MY BKIFF 2006 PART 1
posted on 21 Feb 2006 02:36 by filmsick in my-S-P-A-C-EWelcome to MIDDLE CLASS film festival
DAY 1 ผู้หญิงไม่มีแขนถึงดินแดนปาเลสไตน์
1.MADAME EDOUARD (NADINE MONFILS) : ฆาตกรรมขำขัน!!!!

เกิดการฆาตกรรมต่อเนื่องขึ้นในเมืองสงบๆที่ไหนสักแห่งในเบลเยยีม เมืองที่มีนายตำรวจหัวล้านที่กำลังพยายามถักนิตติ้งเสื้อโค้ตให้หมาของตัวเอง เขามีแม่เป็นหญิงผู้เสพติดของแจกแถมเช่น ที่รองหม้อลายเสือ (ซึ่งเธอมีชุดและรองเท้าที่เข้ากันเป๊ะๆด้วย) หรือ รองเท้าที่มีหัวข้างหนึ่งเป็นไม้กวาด อีกข้างเป็นที่โกย เป็นต้น นอกจากนี้เขายังมีเลขาสาวตุ้มตุ้ยที่มีต่างหูประหลาดใส่มาทำงานทุกวัน( บางวันเป็นรูปแม่วัวที่มีนมขนาดใหญ่กว่าตัวและสามารถบีบนมจากต่างหูได้จริงๆ หรือที่เด็ดกว่านั้นเช่นโถปลาทองอันเล็กๆที่มีปลาทองอยู่จริงๆ เป็นต้น) ที่จริงหนังมีตัวละครเพี้ยนๆ เบลอๆ เก๋ๆ อีกพะเรอเกวียน แต่เดี๋ยวจะเสียอรรถรสในการชม เอาเป็นว่าทั้งหมดพัวพันกับศพสาวสวยที่จู่ๆ ก็ไปโผล่ในสุสาน โดยไร้แขนหนึ่งข้างเสมอไป
หนังทำท่าจะเป็นหนังตลก ทำท่าจะเป็นหนังสืบสวนสอบสวน ทำท่าจะเป็นหนังสยองขวัญ ทำท่าจะเป็นหนังเจ้าป้าอัลโมโดวาร์ ทำท่าจะเป็นหนังของไมเคิล โซอาวี่ (พลอตชวนให้คิดถึง dellamore dellamorte ) และเพราะความท่ามากนี้เอง ทำให้หนังดูอิหลักอิเหลื่อไปไม่น้อย จนกระทั่งหนังดำเนินมาถึงตอนจบ เราก็ยังรู้สึกว่า แหมทำไมอะไรๆถึงได้ง่ายไปหมดนะ
อย่างไรก็ดี เอาเฉพาะบรรดาตัวละครของหนังก็ทำให้หนังดูสนุกไปตลอดเวลาฉาย โดยเฉพาะเจ๊เลขาที่ใช้ต่างหูมหาภัยมาขโมยซีนในทุกชอต ที่เธอปรากฏกาย (และบ่อยซะด้วย)
และในอีกทางหนึ่งดูเหมือน หนังเต็มไปด้วยความตั้งใจที่จะเล่า ขยายเพิ่ม ตีความ งานศิลปะภาพวาดดังๆหลายๆภาพ คนที่มีพื้นภูมิด้านงานศิลปะน่าจะสนุกกับหนังมากขึ้นหลายเท่า โดยทั้งในรูปแบบที่โชว์ออกมาตรงๆ( เข่นภาพชายในหมวกทรงสูงถือแอปเปิ้ล) หรือในฉาก (พี่สนธยาบอกว่าฉากหลังในห้องสอบสวนจำลองมาจากภาพเขียน) หรือมีการอ้างถึง เดาว่าคนที่เรียนศิลปะน่าจะสนุกกับมันแน่ๆ
จริงๆผู้กำกับมาด้วย แต่เนื่องจากผมรีบมากเลยไม่ได้อยู่ฟังQ and A แต่อย่างใด
2.GERMAN ANIMATION
จะพลาดอะไรก็ได้ไม่ว่ากันแต่การพลาดโปรแกรมนี้ถือเป็นบาป!!! เพราะนี่คือการรวมเองานอนิเมชั่นที่ดีที่สุดในเยอรมันในรอบ 10 ปี มารวมไว้ถึง 15 เรื่อง มีทั้งแบบ ลายเส้น แบบการ์ตูน แบบสีน้ำมะน แบบ หุ่นชัก แบบ stop motion ไปจนถึงแบบ คอมพิวเตอร์ กราฟฟิค และในทั้งโปรแกรม มี ถึง 15 เรื่อง โดยแบ่งเป็นเจ๋งมาก สัก5 เรื่อง และเจ๋งโคดๆๆๆ 10 เรื่อง (ที่จริงคือโคดเจ๋งมันทั้ 15 เรื่องแหละ แต่บางเรื่องผมวูบ) เลือกเรื่องที่ดูจบแล้วอยากกราบคนทำมาเชียร์อย่างออกนอกหน้าสักสองสามเรื่องครับ
ROCKS ( CHRIS STENNER , HEIDI WITTLINGER )

