MY BKIFF 2006 PART 2
posted on 28 Feb 2006 08:16 by filmsick in my-S-P-A-C-E********แก้ไขข้อผิดพลาด ในentry ที่ผ่านมา ชื่อผู้กำกับของอนิเมชั่นเรื่อง terminal : paradise คือ JAN THURING ครับ ขอบคุณท่านที่ตักเตือนมาอย่างยิ่งครับ**************
เนื่องจากมีหนังที่ต้องเขียนถึงอีกราว 20 เรื่อง จากเทศกาลนี้ จึงขอเขียนรวมไว้ในกระทู้นี้โดยจะทยอยเขียนไปเรื่อยๆในentryเดียว เพราะฉะนั้น แนะนำให้อ่านupdate เป็นระยะ ครับผม
MY BKIFF 2006 :2
BACKPACKER FILM FEST
จริงๆตัวเทศกาลนั้นจบสิ้นไปแล้วครับ แต่ผมเองเพิ่งจะได้มีเวลาว่างเขียนถึงหนังที่เหลือ ที่ได้ดูมา
ซึ่งมีดังต่อไปนี้ ครับ
1. RYNA ( RUXANDRA ZENIDE) ดอกไม้ขม
ก่ก่กส

-หนังเรื่องนี้คือการ-ถูกหวย-รางวัลที่หนึ่งอันเกิดจากการสุ่มดูหนังในเทสกาลครั้งนี้เพราะเราเข้าไปดุหนังเรื่องนี้โดยไม่รู้อะไรเลยนอกจากข้อมูลที่มีอยุ่ในคู่มือและผลที่ได้รับคือความคุ้มค่าอย่ายิ่ง
รีน่าอายุ 16 เธออาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆในหุบเขาdanube delta ที่ไหนสักแห่งในโรมาเนียกับครอบครัวที่ประกอบด้วยคุณปู่ผู้ชราที่รักหลานอย่างยิ่ง พ่อที่เอาแต่ใจ และแม้ที่ไร้ปากเสียงในครอบครัว รีน่าถูกเลี้ยงเยี่ยงเด็กผู้ชาย เธอเป็นลูกมือของพ่อในปั๊มน้ำมันและอู่รถที่พ่อเธอเปิดขึ้นแห่งเดียวในเมืองชนบทนี้ พอผมยาว พ่อจะจับเธอถอดเสื้อกร้อนกัวเกรียนกลางลาน และปฏิเสธทุกวิถีทางที่รีน่าจะเข้ากล้ความงามแบบผู้หญิง สสิ่งเดียวที่ปลอบประโลมใจเธอคือการออกไปถ่านรูปด้วยกล้องเก่าๆตัวหนึ่งแอบหวังว่าสักวันจะชนะรางวัลภาพถ่ายที่ไหนสักแห่งแวไปจากเมืองนี้
กระนั้นก็ยังมีผู้คนมากมายหลงใหลในตัวรีน่า ตั้งแต่นายไปรษณีย์หนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นคนรักกลายๆของเธอ ไล่ไปจนถึงนายกเทศมนตรีของเมืองที่หลงใหลในตัวรีน่าอย่างยิ่ง จนยครั้งหนึ่งถึงกับยื่นข้อเสนอให้รีน่า แลกกับการต่อใบอนุญาติปั๊มน้ำมันของพ่อเธอ
จนกระทั่งชาชาวฝรั่งเศสเข้ามาในเมืองเขาเป็นนักมานุษยวิทยาที่มาทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับต้นกำเนิดของชาวลาติน ด้วยการวัด มือ และ แขน ของทุกคนในเมือง ชายชาวฝรั่งเศสสนใจในตัวรีน่า เธอเองก็เช่นกัน ทุกอย่างทำท่าว่าจะไปด้วยดี แต่ในที่สุดกลับลงเอยอย่างร้าวรานใจอย่างยิ่ง
หนังเล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย ฉากต่อฉากตำเนินไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น สรรพสิ่งเวียนซ้ำบรรจบ อยู่ในระยะภาพแบบตามติดชิดใกล้ ให้อารมณ์ราวกับการดูหนังของสองพี่น้องตระกูลดาแด็ง
