Badlands แดน รัก เดือด!

posted on 11 Feb 2006 05:19 by filmsick  in see-it-and-die

ในตลอดระยะเวลาการทำงานอันยาวนานร่วม 30 ปี terence malick สร้างหนังไว้เพียงสามเรื่อง กับผู้กำกับบางคน สามเรื่องแรก แทบไม่มีใครรู้จัก และกับผู้กำกับบางคน สามสิบปี เขาอาจมีหนังมาสเตอร์พีซสำหรับตัวเองเพียงสามเรื่อง แต่กับterence malick เขาทำหนังเพียงสามเรื่องในเวลา 30 ปี และหนังทั้งสามเรื่องก้กลายเป็นงานมาสเตอร์พีซ

ไม่นับหนังใหม่ เรื่องthe new world ที่จะฉายในปีนี้ หนังเรื่องล่าสุดของเขาคือ the thin red line ( 1998 ) ที่ว่าด้วย จิตใต้สำนึกของเหล่าทหารหาญในสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนหน้านั้นในปี 1978 เขาทำ days of heaven หนับงรักรันทด (แต่ภาพงดงาม) ของกรรมกรไร่ฝ้ายที่ต้องปลอมตัวเป็นพี่น้องทั้งที่เป็นคู่รัก นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมอันแสนเศร้า และย้อนกลับไปในปี 1973 เขาทำหนังยาวเป็นเรื่องแรก และหนังเรื่องนี้กลายเป็นมาสเตอร์พีซ หนังสร้างจากเรื่องจริงของ คู่รักจอมโหดนาม Charles Starkweather และ Caril Fugate ที่ในปี 1958 ทั้งคู่ออกฆ่าคนจนสะเทือนขวัญไปทั้งอเมริกา โดยนำมาเปลี่ยนชื่อตัวละครเพื่อหลีกเลี่ยงผลทางกฏหมายและกลายเป้นหนังแอนตี้ฮีโร่ ที่ปล่อยลูกหลานออกมาจนถึงทุกวันนี้ หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า badlands

เรื่องมันเริ่มต้นจากเมืองเล็กๆ ในเซาทธ์ดาโกต้า ไปสิ้นสุดที่ทะเลทรายในมอนทาน่า มันเป็นเรื่องของ คิท เด็กหนุ่มคนเก็บขยะที่วางมาดราวกับเป็นเจมส์ ดีน กับ ฮอลลี่ คู่รักวัย 15 ของเขา ทั้งคู่พบกันในเช้าวันเงียบสงบของเมืองที่เหมือนจะตายแล้ว ฮอลีซอ้มควงคทาเท้าเปล่าอยุ่หลังบ้าน ขณะที่คิทห้อยอยุ่ท้ายรถขนขยะผ่านหน้าบ้านเธอ

และทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกันและกัน อย่างรวดเร็วและเร่าร้อน หากทุกอย่างกลับไปได้ไม่สวยเหมือนความรัก เมื่อพ่อของฮอลลี่ไม่เห็นด้วย นำมาซึ่งโศกนาฏกรรม (ที่ไม่ได้มีความโศกเศร้าแต่อย่างใด) เมื่อคิท ฆาตกรรมพ่อของฮลลี่ จากนั้นทั้งคู่ก็หลบหนีไปด้วยกัน เริ่มจากการเข้าไปใช้ชีวิตเถือ่นถ้ำกลางป่าเขา จากนั้นก็เตลิดไปเรื่อย ไปเยี่ยมเพื่อน(ทรยศ) ไปสั่งสอนคนรวย ไปในทะเลทราย และยิ่งไปไกลเท่าไร ศพคนตายจากฝีมือของคนทั้งคู่ก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว จากเซาธ์ดาโกต้าถึงมอนทาน่า คนทั้งคู่เปลี่ยนจากคู่รักวัยรุ่น เป็นฆาตกรฆ่าต่อเนื่องเลือดเย็น ไปในท้ายที่สุด