เล่าเรื่องห้องก้อนหินสองก้อน ที่ใช้ชีวิตบนเนินเขาผ่านร้อนผ่านหนาว เพราะเวลาของก้อนกินและเวลาของมนุษย์ไม่เท่ากัน เราจึงได้มีโอกาสมองเห็น ความรุ่งเรืองและล่มสลายของดินแดนภายในเวลา 8 นาทีของหิน ซึ่งอาจเป็นพันปีของมนุษย์ หนังสร้างสรรค์ทั้งตัวเรื่องและวิธีคิด มากๆครับ
GHOST TRAIN ( TINE KLUTH )

งานหุ่นดินปั้น(กระมัง) ที่เล่าเรื่อง ราวกับคือหนังสยองขวัญ !!! แปละมันสยองมากๆ(มากกว่าหนังสยองขวัญเลือดสาดบางเรื่องจากฮอลลีวู้ดด้วยซ้ำ ) ว่าด้วยเรื่องของวินเซนต์หนุ่มที่ออกตามหาเพื่อนหนุ่มสาวที่หายตัวไปอย่างลึกลับ วินเซนต์ ไปพบสวนสนุกกลางทะเลทรายแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยเรื่องพิสดาร ประหลาด และแน่นอน มันลองเอยอย่างสยดสยองเหลือเชื่อ การสร้างฉาก จัดแสง และการเล่นกับอารมณ์คนดู เข้าขั้นยอดเยี่ยมมากๆครับ
THE MESSAGE (RAIMUND KRUMME)



การ์ตูนลายเส้นที่เล่นสนุกกับ สาส์น ที่ถูกส่งต่อ ดัดแปลง แปลความ บิดผัน แตกกระจาย ขยับขยาย ส่งผลต่อเนื่องไม้รู้จบ อนิเมชั่นลายเส้นเก๋มากเรื่องนี้คือวิธีการที่ตรงที่สุดและเห็นภาพมากที่สุด ในการอธิบาย คำว่า - ข่าวลือ -
TERMINAL : PARADISE ( JAN THURING)

การ์ตูนstop motion เล่าเรื่องของเหล่าหนูในทะเลทราย ที่รื้อเจอโปสการ์ดภาพอากาศแจ่มใสในทุ่งทานตะวัน พวกเขาคิดว่านั่นคือสวรรค์จึงเก็บข้าวของออกเดินทางตามหาสวรรค์ ก่อนจะพบความจริงแสนเจ็บปวด การ์ตูนสั้น 7 นาที ที่พูดถึงความหวัง ความสิ้นหวัง เสียดเยความกลวงเปล่าของสรรพชีวิตได้เจ๋ง (จนเจ็บ!) มากๆ
CHERCHEZ LA FEMME ( DANIEL HOPFNER)

การ์ตูนหลอนมากที่เล่าเรื่องฝันร้ายของหญิงสาวผู้หนึ่ง ถ้าคุณรัก eraserhead ของdavid lynch นี่คือการ์ตูนที่ให้อารมณ์บ้าบอ วิปริต หลอกหลอนในระดับเดียวกัน ภายในเวลา 12 นาที !!! ( จากข้อมูลด้านบน นี่คือ หนังที่ราชินี้หนังมืด madeline de scudery ยกให้เป็นหนังที่เธอชอบที่สุดในเทศกาลนี้ (นับถึงตอนนี้ครับ) )
THE RAVEN (HANNES RALL)



การ์ตูนลายเส้นสามสี (ขาว ดำ แดง ) ที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้นของ เอ็ดการ์ อลัน โป!!!!! ว่าด้วยค่ำคืนอันมืดทะมึนของชายหนุ่มผู้หนึ่งกับอีกาตัวหนึ่ง ที่ลงเอยอย่าสยดสยอง !!!!! ถ้าแค่ชื่อ เอ็ดการ์ อลัน โป ไม่ทำให้คุณน้ำลายหก ขอบอกว่า ลายเส้นของหนังเจ๋งมากๆ ครับ
เอิ๊ก แนะนำไปมา ล่อไป 6 เรื่อง !!
หมายเหตุ: การพลาดโปรแกรมนี้ถือเป็นบาป แต่ดูเหมือนทางเทศกาลก็ได้ทำบาปด้วยการเอาโปรแกรมนี้ไปฉายในโรงอุลตร้าแมน (สำนวนคุณ BLACK FORREST หมายถึงโณงultra screen) ที่มีที่นั่งเพียง สามสิบที่เศษๆ ดังนั้น ใครที่จองตั๋วไม่ทัน (ถ้ามันเกิดเต็มขึ้นมาจริงๆ) ควรรวมตัวกันประท้วงให้โปรแกรมนี้ขึ้นโรงใหญ่ครับ!!!!!!
3.TSOTSI ( GAVIN HOOD) เมื่อตัวชั่วช้าถูกความหวังสั่งสอน!