หนังให้รีน่าถูกแวดล้อมด้วยตัวละครเพศชายในหลายระดับ ตั้งแต่พ่อเจ้าอารมณ์ของเธอ ผู้ชายสามคนที่มาติดพันเธอไม่มีใครรักเธออย่างจริงจัง ทุกคนหลงใหลเธอ ในฐานะวัตถุทางเพศ ต่ปฏิบัติกับเธอต่างระดับกันไป ตั้งแต่เห็นอกเห็นใจ ไปจนถึงขู่เข็ญ พอไม่ได้ดังใจก็หาทางแกล้งเธอ ผู้ชายคนเดียวที่ดูเหมือนจะดีกับเธอคือปู่ผู้ชราจนไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเธอได้ ขณะที่ ผู้หญิงด้วยกัน- อย่างแม่ของเธอก็ถูกกดจนต้องหนีไป ทิ้งเธอให้ผเชิญชะตากรรมอยู่ลำพัง หนำซ้ำหนังยังถ่ายภาพดินแดนร้างไร้ให้ออกมาแห้งแล้งเหลือใจ แม้จะฉาบไปด้วยแสงสีทองอยู่ตลอดเวลาก็ตาม
หนังมองโลกด้วยความหวังตลอดเวลา ด้วยการให้ รีน่า ที่แท้อยากเข้าใกล้ความเป็นหญิงอย่างยิ่ง เธอแอบสวมชุดกระโปรงของแม่ แอบเจาะหูตัวเอง แอบซ่อนเครื่องประดับไว้ใต้หิน คุณหมอและภรรยาผู้อารี แอบเก็บชุดสวยไวให้เธอ หากแต่หลังเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น (ซึ่งหนังเล่าได้อย่างรุนแรงโดยไม่ใช้ภาพ ในฉากนั้นคนดูถูกอัดหมอบกระแตในความมืดและเสียงกรีดร้อง) หนังก็ดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด ที่สำคัญเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในวันที่ รีน่า เข้าใกล้ ความเป็นหญิงมากที่สุด
มันดูราวกับเป็นหนังเฟมินิสต์ที่เรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมของผู้หญิง หากแต่ผู้กำกับไม่ได้ตื้นเขิน จนละเลยแง่มุมเชิงลึกของตัวละคร หนังตามมาด้วยฉากร้าวรานใจต่อเนื่องกัน หลายฉาก โดยเฉพาะกับรีน่า ที่ไม่พูดอะไรอีกเลยหลังจากฉากนั้น จนกระทั่งเรื่องดำเนินมาถึงฉากสุดท้าย ที่ร้าวรานใจอย่างยิ่ง หากเต็มไปด้วยความหวังอย่างยิ่ง เพราะรีน่าไม่ได้ ละทิ้ง ความเป็นหญิง (เธอยังคงเก็บต่างหูไว้) ไม่ได้ยอมรับ-ความเป็นวัตถุทางเพศ- ที่ผู้ชายในเมืองมอบให้เธอ หากเธอเลือกจะเป็น จะไปในวิถีของเธอเอง วิถีซึ่งยากลำบาก (กล้องตอนท้ายของเรื่องทรงพลังอย่างยิ่ง ) แต่ก็ต้องไป เรียนรู้ความขมของการเป็นดอกไม้ และยืนหยัดเพื่อมัน
โดยไม่ต้องสงสัย หลังจากหนังจบ (และเราคนดูเจ็บอย่างยิ่ง ) หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในห้าหนังที่ผมชอบมากที่สุดในเทศกาลนี้อย่างแน่นอน
2. MERRY CHRISTMAS ( Christian Carion)

หนังตัวแทนเข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากฝรั่งเศสที่เล่าเรื่องในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 กลางสมรภูมิระอุของฝั่ง พันธมิตร และอักษะ ในคืนวันคริสมาสต์อีฟอันหนาวเหน็บ ทหารของเยอรมัน สก๊อตแลนด์และฝรั่งเศส ที่รบกันแทบเป็นแทบตาย วางอาวุธแล้วมาร่วมฉลองคริสมาสต์อีฟด้วยกัน