หนังเริ่มต้นราวกับเป็นหนังรักเท่ๆ ของคู่รักหลุดๆ (โดยได้การแสดงแบบ บูชาเจมส์ ดีน ของ มาร์ติน ชีน และพลังพิเศษ แบบที่หาดูที่ไหนไม่ได้ของ sissey spacek ในวัย 15 ที่ใช้ทั้งกหารแสดงและร่างกายของเธอทำให้ฮอลลี่เป็นผู้หญิงที่สวยประหลาด บางมุมเธอดูสวยงาม บางมุมเธอดูน่าสะพรึง บางมุมเธอดูอ่อนหวาน ขณะที่บางมุมเธอดูเลือดเย็นอย่างเหลือเชื่อ) ภายในเมืองอันเงียบสงบ แต่ทันทีที่การฆาตกรรมเกิดขึ้น(อย่างปัจจุบันทันด่วน) เรื่องก็พลิกไปสุ่จุดที่ยากคาดเดาขึ้นตามลำดับ

และราวกับหนังจะซ่อนนัยวิพากษ์ American dream ไว้อย่างเข้มข้น บ้านของฮอลลี่ ถูกตกแต่งไว้ราวกับบ้านชนบทในฝันของครอบครัวอเมริกัน (แต่แม่เธอตายไปนานแล้ว และหลังจากแม่ตายพ่อที่แช่เค้กแต่งงานไว้สิบปีก็เอาเค้กไปแจก ก่อนจะย้ายเมือง ซึ่งนั่นทำให้ความฝันอเมริกันมีความแปลกแปร่งโดยนัยของตัวมันเอง ) นอกจากนี้พ่อของเธอยังประกอบอาชีพเป็นนักวาดภาพประกอบโฆษณาสีสดๆ อีกต่างหาก และทันทีที่เกิดการฆาตกรรมพวกเขาก้เผาบ้านหลังนั้นเสีย ราวกับเป็นการเริ่มต้นการปฏิวัติ ของคนรุ่นใหม่ เผาความฝันแบบอเมริกันจนมอดไหม้ และเตลิดไปสู่ดินแดนใหม่

จากนั้นเริ่มจากการที่ทั้งสองไปซ่อนตัวอยู่ในป่าหลังไร่ฝ้ายที่มีแม่น้ำกั้นกลาง ปลูกบ้านต้นไม้ อาศัยอยู่เยี่ยงคนเถื่อนถ้ำ จากนั้นจึงขยับขยายไปยังสถานที่ต่างๆ ราวกับเป็นขบถโรแมนติค หากไม่นับความตายรายทาง วิธีเล่าเรื่อง(ผ่านทาง voice over ของฮอลลี่ ) และเนื้อหาก็คือหนังรักโรแมนติคของคู่รักที่รักกันอย่างลึกล้ำ นั่นเอง

และด้วยความที่หนังพยายามจะเล่าแบบโรแมนติค แต่ภาพบนจอกับเป็นการฆ่าเหี้ยมโหด และยังกำหนดห้นักแสดงหลักสองคนไม่ได้ทำทีท่าว่า-รักกัน-อย่างเรื่องที่เล่า คิทดุบ้าคลั่ง ขี้ระแวง และฮอลลี่ เย็นชาถึงขั้นเลือดเย็น บรรยากาศของหนังจึงกลายเป็นความกระอักกระอ่วน แปลกประหลาด และ พิเศษแบบที่เราไม่เคยเห็นในหนังเรื่องไหนมาก่อน และไม่เคยได้เห็นอีก เพราะหากสืบย้อนกลับไปในหนังแนวทางนี้ bonnie and clyde เต็มไปด้วยอารมณืขบถอันอ่อนไหว และลูกหลานของหนังในทำนองนี้อย่าง natural born killer ก้เต็มไปด้วยอารมณ์เสียดสีประชดประชัน ในเรื่องแรก เรายืนอยุ่ข้างพระนาง ในเรื่องหลังเราเกลียด พระนางอย่างสุดหัวใจ (แม้จะแอบชืนชมในความเท่ ซึ่งโอลิเวิอร์ สโตนจงใจให้เรารู้สึกเช่นั้นเพื่อเสียดสี)