เนื่องจากนี่เป็นหนังดังในเทศกาลนี้ เดาว่าน่าจะรู้เรื่องกันหมดแล้ว และผมตั้งใจจะเขียนถึงยาวๆ(คำว่าตั้งใจจะเขียนไม่ได้แปลว่าจะเขียนได้สำเร็จนะครับ) จึงไม่ขอเล่าเรื่องย่อครับ
โดยส่วนตัวผมชอบหนังเรื่องนี้มากกว่าที่คิดในช่วงชั่วโมงแรกที่นั่งดู เพราะขณะดูผมรู้สึกถึงความจงใจเร้าอารมณ์อยู่ตลอดเวลา จนบ่างครั้งนึกว่ากำลังดู dangerous mind (แบบไร้ มิเชลล์ ไฟเฟอร์อยู่) อย่างไรก็ตาม ผมกลับพบว่าประเด็นของหนังนั้นน่าสนใจมากเมื่อหนังไม่ได้เลือจะเล่าเรื่องของxxxชั่วที่ได้รับผลกรรมในท้ายที่สุด หรือxxxชั่วที่ค่อยๆเข้าใจชีวิตเมื่อมีรัก แต่หนังกลับเล่าถึง-xxxชั่ว ที่ต้องต่อสู้กับความสำนึกบาปภายในและใช้เวลาไถ่ถอนตัวเอง ที่เจ็บปวดดีคือหลังจากสิ่นหวังมาตั้งแต่เด็ก (หนังมีflashbackแบบพิมพ์นิยม มากๆ) ในที่สุดเขาได้ลิ้มรสของความหวังเป็นครั้งแรก แทนที่จะถูกกรรมชั่ว และความรุนแรงตามรังควาน เขากลับถูกรังควานด้วยความดีงาม ที่เขาไม่เคยพบมาก่อนแทน
หากน่าเสียดายที่ตอนจบของหนังกลับจงใจบีบคั้นอารมณ์อย่างเต็มที่ (ซึ่งในทางหนึ่งมันทำให้เราเห็นว่า xxxหนุ่มหน้าตาเถื่อนที่เล่นเป็น ซ๊อทซี่ มันเล่นหนังใช้ได้) แต่อย่างไรก็ดี ผมกลับชอบตอนจบมากกว่าที่คิดเพราะมันไม่ได้จบลงด้วยโศกนาฏกรรมโรแมนติค (ตามที่ผมคิดว่าจะเป็น) มันเร้าอารมณ์แต่ก็เลือกให้จบลงอย่างพอดีกว่าที่คิด
นอกจากนี้หนังเล่นกับประเด็นทางชนขั้นได้อย่างน่าสนใจมากๆโดยเฉพาะความแตกต่างใน-ห้องเด็ก ของ ลูกชาวบ้านกับลูกชนชั้นกลาง รวมไปถึงประเด็นอื่นๆที่หนังแทรกเอาไว้
โดยรวม แม้ใครๆจะนึกถึง city of god (ซึ่งผมยังไม่ได้ดู) แต่ผมกลับนึกถึงส่วนร่วมของ dead man walking กับ crimson gold มากกว่าแฮะ
ปล. ข้อความทั้งหมดอาจถูกนำมาใช้ซ้ำเมื่อผมเขียนยาวๆถึงหนังอีกครั้งครับ
4.OUT OF PLACE : MEMORIES OF EDWARD SAID (Makoto sato) ผู้พเนจรนิรันดร์

อารัมภบท
Edward Said ผู้ตีแผ่มายาคติของ การปะทะระหว่างอารยธรรม
http://www.onopen.com/2006/02/159
คุณไม่ต้องอ่านที่ผมเขียนถึงหนังเรื่องนี้ก็ได้ แต่คุณควรจะได้อ่านบทความชิ้นนี้ของedward said ชายผู้เป็นชื่อของหนังเรื่องนี้ นักคิดชาวปาเลสไตน์ผู้ยิ่งยง ขอบคุณที่หนังเรื่องนี้ทำให้ผมได้รู้จักเขาครับ
*******หนังจะเข้าอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ถ้าไม่ลำบากนักไปดูกันเถอะครับ**************
เอ็ดเวริ์ด ซาอิด เป็นชาวปาเลสไตน์ แต่หลังจากเขาเกิดได้ไม่นาน ครอบครัวของเขาต้องระหกระเหเร่ร่อน จาก ถิ่นเกิดไปยังที่ต่างๆ ทั้ง อียิปต์ เลบานอน จนกระทั่ง อมเริกา เอ็ดเวริ์ด จบการศึกษาด้านวรรณกรรมเปรียบเทียบ และเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เขาเขียนหนังสือหลายเล่ม และโยเฉพาะ orientalism หนังสือที่ว่าด้วย -บูรพคติ- หรือการศึกษาตะวันออกที่นำเสนอ ความคิดคัดง้างกับประเทศตะวันตกที่เขาอยู่มาครึ่งชีวิต ว่า ความเป็นตะวันออก- นั้นไม่มีอยู่จริงเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น โดยชาวตะวันตก ทั้งนี้เป็นไปเพื่อจัดระเบียบ กดขี่ และเข้ายึดครอง ดินแดนตะวันออก ด้วยการสร้างความเป็นตะวันออกที่ไม่มีอยู่จริงให้แตกต่างและต้อยต่ำกว่า นอกจากนี้เขายังเขียนบทความอีกมากมายเพื่อต่อสู้แทนพี่น้องชาวปาเลสไตน์ ได้ร่วมกับ ยัตเซอร์ อาราฟัต ผู้นำอิสราเอล เจรจา ข้อตกลง ออสโล ที่ต่อมาไม่ประสบผลสำเร็จจนซาอิดต้องลาออกจากคณะกรรมการ(ซึ่งในที่สุดก็ยุบตัวลงพร้อมกับการถือกำเนิดของPLO (องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ ) ที่ตลอดชั่วชีวิตไม่เคยได้มี ที่ทางของตนเอง-เลย