หนังตัดแบ่งเล่าเป็นสามส่วน ในส่วนฝั่งฝรั่งเศส เน้นที่นายทหารที่จากบ้านมาตอนที่ภรรยาท้องแก่ กับ นายทหารลูกน้องอีกคนที่เฝ้าฝันถึงไร่อันอุดม ที่อยู่ห่างจากสมรภูมิเพียง ไม่กี่ร้อยเมตร ฝั่งสกอตแลนด์ เล่าถึงท่บาทหลวง ที่ออกรบเพื่อปฏิบัติภารกิจของพระเจ้า หากความดุเดือดทำให้ให้ท่านเริ่มตั้งคำถาม ถึงศาสนาที่ท่านสังกัดมาตลอดชีวิต ขณะที่ฝั่งเยอรมันเล่าเรื่องของนักร้อง โอเปร่าคนดังที่ถูกเกณฑ์มารบ แต่ภรรยา(ซึ่งเป็นนักโอเป่าชื่อดังเช่นกัน) กลับใช้เส้นสายให้เขากลับมาอยุ่ร่วมกับเธอในคืนคริสมาสต์ อีฟ ลงเอยด้วยการลักลอบเดินทางมาปลอบขวัญเพื่อนร่วมรบถึงสมรภูมิ
หนังถ่ายทำในระดับมือาชีพ งดงามตามรูปแบบหนังดีพิมพ์นิยมโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ทั้งเรื่องมีฉากรบพุ่งเพียงฉากเดียวในตอนต้นเรื่องและหลังจากหนังเริ่มเล่าเรื่อง สงครามในใจผู้ชมก็เกิดขึ้นพร้อมๆกับคำถามถภึงความไร้สาระของสงคราม ที่ผลักดันให้ผู้คนที่ที่แท้ ในระดับ มนุษย์ ต่อ มนุษย์ ล้วนเป็นมิตรกัน หากความขัดแย้งที่ไม่มีใครเข้าใจกลับผลักดันให้พวกเขาต่องมาสู้รบกัน เข่นฆ่ากัน อย่างหยาบช้าป่าเถื่อน
หนังเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันด้วยสองสิ่ง นั่นคือ ดนตรี และวันคริสมาสต์ ดนตรี ไม่มีพรมแดน เราจึงได้เห็นการร้องโอเปร่า ภาษาเยอรมันคลอไปกับปี่สกอต ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บที่ใครๆก็คิดถึงบ้าน พลุไฟส่องทางกลายเป็นพลุฉลอง และศัตรูกลายเป็นมิตร
แม้ตัวหนังจะไม่ได้มีความโดดเด่นในเชิงศิลปะ และมีสถานะของการเป็นหนังเร้าอารมณ์อยู่สูงมาก แต่ในมิติของการเป็นหนังที่จะทิ้งคำถาม ยกระดับจิตวิญญาณผู้คน หนังก็ทำได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะเมื่อวันคริสมาสตค์ผ่านพ้น และทั้งสามฝ่าย ล้วนต้องจ่าย ค่าใช้จ่าย- ที่ไม่ยอมรบรากัน โดยเฉพาะการตั้งคำถามถึงศาสนา ที่สนับสนุนให้การรบกลายเป็นสงครามครูเสด การฆ่ากลายเป็นเรื่องที่ต้องทำมากกว่าจะเป็นบาป หนังสร้างศรัทธาทางศาสนา(โดยอาศัยวันคริสมาสต์) และ หักล้างในฉากเทศนาที่น่าชังของพระคาร์ดินาล ในขณะที่นักดนตรีกลายเป็นเชลยศึก และทหารหนุ่มผู้รักผู้อื่นอย่างยิ่งสังเวยชีวิตให้กับความเข้าใจผิด
แก๊กเล็กๆของหนังได้ผลอย่างยิ่งในแทบทุกอัน ตั้งแต่ การเรียกชื่อแมวที่แตกต่างกัน (ความขัดแย้งเล็กๆที่คลี่คลายได้ ) หรือรูปถ่ายของภรรยาที่สูญหาย หรือ ต้นคริสมาสต์เหนือสมรภูมิ
หนังเรื่องนี้เรียกน้ำตาในตอนที่ดู ตั้งคำถามยามหนังจบลง เราเดินออกจากโรงด้วยหัวใจอันพองโต หวังให้ทุกสมรภูมิบนโลกกลายเป็น สนามฟุตบอลมากกว่าสุสาน
3.ONCE YOU "RE BORN YOU CANNO LONGER HIDE ( Marco tullio giodarna) โลก ของ เรา
ddldd'd

