH
ฉากร่วมเพศมหาประลัยในตอนจบของ ODETE
ฉาก ภาพด้านหลังของRYNA ในตอนจบของ RYNA
ฉากจบตามหน้าลูกเต๋า ใน YOU BET YOUR LIFE
ฉากเปิด
ทัศนียภาพในDONT COME KNOCKING
ฉากแรกใน DARK HORSE
ฉาก โค้งหลอน ใน OBABA
ถ่ายภาพยอดเยี่ยม
THE SUN
DARK HORSE
DONT COME KNOCKING
หนังเปรี้ยว
ODETE
หนังมหัศจรรย์
THE SUN
หนังเรียกน้ำตาดีเด่น
THE VILLAGE ALBUM
รางวัลพิเศษ ภาพยนตร์เพื่อความเข้าใจดีเด่น
ONCE YOU RE BORN YOU CAN NO LONGER HIDE
รางวัลพิเศษ โปรแกรมที่อยากให้เอามาฉายซ้ำที่สุด
GERMAN ANIMATION
ชื่อหนังยอดเยี่ยม
ONCE YOU RE BORN YOU CAN NO LONGER HIDE
อันดับ
1. OBABA
2. STORIES FROM THE NORTH
3. OUT OF PLACE : THE MEMORIES OF EDWARD SAID **** 1-3 คะแนนเท่ากันครับ ****
4. CROSSING THE BRIDGE : THE SOUND OF ISTANBUL
5. RYNA
6. THE VILLAGE ALBUM
7. THE SUN
8. YOU NAME IS JUSTINE
9. DARK HORSE
10. GERMAN ANIMATION
11. MERRY CHRISTMAS
12. ONCE YOU RE BORN YOU CAN NOL ONGER HIDE
13. ODETE
14. DONT COME KNOCKING
15. GIANT BUDDHA
16. THE BURNT THEATRE
17. A COMMON THREAD
18. YOU BET YOUR LIFE
19. TSOTSI
20. MADAME EDUARD
21. SEVDAH : THE BRIDGE THAT SURVIVED
22. CHILDREN FROM THE BRASS BAND VILLAGE
23. NAKED IN ASHES
ปล. เอาเพลงใหม่พี่บอย ตรัย มาแปะให้ฟังกัน เพราะพี่บอย ตรัย เพิ่งมาเล่นมินิ มินิ คอนเสริ์ต ที่ร้าน และเราชอบมากๆๆๆๆ
แวะไปดูบรรยากาศวันงานที่ เวบร้าน www.room 2521.com ดีจังที่ได้จัดงานนี้
ไว้เคลียร์หนังข้างต้นหมด จะเล่ายาวๆให้ฟังครับ
edit @ 2006/03/03 07:44:15
พี่หลอน แล้วน้องจะหลอนด้วยป่าวเนี่ยะ
ผู้ชายตัวหมี อบอุ่น และใจดี
"ขอพื้นที่เล็กๆ ให้ยังเป็นเด็กอยู่ได้ไหม"
พี่เขาร้องเพลงอารายเนี่ยะ
ให้ความรู้สึกอยากถูกลูบหัว
อบอุ่นจังเลย
...
แหะๆ ขอบคุณเรื่องราวเกี่ยวกับหนังมากค่ะ
พ่อหนุ่ม (เหลือน้อย) ที่รักหนังเป็นชีวิตจิตใจ
...
#1 By ว.26 on 2006-03-02 02:41