และในปี 2004 เอ็ดเวริ์ด ชาอิดเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ทิ้งไว้เพียงผลงานมากมาย หนังสือบทความ รวมถึงงานด้านดนตรีที่เขารวบรวมนักดนตรีเลือดใหม่ของชาวยิว และปาเลสไตน์ ร่วมบรรเลงบทเพลงโดยไม่เกี่ยงเชื้อชาติ หรือแนวเพลง
และสารคดีเรื่องนี้ทำขึ้นโดย Makoto sato ผู้กำกับสารคดีชาวญี่ปุ่น ที่ต้อยตามไปยังแผ่นดินถิ่นเกิดของ อ็ดเวริ์ด ซาอิด เรียนรู้เขาจากผู้คนรอบข้าง ภรรยา เพื่อนร่วมงาน บ้านที่เขาเคยอาศัย ก่อนที่จะพาเราเดินทอดน่องท่องไปดูชีวิตของผู้คนที่เขาต่อสู้เพื่อ ซึ่งไม่ใช่แค่ชาวปาลสไตน์ ในค่ายกักกัน แต่ยังรวมถึงชาวยิวที่ต้องระหกระเหินไม่แพ้กัน หรือกระทั่งชาวคริสเตียน สองนิกาย และผู้คนเมืองที่มีสองฝั่ง ชาวอาหรับในถิ่นคนยิว ในความขัดแย้งระดับชาติ เราเห็นความพยายามที่จะอยู่ร่วมกัน การยืนหยัดในการรักษาวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นโดยไม่ได้ทำลายวัฒนธธรมต่าง การกลืนกินกันและกัน การทอดสายตาไปในประวัติศาสตร์อันแสนเศร้า และการพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป ผ่านทางเรื่องเล่า ภาพครอบครัว อาหารการกิน กระทั่งแผ่นดิน ที่เมื่อทอดตาออกไปเส้นพรมแดนไม่เคยมีอยู่จริง
สารคดีเรื่องนี้มีความยาว 137 นาที ตัวเรื่องโปสเตอร์ ชื่อเรื่อง และความยาว ชวรให้เราไขว้เขวเข้าใจผิดว่านี่คงเป็นสารคดี ชืดชาน่าเบื่อหน่ายของชายผู้หนึ่งที่ถูกสร้างภาพให้ยิ่งใหญ่จนเกินตัว เรียงหน้าไปโดยผู้คนที่ออกมาสรรเสริญเยินยอต่อเนื่องกันไป จนจบ หากนั่นเป็นความคิดที่ผิดถนัด เพราะหนังใช้เวลา เพียงช่วงแรกเท่านั้นในการแนะนำตัวเอ็ดเวริ์ด ซาอิด โดยไม่พยายามแสดงทีท่าเชิดชูใดๆมากไปกว่าการบอกเล่าที่มาที่ไปของชายผู้นี้ เราคนดูไม่ได้รู้จักเอ็ดเวิร์ด ซาอิดมากขึ้น หรือไม่ได้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของเขาที่กดทับลงมา หากในชั่วโมงต่อมา มาโกโตะ ซาโตะ จูงมอเราเดินช้าๆเข้าไปในดินแดนแปลกถิ่น เขาไม่ได้พาเราไปรู้จัก เอ็ดเวริ์ด ซาอิด แต่ไปดูผู้คนที่เอ็ดเวริ์ด ซาอิดต่อสู้เพื่อ ประชาชนผู้ทนทุกข์ของโลกนี้
หนังใช้เวลาหมดไปกับการพาเราเข้าไปเยี่ยมเยียนค่ายกักกันชาวปาเลสไตน์ตรงชายแดน ฟังเรื่องเล่าถึงดินแดนที่พวกเขาเคยอยู่ และต้องมองดูมันผ่านทางภาพถ่ายที่ใครคนหนึ่งถ่ายมาให้ พวกเขาอยู่กันในบ้านเรือนคับแคบ และบางคนไม่เคยออกจากค่ายไปมากกว่า 6 ปี แล้ว ค่ายกักนกันกลายเป็นบ้านของพวกเขาผู้ซึ่งถูกทำให้ไร้บ้านชั่วนิรันดร์
ชายชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งพูดใส่กล้องอย่างเผ็ดร้อนว่า พวกเขาถูกบังคับให้พเนจรด้วยแนวความคิด zionist ทุถือว่าสถานที่นี้คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่มีแต่ชาวยิวเท่านั้นที่อยู่ได้ ชาวอาหรับควรต้อวงอพยพไปยู่ในดินแดนที่ต่ำกว่า แล้วดูอเมริกาตอนนี้สิ บุชกลายเป็นพวกzionistไปแล้ว!