บรูโนเป็นลูกหลานชนชั้นกลางที่ตลอดชีวิตไม่เคยต้องดิ้นรนอะไรมาเลย วันหยุดสุดสัปดาห์หนึ่ง เขากับพ่อ ไปแล่นเรือใบของเพื่อนซี้ของพ่อ ใช้คืนวันแสนสุขกลางคลื่นลม จนกระทั่งคืนหนึ่งเขาเผลอตกน้ำลงไกลางดึก ถูกทิ้งไว้กลางทะเลโดยไม่มีใครรู้ แม้ว่าจะร้องเรียกพ่อให้ตายก็ไม่มีทางได้ยิน
หลังจากลอยคออยู่ค่อนคืนเขาก็คิดว่าไม่รอดแน่แล้ว หากขณะสลบไสลจมลงกลางทะเล เขากลับได้รับความช่วยเหลือจากเด็กหนุ่มคนหนึ่ง และเมื่อฟื้คืนสติอีกครั้งบรูโนก็พบว่าเขาอยู่บนเรือลำเล็กๆ ที่มีผู้คนแออัดกันนับร้อย ทั้งชาวแอฟริกัน ชาวเคริ์ด ชาวมุสลิม ชาวตุรกี ที่กำลังหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฏหมาย และที่นั่นบรูโนได้รุ้จัก ราดู กับ อาลินา สองพี่น้องชาวโรมาเนีย ที่พูดอิตาลีได้นิดหย่อย
จวบจนกระทั่งเจ้าของเรือทิ้งเรือลอยลำไว้กลางทะเลแล้วหนีไป ผู้คนทุกข์ยากถูกทิ้งไว้ให้ผเชิญกับความอดอยากและอีนตรายจนตำรวจมาพบเข้า พวกเขาถูกพาไปสถานกักกัน บรูโนได้พบพ่อแม่อีกครั้ง หากเขากลับเลือกจะใช้ชีวิตอยู่ในสถานกักกันกับราดู และอาลิน่า มองโลกผิดเพี้ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องราวเพียงเล็กน้อย ที่เกิดขึ้น เพราะหลังจากนี้ บรูโนจะต้องถูกทดสอบทัสนคติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในฐานะของเด็ก ของลูกหลานชนชั้นกลาง ของชาวอิตาลี ฐานะผู้คนระบอบทุนนิยม ไล่เรื่อยไปจนถึงในฐานะ เพื่อนมนุษย์!
โดยส่วนตัว เทียบเอาจากหนังที่ได้ดูทั้งหมด หนังเรื่องนี้คือหนังที่มีประเด็น เฉียบคม ลุ่มลึก แข็งแรง และรอบด้านที่สุดในเทศกาลนี้ หนังเริ่มต้นจากมุมมองของชนชั้นกลางที่ไม่เคยใส่ใจปัยหาของู้อื่น หนังเปิดเรื่องด้วยฉากของบรูโนลงจากรถเมล์แล้วพบชายผิวสีที่กำลังคลั่งเขาตะโนคำภาษาพื้นเมืองใส่บรูโน ซึ่งทำได้เพียงยืนตัวแข็งชา และเมื่อเขาจำคำเหล่านั้นไปถามคนผิวสีทุกคนที่รู้จัก ไม่มีใครสามารถหาคำแปลมันได้ จนกระทั่งช่วงกลางของเรื่อง
และช่วงที่สอง บรูโนผ่านการรับรู้ความโหดเหี้ยมของโลก เขาแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อบรรดาผู้อพยพ ตามแบบเด็กๆ เช่นพยายามขอให้พ่อแม่รับอุปการะ สองพี่น้อง (โดยตีคู่ไปกับ ความกลัว ตามรูปแบบของชนชั้นกลาง ผ่านทางความคิดของพ่อแม่) แต่ต่อมามันถูกทดสอบอีกครั้งเมื่อสองพี่น้องขโมยและหลบหนี ทัศนคติของเขากลายกลับเป็นชิงชังรังเกียจ เคียดแค้นไม่เข้าใจ ก่อนที่ในท้ายที่สุด กระทั่งสองพี่น้องก็มีทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปชั่วนิรันดร์
Marco tullio giodarna ผู้กำกับ ให้สัมภาษณ์ไว้ในQ n A หลังหนังจบว่า เขาทำให้บรูโนได้เกิดใหม่สามครั้ง ผ่านทางน้ำ บรูโนเกิดครั้งแรกจากท้องแม่ และเกิดอีกครั้งเมื่อราดูช่วยเขาขึ้นจากรเอ ก๋อนที่จะเกิดอีกครั้งเมื่อเขาตัดสร้อยข้อมือ (และฉากนั้นเกิดในสระน้ำ) และนอกจากนี้ ผู้กำกับยังเล่าต่อว่า หนังถุกถ่ายผ่านมุมมองของ บรูโนมาตลอดจนกระทั่งในฉากสุดท้าย ที่กล้องเปลี่ยนมุมมอง จากมุมของบรูโน มาสู่งมุมสูง (จากดวงตาของคนดู ) แล้วค่อยเบลอไป จนจบ ราวกับเด็กสองคนแตกสลายกลืนกลายไปในความมืด
หนังซ่อนประเด็นความเพิกเฉย ความหวาดกลัวตามแบบฉบับชนชั้นกลาง โดยให้เห็นถึงลำดับขั้นของพัฒนาการจากความเห็นใจไปสู่ความหวาดกลัว จนเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน การขัดเกลาทางสังคมที่เปลี่ยนทัศนคติจากความคิดพื้นฐานของมนุษย์ ไปสู่ความคิดอันซับซ้อนด้วยเหตุผล (ซึ่งโดยมากหามาเพื่อรองรับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่-เข้าข้าง- ตัวเอง ) ในขณะเดียวกัน หนังก็ซ้อนประเด็น กระทั่งการถูกขัดเกลาโดยโลกทุนของผู้อพยพ ช่วงท้ายของหนัง ถือว่ารุนแรงและเจ็บปวดมาก มองเห็นพลังขับเคลื่อนของระบบทุน ที่ส่งผลต่อคนทุกชนชั้นไม่ไว้หน้า
อีกประเด็นที่เข้มแข็งอย่างยิ่งคือประเด็นของผู้อพยพ ผู้ลี้ภัยที่ถูกปฎิบัติตัวราวกับไม่ใช่มนุษย์ ทั้งโดยผู้หากินกับการค้ามนุษย์ ไล่เรื่อยไปจนถึงเจ้าหน้าที่ทางการ
น่าเสียดายที่ประเด็นอันเข้มแข็ง ของหนังกลับถูกถ่วงให้หน่วงช้าด้วยจังหวะของหนังแบบเก็บทุกชอต (อย่างไรก็ดี นี่ถือว่าสั้นมาก เมื่อเทียบกับthe best of youth หนัง 6 ชั่วโมง เรื่องก่อนหน้า และ พี่แมดเดอลีน ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า ในความเชื่องช้าโดยเฉพาะช่วงท้ายที่ทำให้ดุอันตรายว่าบรูโนอาจตายได้ในทุกเลี้ยว ) จากแต่ละจุดของหนังดึงพลังของมันให้ลดลง หากแต่กลับทรงพลังเมื่อถึงจุดเปลี่ยนในแต่ละครั้ง
ผมเกือบจะให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ชอบที่สุดในเทศกาล(ด้วยประเด็นอันเข้มข้นและเข้มแข็งของมัน )แต่ความยาวทำให้เหนื่อยอยู่ไม่น้อย จนทำให้อันดับของหนังลดลงไปครับ)
4. THE VILLAGE ALBUM(Mitsuhiro Mihara )บ้านของหัวใจ
ยวกววก

บไบไบไ
-และนี่คือหนังที่เรียกน้ำตาที่สุดในเทศกาลนี้ รอบที่ผมดู หนังฉายในโรงultra screen และหลังจากหนังฉายไปครึ่งเรื่อง เราก็พบว่าคนดูร้องให้ไปครึ่งโรง (แน่นอน รวมผมด้วยคนหนึ่ง ซึ่งคราวนี้ร้องให้ได้อย่างเมามัน เพราะคนที่นั่งข้างๆ ก็ร้องให้ไปเรียบร้อยแล้ว)