จากนั้นหนังพาเราไปดูชาวยิวที่ต้องระหกระเหินพอกัน หญิงชราผู้หนึ่งนั่งดูฟุตเตจ อาคารที่หล่อนเคยอาศัยในวัยเด็กพลางเล่าถึงชุมชนชาวอาหรับและยิว ที่เคยอยู่ร่วมกัน แบ่งปันกัน เล่นบนถนนเดียวกัน พอชาวปาเลสไตน์ถูกย้ายไป พวกเขาไปจนไม่เหลือร่องรอยว่าเคยอยู่ที่นั่น อาจารย์คนหนึ่งบอกว่า เขาเติบโตขึ้นมาในสังคมไร้ชาวปาเลสไตน์ ทั้งที่เคยเป็นเพื่อนบ้านกัน ความรู้สึกแบบนั้นปะทะกับตัวเขา หนังพาเราไปดูการทำอาหาร การเล่นดนตรีของเยาวชน ที่เชื่อมชาติพันธุ์ทั้งสองเข้าด้วยภาษาเดียวกัน ภาษาดนตรี แล้วพาเราไปพูดคุยกับชาวเมือง ที่เติบโตขึ้นในเขตพิเศษ อันสงบร่มรื่น เขาเป็นคนรุ่นแรกที่เกิดในที่นี้ ไร้รากโดยสิ้นเชิงเขาจึงต้องสร้างรากขึ้นมาใหม่เพื่อลูกหลานของเขา ไปดูชายชราชาวอาหรับที่ปฏิเสธจะย้ายออกไปเมื่อถูกทหารขับไล่ เขาพูดเพียงว่า เขาขายยาเส้น ทหารอิสราเอลก็ต้องสูบยาเส้น ก็เท่านั้น ทุกคนอยู่ร่วมกัน แต่หนังก็พาเราไปพบเมืองที่ถูกมาร์ลอต ทาเคชา เมืองสองชื่อของคนสองชาติ เด็กๆเส่นสนุกกับการไปมาระหว่างสองฝั่ง ผู้ใหญ่สนใจเรื่องความแบ่งแยก และการพยายามกลืนกินกันและกัน มีความขัดแย้งในความกลมกลืนและความกลมกลืนในความขัดแย้ง
ท่ามกลางเวลาที่หนังใช้ในการเดินทาง บ่อยครั้งกล้องทอดสายตาไปยังภูมิทัศน์ แผ่นดิน ภูเขา ถนนหนทาง บ้านเมือง ในเวลาเหล่านั้น ดนตรีประกอบจะเงียบเสียงลง มีเพียงภาพของผืนแผ่นดินผ่านหน้าเราไป คล้ายจะตั้งคำถาม พรมแดนมีจริงหรือ นี่มันไม่ใช่ผืนดินแผ่นเดียวกันหรือ สงบเงียบอุดมสมบูรณ์รอเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
หนังจบตัวลงอย่างง่ายๆในการประชุมเพื่อระลึกถึง ซาอิด มรดกที่เขาทิ้งไว้ และความปรารถนาที่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ หากแต่ เมื่อไฟดับ เราลุกออกมาจากโรงไปใช้ชีวิตท่ามกลางความขัดแย้งของผู้คนที่แบ่งเขาแบ่งเรา บางครั้งเราอาจได้คิดถึงสิ่งที่ซาอิดคิด และได้หมองลงไปในดวงตาหมองของผู้คน และเข้าใจได้เสียทีว่าในความแตกต่างนั้น ไม่ได้มีสิ่งใดน่ากลัวเลย เราเพียงต่างกันแต่เราอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องทำร้ายกัน ไม่ต้องทำร้ายกัน
สำหรับคนที่อยากรู้จัก edward said เพิ่มเติมลองไปตาลิงค์เหล่านี้ครับ
เอ็ดเวิร์ด ซาอิด : ความฝันและมายาคติ
http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document95253.html
บทความ between world โดย edward said (ภาษาไทย)
http://www.midnightuniv.org/midculture44/newpage2.html
บทความเนื่องในมรณะกรรมของedward said (ภาษาไทย)
http://www.midnightuniv.org/midarticle/newpage47.html
รายละเอียดของหนัง (โดยละเอียด)
http://www.heymancenter.org/archive.php?name_id=102&year=2005
ปล. ขออนุญาติหยิบส่วนนี้ไปแปะในyour reviewด้วยนะครับ จะได้ไว้แลกเปลี่ยนกันเพิ่มเติม
ปล. 2 ผมเองไม่แน่ใจข้อมูลของซาอิดครับ เรียบเรียงจากที่ได้ดูหนังและที่ค้นได้ หากมีผู้เชี่ยวชาญท่านใดเห็นว่าผิดพลาด รบกวนแก้ไขให้จักเป้นพระคุณยิ่งครับ
DAY 2 : จาอิสตนบูลถึงพนมเปญ รักของผู้ยากไร้ ในสรรพสำเนียงจากโรงละครไหม้ไฟ
5. DONT COME KNOCKING ( Wim Wenders) เรื่องเล่าของชายผู้ไม่เข้ากันกับโลก

ผมจะดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง(แต่เป็นครั้งแรกในโรง) ในวันที่ 24 ใครดูรอบนั้นเจอกันครับ
เอาบทความที่ผมเคยเขียนไว้ในOpenมาให้ชิมลางก่อนชม เพื่อเป็นการเรียกร้องให้คนไปดูหนังเรื่องนี้กันเยอะๆ ไปดุได้ที่นี่ครับ
http://www.onopen.com/2006/02/207
มาร่วมเฉลิมฉลอง อีกครั้งของลุงวิมในโรงภาพยนตร์กันเถอะครับ!!!!!!!!!!!!!!!!!!