เรื่องเล่าของหมู่บ้านเล็กๆที่กำลังจะไม่มีอยู่อีกต่อไป เพราะในทันทีที่โครงการสร้างเขื่อนของรัฐสำเร็จ น้ำจะทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านนี้ให้จมหายไป ช่างภาพประจำหมู่บ้านถูกขอร้องให้เดินทางออกเก็บภาพของผู้คนในหมู่บ้านสำหรับเป็นที่ระลึก เป็นเหตุให้ ทาคาชิ ลูกชายที่ออกจากบ้านไปเพราะทะเลาะกับพ่อ ถูกตามตัวกลับมาช่วยพ่อถ่ายรูปอีกครั้ง ชายชราตัดสินใจที่จะแบกอุปกรณืทั้งหมด แล้วเดินเท้าลึกเข้าไปในหุบเขาไม่ว่าจะใกล้หรือไกล เพื่อถ่ายรูปทุกบ้าน โดยมีข้อกำหนด วันละ ไม่เกิน 3 บ้าน ทาคาชิ ผู้ซึ่งต่อต้านความคร่ำครึของพ่อมาโดยตลอด ก็ทะเลาะกันไปทำงานกันไป จนวันหนึ่งพ่อล้มป่วยลง เขาจึงต้องทำหน้าที่สานต่องานของพ่อ และค่อยๆเข้าใจในทุกเหตุผลที่พ่อทำ เรียนรู้ช้าๆ ทั้งเรื่องของหมู่บ้านแสนสุขที่เขาชิงชัง การถ่ายรูปในแบบที่เขาเข้าไม่ถึง และวิธีคิดในแบบของพ่อของเขา
หนังตั้งใจ และจงใจ วางตัวเองให้เป็นหนังเรียกน้ำตาที่สร้างความรู้สคกหัวใจพองโตหลังจากหนังจบลง mitsuhiro mihara ผู้กำกับหนังตอบตอนQ n A หลังหนังจบว่า เขาตั้งใจจะสร้างหนังสักเรื่องเพื่ออุทิศให้กับความดีงามเก่าแก่ ความงามของธรรมชาติ และวิถีชีวิตอันเรียบง่าย ที่กำลังสูญสลายไปช้าจากญี่ปุ่น และผลลัพทธ์ที่ได้คือหนังที่เชิดชู เรื่องราวเหล่านั้น ตลอดทั้งเนรื่องเราจะได้เห็น ทัศนียภาพอันงดงาม ของหมู่บ้านเชิงเขา ผู้คนที่โดยมากทำการกเษตร ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายจนดูราวน่าเบื่อ ไม่เพียงแต่การเดินจะสอนทาคาชิ แต่มันสอนให้เราตระหนักถึงการละเลียดมองดู ความงามในความง่าย นั้นช้าๆ มองดูใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี แวะชมหัวผักกาดใหญ่ยักษ์ ผลผลิตจากไร่ในแรงเหงื่อของผู้คน นอกจากนี้ มันยังบอกถึงการเข้าหาผู้คนอย่างอ่อนน้อมและให้เกียรติ ซึ่งในฐานะช่างภาพ นี่เป็นวิธีการเดียวที่จะดึงเอา จิตวิญญาณจากผู้คนที่เราถ่ายภาพออกมาได้
แม้หนังจะสร้างปมขัดแย้งง่ายๆแบบพิมพ์นิยม ตามประสาพ่อหัวแข็ง กับลูกชายปากแข็ง ตามลักษณะ พิมพ์นิยม แต่ความจริงใจของหนังก็ทำให้ผู้ชมคล้อยตามได้จนไม่รู้สึกขัดเขิน แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ถูกเล่าซ้ำๆก็ตาม
ฉากหนึ่งที่ผมชอบมากคือการมห้ทุก 5โมงเย็น จะมีการแดเพลง amazing grace ออกในเสียงตามสายของหมู่บ้าน บทเพลงที่ถูกบรรเลงซ้ำ จนแทรกซึมเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ชั่วขณะที่ ทาคาชิ และหลิน แฟนสาวชาวไต้หัวน (ที่เล่นได้น่ารักมากจนขโมยซีนในทุกฉากของเธอ) หยุดยืนฟังเสียงเพลง มองดูกิจวัตรของผู้คน ชวนให้หวนหาถึงชนบทบางแห่ง อาจเป็นบ้านที่บางคนจากมา หรือดินแดนที่บางคนอยากอยู่อาศัย( กระทั่งในบ้านเรา การเปิดเพลงเสียงตามสายก็ยังพบเห็นได้ตามหมู่บ้านทั่วไป )
หนังแทรกประเด็นผลกระทบของการสร้างเขื่อน (หรือการสร้างโครงการของรัฐ) ไว้เบาๆเป็นฉากหลัง แม้หนังจะไม่ลงลึกในเรื่องผลกระทบใดๆที่เกิดจากเขื่อน (ซึ่งว่ากันว่า สารคดีเรื่องbefroe the flood ที่มาฉายในเทศกาลเดียวกัน พูถึงปีระเด็นนี้อย่างเข้มข้น ) อาจทำให้ประเด็นทางการเมืองของหนังเบาบางจนจับไม่ได้ แต่ใช่หรือไม่ว่า การที่หนังเลือกเน้นย้ำความสงบงามของวิถีเก่า นั้น ยิ่งเน้นย้ำเราก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงการคุกคามอันไม่เป็นธรรม ที่ชาวหมู่บ้านต้องผเชิญ จากเขื่อนที่พวกเขา นอกจากไม่ได้ประโยชน์อะไรจากมัน ยังต้องยอมขุดรากถอนโคนตนเอง สังเวยให้กับ-ความต้องการกำลังไฟฟ้าสำรอง- ของชาวเมืองอีกต่างหาก บางทีหากเปลี่ยนหมู่บ้านนี้เป็นชื่อ ปากมูล หรือ ราศรีไศล เราอาจเข้าใจกันได้เสียทีว่าทำไมชาวบ้านจึงได้ออกมากินนอนกันบนถนนหน้ารัฐสภา
หากนี่คือหนังที่สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูวิถีเก่าแก่ มันก็ทำสำเร็จอย่างยิ่ง ทั้งในฐานะการเป็นหนังที่ชวนใคร่ครวญหวนรำลึกด้วยอารมณ์ถวิลหา หรือปลูกฝังวิธีคิดอันอ่อนน้อมถ่อมตนต่อโลกใบนี้ และโดยส่วนตัว นี่คือ be with you ประจำปีนี้ (เหมือนที่ merry christmas คือ thechorusประจำปีนี้)ของผมครับ ซึ่งแน่นอน หมายความว่าหนังติดหนึ่งในสิบหนังที่ชอบที่สุดในเทศกาล (และน่าจะในรอบปี)ไปเรียบร้อยแล้ว
สำยำ
5.ODETE
สำวำ

djdldp
แม้ผู้กำกับจะออกตัวว่าเขาอยากทำหนังชีวิต เมโลดรามา แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าจะจัดหนังเรื่องนี้ให้อยู่ในหนังแนวไหนดี ระหว่าง หนังผี หนังโป๊(ชายเปลือยวิ่งไปมาตลอดเรื่อง ) หนังแฟนตาซี หนังรัก ไปจนถึง หนังโรคจิต หรือหนังชีวิตบัดซบ
เอาเป็นว่าodete คือหนังทุกรูปแบบที่ว่ามา เป็นการนำเอาแนวทางของหนังหลากหลายรูปแบบมายำเข้าไว้ด้วยกัน โดยไม่พยายามทำให้แบบใดแบบหนึ่งเป็นรสนำ หนำซ้ำยังพยายามลด สกัด ตัดทอน กันและกัน ก่อรสชาติ แปลกแปร่งที่ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี
เริ่มต้นกันที่ฉากจูบ หนังเปิดเรื่องด้วยภาพการจูบอันดูดดื่มของผู้ชายสองคน ก่อนที่จะจบลงด้วย ฉากอุบะติเหตุและความตายของชายผู้หนึ่ง
ตามด้วยฉากอีสาวเสก็ตบอร์ด เชคราคาของในห้างสรรพสินค้า แน่นอนหล่อนคือ โอเด็ต สาวร่างสูงผู้ฝักใฝ่ในการมีลูกเหลือใจ ฉากนี้จบลงด้วยการร่วมรักของหล่อนกับแฟนหนุ่มที่เป็นยาม ในห้าง ( หากแต่ฉากนี้กับเน้นภาพชายเปลือย ! ) และลงเอยที่การทะเลาะกันเพราะหล่อนอยากมีลูกจนขึ้นสมอง
จากนั้นหล่อนไปงานศพ เปโดร ชายผู้ตายในฉากแรก แล้วจากจุดนี้หนังก็เดินหน้าสู่ความแปลกประหลาด อันเกี่ยวเนื่องด้วย การท้องกับศพ (ฉากเด็ด นางสาวโอเด็ต ร้องกรี๊ดกระโดดลงหลุม ตอนฝังเปโดร ฉากต่อมา หล่อนเกหลือกลิ้งบนหลุมฝังศพ และครวญคราง fuck me fuck me ) การฆ่าตัวตาย ภาวะโรคจิต การถูกผีเข้า ความรักลึกซึ้ง และการร่วมรักพิสดาร โดยทั้งหมดบางทีอาจเกิดขึ้นจากแหวนเพียงวงเดียว!!!!!