6. DARK HORSE (Dagur Kari ) รักของผุ้ยากไร้
เนื่องจากตั้งใจจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ยาวๆ จึงแนะนำสั้นๆกันก่อน 555
-นี่เป็นหนัง-เรื่องต่อมา- ของ Dagur kari หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงาม กับnoi albinoi โดยในเรื่องนั้นเขาทำหนังสี แต่ผลลัพทธฺกลับออกมาเป็นหนังซีดๆ ที่เย็นชืด และ เย้นชา ด้วยอานุภาพของเมืองน้ำแข็ง กดทับคนดูจนแข็งตายไปในตอนจบ มาคราวนี้เขาทำหนังขาวดำ แต่กลับได้ผลลัพทธ์เป็นความรู้สึกถึงสีสัน มากกว่าหนังเรื่องห่อนหน้าอย่างมาก
-ข้อมูลลับจากราชินีหนังมืดแจ้งว่าหนังได้ตากล้องคนเดียวกับ reconstruction หนังภาพเก๋ไก๋สไลเดอร์เรื่องนั้น ภาพขาวดำในหนังเรื่องนี้จึงออกมางดงามอย่างยิ่ง โดยหนังแบ่งการจัดแสงเป็นสองระดับ ในฉากทั่วไป หนังใช้แสงธรรมชาติให้ดุอบอุ่นเป็นจริง แ ต่เมื่อใดก็ตามที่หนังเริ่มจมลงห้วงยามหม่นเศร้า หนังจะจัดแสงให้จ้าขึ้นทำให้เกิดภาพขาวจัดดำจัด กดตัวละครไว้ในเงามืด หรือบีบอัดในแสงจ้า
-หนังเล่นกับภาพซ้ำๆ อย่าสนุกมือหลายครั้งหนังปล่อยให้ภาพเดิมเล่นซ้ำ สามสี่รอบ ราวกับจะพูดถึงความซ้ำซากจำเจอันแสนสิ้นหวังในชีวิต เพราะภาพเหล่านั้นเป็นภาพ การตื่นนอน การเดินเล่น เป็นต้น
-ดนตรีประกอบหนังเพราะมากๆๆๆๆ(ถ้าใครชอบ เพลงประกอบ I heart huckabees ,me n u n everyone we know ต้องชอบเรื่องนี้แน่ๆ)
-งานกราฟฟิต้ในหนังก็สวยได้ใจมากเช่นกัน
-หนังไม่ได้มีอารมณ์ดิ้นรนอย่างสิ้นหวังแบบnoi albinoi ออกจะขบขันและรืนรมยืกว่ามาก แต่ด้วยโครงเรื่อง ตัวละคร และตัวผู้กำกับ ยามใดที่หนังจะหม่นลง มันก็หม่นลง จริงๆจนรู้สึกได้ถึงความเศร้า
-ชอบฉากเปิดตัวคุณยายในเลื่อยไฟฟ้าเป็นอย่างยิง ทั้งนี้รวมถึงฉากปิดตัวในเวลาต่อมา
-ทั้งนี้รวมถึงฉากแข่งฟุตบอลหญิงที่รุนแรงมากๆ (ไม่ใช่นักกีฬา หากเป็นกรรมการ!!!)
-โดยรวม เนื่องจากนี่เป็นหนังที่ผมรอคอย มันจึงเป็นหนังที่ สมปรารถนามากๆครับ
7.CROSSING THE BRIDGE : THE SOUND OF ISTANBUL ( Fathi Akin) สรรพสำเนียงห่งอิสตันบูล
![]()
ผมจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ยาวๆ (อีกแล้ว) ครับ
****************ประกาศชัดๆ ตรงๆ นี่คือหนังที่ผมชอบเป็นอันดับหนึ่งในช่วง สองวันแรกของเทศกาลนี้ครับ*****************
-นี่เป็นหนังที่สมปรารถนาซ่าซ่าในใจผมมากจนอดคิดไม่ไดเว่าถ้านอนดุแผ่นผีอยู่ที่บ้านผมคงลงไปนอนักดิ้นชักงอทุก 5 นาที
-ตัวหนังเป็นสารคดี ว่าด้วยบทเพลงแห่งอิสตันบูล โดยหนังเกิดขึ้นขณะ fathi akin ถ่ายทำหนังเรื่องก่อนหน้านั่นคือ HEAD- ON (สารภาพว่า head on คือ 1 ใน 10 หนังในใจผมในปีที่แล้วครับ) ช่างเสียงของเขาเดินทางไปพบปะนักดนตรีมากหลาย และชักชวนให้ผู้กำกับตามไปเก็บภาพจนได้มาเป็นสารคดี เท่มากๆเรื่องนี้
-หนังคงลักษณะ ฉับไวแบบ Akinเอาไว้ครบ มันจึงไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย
-สำหรับผมหนังเรื่องนี้ คือเนื้อย่างที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยซอส พอกัดคำไหยซอสที่ปรุงรสอย่างเลิศเลอก้ไหลซึมออกมา ชุ่มฉ่ำ และเอร้ดอร่อยอย่างยิ่ง (แต่นี่คือความเห็นส่วนตัวครับ!!!!!!!!)