หนังเดินหน้าอย่างนิ่งเงียบราวกับถ่ายทอดชีวิตประจำวันของ รุย กับ โอเด็ตไปเรื่อยๆ หากแต่ในความนิ่งเงียบ (จนเหมือนไม่มีอะไรนั้น) หนังกลับเดินหน้าไปอย่างบ้าบอคอแตก โอเด็ต ท้อง(ขึ้นมาซะงั้น) และค่อยๆกลายเป็นเปโดร และแหวนที่เปโดรกับรุยทำร่วมกัน (ซึ่งโอเด็ต ขโมยมาอย่างชวนขนลุก ) ก็ออกฤทธิ์ในทุกครั้งที่แหวนเปลี่ยนมือ ซึ่งในจุดนี้ หนังไม่ปิดบังว่าเป็นการ tribute ให้กับหนังเก่าของออเดรย์ เฮปเบิร์น อย่างbreakfast at tiffany (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแหวน หรือการใช้เพลง moon river ) ตัวผู้กำกับนั้นให้สัมภาษณ์ว่า เขาพยายามจะสร้างหนัง เมโลดราม่า ตามแบบของ ฟาสบินเดอร์ (ฉากเปิดของหนังนี่ดูราวกับหนังของฟาสบินเดอร์) และ ดักลาส เซริ์ค ( ฉากลมพัด หรือเปลี่ยนแหวน ใช้วิธีการเคลื่อนกล้อง แบบ เซริ์ค)หากแต่ผลลัพทธ์กับดูประหลาดล้ำกว่าการเป็นหนังเมโลดราม่าธรรมดา เพราะหนังมีอิทฤทธิ์ ปาฏิหารยิ์ ไปจนถึงภูติผีปีศาจ
หนังพูดถึงความหกมุ่น ยึดติด เมื่อรุยยึดติดอยู่กับความตายของเปโดร และ โอเด็ตยึดติดอยู่กับการมีลูก ทั้งคู่ไขว่คว้าหาบางสิ่งผ่านทางจุดร่วมคือ เปโดรผู้ซึ่งตายไปตั้งแต่ต้น และสิ่งที่ทั้งคู่ได้รับก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการหล่นร่วงลงไปเรื่อย โอเด็ต กลายเป็นโรคจิต รุยฆ่าตัวตาย ดูเหมือนจะจบลงอย่างโหดร้าย แต่ผู้กำกับกลับเลือกจบหนังอย่างประหลาดว่านั้น ด้วยการ สลับบทบาทรัก ในฉากจบแบบที่ไม่ต้องรู้เรื่องอะไรกันอีกแล้ว (และเป็นฉากจบที่เปรี้ยวที่สุดในเทศกาลนี้ ) ในแง่หนึ่งมันหวานมาก เมื่อคนหนึ่งกลายเป็นคนหนึ่ งและอีกคนหนึ่งยอมรับใน-ตัวตน-ใหม่ นั้นอย่างหมดใจ แต่ในอีกทางหนึ่งมันก็วิปริตสุดขีดได้เหมือนกัน
ความคลุมเครือ นิ่งเงียบ (และลามก) ของหนังอาจทำให้หวนคิดไปถึงหนังของ ไฉ้ หมิง เลี่ยง หากแต่อาจจะเพราะความขาดไร้อารมณ์ขันร้ายๆ(แบบในหนังของเฮียไฉ้ ) ทำให้หนัง อ่อนกำลังลง แต่อย่างไรดี ความแฟนตาซี ในรูปแบบเมโลดราม่าก็ทำให้หนัง-หลุด- ออกไปจากขนบเดิมๆได้อย่างเมามัน
edit @ 2006/03/02 01:14:55
อืม...แบ่งกันใช้มั้งเน่อ
เห็นบอกว่าถูกเยอะ...
น่าดูค่ะ
#1 By sofa (61.91.89.9) on 2006-02-28 09:28