-เอาเข้าตามจริงแล้วหนังเรื่องนี้เหมาะกับคนที่ชอบฟังเพลงเท่านั้น เพราะตั้งแต่ต้นจนจบหนังกระหน่ำเราด้วยบทเพลงตลอดเวลา ตั้งแต่เพลงร๊อคหูเหล็ก เพลงฮิปฮอป ไปดุเด็กเบรคแดนซ์ ไล่ลงไปถึงดนตรีพื้นเมือง เพลงโรมาเนีย ดนตรีรนิมถนน นักร้องยอดนิยม เพลงชาวเคริ์ด ผูลี้ภัย ราชินีเพลงตุรกี และ บทเพลงเก่าแก่ เพลง เพลง เพลง เพลง เพลง ซ้อนทับวิ่งไล่กัน (เมื่อใดที่มีเพลวงขึ้นผมก็เสียสตอไปหนึ่งครั้ง)
-แต่ภายใต้ความเป็นสารคดีเพลง ยิ่งหนังค้นลึกลงไปเท่าไหร่เรากยิ่งเห็นรูปรอยทางการเมืองมาขึ้นเท่านั้น ตั้งแต่ เพลงฮิปฮอปพร่ำบนถึงคนจนยาก เพลงชาวเคริ์ด ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกรัฐบาลออกกฏหมายห้ามร้องเล่นเพลงท้องถิ่นที่ไม่ใช่เพลงตุรกี (แต่ไม่นับเพลงภาษาอังกฤษและเยอรมัน) (ฉากร้องเพลงของนักดนตรีสาวชาวเคริ์ดในโบสถ์เก่าแก่ทำให้ผมน้ำตาซึม) เพลงชาวโรมาเนีย ที่ระทึกคึกตักจนหัวใจเต้นระบำ หรือกระทั่งการมองย้อนหลังประวัติศาสตร์การดนตรีของตุรกี
-หนังจบด้วยการร้องเพลงบนเรือล่องลำน้ำอันแสนใจไพเราะและโหยหา ทพให้หนังพุ่งขึ้นไปถึงจุดสุดยอด
-แต่ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะหนังปิดcredit ด้วยเพลง music ของเจ้าป้าmadonna (แต่เป็นเวอร์ชั่นตุรกี)ทำให้หนังเรื่องทะลุจุดสุดยอดปรอทแตกกันไป
ไม่รู้คนข้างๆจะรำคาญผมผรือไม่ที่ทั้งโยก ขยับ ตบ ตี น้ำตาไหล กรี๊ดเบาในใจ ไปเป็นระยะ กับกองทัพเพลงตุรกีที่ปรากฏ
-มีสองอย่างที่อยากจะทำหลังหนังจบ 1 คือวิ่งไปร้านป้าคนนั้น(ที่ข้างทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้า)แล้วขอร้องให้ผ้าสั่งsoundtrackหนังเรื่องนี้มาขาย) และ2 . วิ่งไปขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปร้านพี่คนนั้นอ้อนวอนขอให้นำดีวีดีเรื่องนี้มาขาย (แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวครับ)
-จากสองเทศกาลผมพบว่าผมถูกฉโลกกับสารคดีดนตรีอย่างรุนแรง เพราะในworldfilm ผมก็แทบคลั่งกับmusica cabana พอมาคราวนี้ หนังเรื่องนี้กับผมซะอยู่มือ
-เนื่องจากคุณเห็นกันจะๆแล้วว่าเป็นการเขียนแสดงอารมณืที่รุนแรงเกินกว่าเหตุเพราะฉะนั้นอย่าเชื่อจนกว่าจะได้ผจญภัยในอิสตันบูลด้วยตาและหูของคุณเอง!!!!
-สุดท้าย fathi akin เย่ๆๆๆๆๆ
8. THE BURNT THEATRE (RITHY PAHN) เสียงจากโรงละครร้าง


-หนังจากกัมพูชาเรื่องนี้ sold outครับ!!! แต่บัดเดี๋ยวก่อน มันฉายในโรงอุลตร้าแมน!!!!
-คุณเต้ให้ข้อสังเกตวว่าหนังที่ว่าด้วยความทุกข์ระทมของชนกลุ่มน้อย ทั้งthe burnt hteatre , three dots หนังจากหญิงชาวอัฟกัน , the village album หนังของชีวิตคนหลังมีเขื่อน ล้วนฉายในดรงอุลตร้าแมนทั้งสิ้น ดังนั้นแปลว่าเราจะได้นอนกระดิกteen ดูความชอกช้ำของผู้คนอย่างเป็นสุข (และนั่นทให้ผมไม่กล้ากระดิกteen ตลอดหนังเรื่องนี้เลยครับ!!)
-หนังเล่าเรื่องความยากแค้นแสนเข็ญชองบรรดาศิลปินชาวขเมร หลังการปกครองของขเมรแดง โรงละครถูกเผา ไม่มีโรงหนังไม่มีการแสดง ไม่มีละคร ศิลปินแห่งกัมพูชา (ดินแดนที่รุ่งโรจน์ในด้านศิลปะมากที่สุกที่หนึ่งในโลก) กลับสิ้นไร้ไม้ตอกเป็นคนยากไร้
-หนังถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล(หรือกล้องวิดีโอ) อาศัยวิธีการเล่าเรื่องแบบหนังสั้น ที่ไม่พยายามเร้าอารมณ์จนเกินงาม (แบบนั้นหาดูได้ในหนังไทยทุนสูงมากว่าฮา!)
-ผลลัพทธ์ก็คือหนังค่อยๆกินลึกมในใจคนดู และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในฉากจบ
-ด้วยความที่หนังใช้กล้องดิจิตอลถ่าย หนังไม่มีเอฟเฟคต์อะไรเลยในฉากบางฉากที่อาจเป็นเพียงจืนตนาการหรือความฝัน การไม่แตกต่างกันระหว่างภาพในความจริงและความฝันทำให้ทั้งสองสิ่งเลือนเข้าหากัน และสร้างความน่าสนใจอย่างยิ่งเพราะเราไม่แน่ใจว่าที่เราเห็นเป็นเพียงความนึกคิดหรือมันเกิดขึ้นจริง
-แม้โดยรวมหนังจะไม่ได้มีงานสร้างที่ได้มาตรฐาน แต่ผลลัพทธ์ของหนังออกมาน่าทึ่งทีเดียว ครับ
เก็บตกบรรยากาศ สองวันแรก
-ถ้าไล่ขึ้นไปจะเห้นว่าผมตั้งชื่อเทศกาลนี้ว่า middle class film festivalเพราะราคาค่าตั๋ว มันแพงเหลือใจ หนำซ้ำ ยังเรื่องซับไตเติ้ลที่เป็นปัญหามาทุกปี ซึ่งแม้จะบอกว่าหนังมาช้าทำให้ทำซับไม่ทันเป็นเหตุผลที่พอจะรับได้ ก็ตาม แต่พอคิดขึ้นว่า จริงๆแล้วการทำซับไทยน่าจะเป็นเรื่องที่ทางผู้จัดต้องใส่ใจเป็นอันดับต้นๆนี่นา (น่าใส่ใจมากกว่าพิธีเปืดหรูหราเสียด้วยซ้ำ)ดังนั้นผมจึงเห็นควรติติงเรื่องนี้ เพราะผมเชื่อว่า การได้อ่านซับภาษาไทย จะทำให้คนมาดูหนังหลากหลายมากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องดีครับ
-อย่างไรก็ตาม หลังจากอ่านรายละเอียดโปรแกรมและพิจารณาจากหนังที่ฉายพบว่า นี่คือ เทศกาลหนังสมานฉันทน์ดีๆนี่เองเพราะหนังที่เลือกมาล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์ ความขัดแย้งของผู้คนจากทุกมุมโลก อิรัก ตุรกี ปาเลสไตน์ ขเมร ไทย ไปจนถึงยุโรป จึงถือเป็นเรื่องน่าชื่นชมที่คนจัดดูจะซ่อนนัยยะทางการเมืองในการเลือกหนังไว้ไม่น้อยทีเดียว (ดุเหมือนประเด็น ความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มแทบจะเป็นหัวข้อหลักของเทศกาลเลย)
-ระบบการขายตั๋วในวันแรกนรกแตกมากอย่างที่ทุกท่ากล่าวไปแล้ว แต่ในวันที่สองดูเหมือนนรกจะย้ายมาอยู่กับตั๋วสื่อ เพราะไม่มีการจัดคิวอะไรเลย คนที่ยืนในคิวจึงต้องอรให้คนที่ รุมกินโต๊ะตั๋ว- ล่าถอยออกมาก่อนจึงเข้าไปเอาตั๋วได้ และทางผู้จัดจู่ก็ย้ายโต๊ะไปต่อหน้าต่อตา (ซึ่งฮามากเพราะย้ายไปประมาณ 50 เมตรเท่านั้นแต่แถวแตกกระจัดกระจายเลยทีเดียว) หวังว่าคงดีขึ้นเรื่อยๆนะครับ
เก็บตก
-ในวันอาทิตยืผมใส่เสื้อเทศกาลหนังทดลองไปดูหนัง ระหว่างที่ยืนคุยกับน้องคนหนึ่งอยู่ มีคนเดินมาทักว่า เสื้อสวยจังครับ หันไปดูแล้วถึงแก่อึ้งรับประทาน เพราะคนทักคือ พี่ไมเคิล เชาวนาศัย iron pussyของเรานี่เอง (กรี๊ดดด) และแน่นอนว่าเสื้อชุดนี้ พี่ไมเคิลสกรีนเองกะมือตอนทำขายในเทสกาลหนังทดลองครับ (กรี๊ดดดดดดดดดด) เนื่องจากตอนนั้นเอาแต่อึ้งเลยไม่ได้ตอบกลับไป มาตอบตรงนี้ว่า ชอบKKK มากๆๆๆๆๆครับ พี่ 555
-ขอบคุณพี่สนธยาสำหรับตั๋วสื่อ และขอบคุณ พี่ปุ่นสำหรับอาหารมื้อไฮโซมากๆครับ
เจอกันวันพุธครับพี่น้องงงงงง
edit @ 2006/02/27 23:50:45

ตัวหนังสือบ้าพลังมากเลยคร้าบบพี่น้อง
#1 By ว.26 on 2006-02-21 02:53