แต่ใน badlands เราคนดูถูกกันให้เป็น บุคคลที่สาม เราเป็นเพียงพยานรู้เห็นเหตุการณ์ฆ่าต่อเนื่องของคู่รักนักฆ่า ยิ่งกล้องถูกกำหนด ให้ตั้งอยุ่ในระยะกลางตลอดทั้งเรื่อง(และบีบคั้นเอาความงามจากทัศนียภาพออกมาอย่างรุนแรงราวกับว่าเรากำลังจ้องมองภาพเขียน) ทำให้ เราถูกกีดกันออกจากหนังไปเป็นผู้รับชมนาฏกรรมอำมหิตในครั้งนี้แต่เพียงเท่านั้น

และด้วยการณ์นี้ ในที่สุด เราผู้ชมไม่สามารถตัดสินตัวละครได้แม้แต่น้อย หนังไม่ให้โอกาสทั้งในการแสดงอารมณืร่วมและการตัดสินใดๆทั้งสิ้น หนังไม่ให้เราเห็นที่มาที่ไป แรงจูงใจที่ทำให้ทั้งสองคนกลายเป็นฆาตกร ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างมีเหตุผล(ถ้าจะมองตามสถานการณ์) แต่ไม่สมบูณณืด้วยแรงจูงใจ ประวัติแต่หนหลัง หรือ ความหนักแน่นบีบคั้น การฆ่าเพียงเกิดขึ้นอย่างไร้ความหมาย ราวกับขบถหัวอ่อนไหวสองคน ในที่สุด ดำดิ่งลงไปอย่างไร้จุดหมายในความเหี้ยมโหด ภาพทัศนียภาพที่สวยงาม กลับสะท้ความเป็น -badlands (ซึ่งที่จริงคือชื่อสถานที่)- ขัดแย้งเหมือนคู่รัก ที่กลายเป็นนักฆ่า

และตอนจบของหนังทำให้เรื่องทุกอย่างดูประหลาดมากขึ้นไปอีก เพราะแทนที่หนังจะจบลงตามความคาดหมาย

ฆาตกร (คนนอก /ขบถ) ต้องจบชีวิตภายใต้น้ำมือกฏหมาย อย่างเท่ๆ สง่างามทิ้งร่องรอยไว้ใมนใจคนดู หนังกลับเลือกจบว่าทั้งคู่โดนจับ แต่ตำรวจกลับไม่ได้ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างคนโฉด กลับชื่นชม เชิดชู คิท จนถึงขั้นกลายเป็นดาวเด่น ขอลายเซ็น ขอแลกปากกา ราวกับว่า คิท คือ ขบถผู้ยิ่งยง หรือซุปเปอร์สตารื ประมาณนั้น

แล้วสิ่งต่างๆก็ผ่านไป หนังจบลงด้วยvoice over ของฮอลลี่เมื่อเธอกลับเข้าสู่ระบบในโลกเดิม ระบบแบบอเมริกันดรีม คิทสังเวยตนให้ก่ารขบถ มองจากเรื่องเล่ามันตฃคือภาพร่างอันน่าเสร้าของขบถสองคน แต่จากภาพบนจอ ทำให้เราไม่อาจจะอิ่มเอมฮึกเหิมไปกับเรื่องเล่านั้นได้ เพราะในหนัง เรารู้แล้วว่าเขาอาจจะเป็นคนบ้าฆ้าคนสองคนเท่านั้นเอง เสียดเย้ย วิธถี แอนตี้ฮีโร่ (อันเสียดเย้ยวิถีโรมแนติคฮีโร่อีกที)ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง



edit @ 2006/02/12 16:35:28

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

#1 By Rachinai* (210.86.142.28) on 2006-02-12 16:38

ถึงหนังจะออกแนวเสียดสี เย้ยหยัน
สังคมอเมริกันได้อย่างน่าสนใจ
แต่ข้าพเจ้าไม่ชอบหนังเรื่องนี้
มันน่าจะมีการเสียดสีที่อ่ออนโยน
กว่านี้นะ...

#2 By sofa on 2006-02-12 17:16

เหอๆ

#3 By * Jetkaro ShowtimE * on 2006-02-12 18:49

อืม..ต้องขอบคุณที่เอามาแนะนำกัน
หนังแนวนี้เราเองก็ชอบดู
ดูกดดัน และบีบคั้นดี

แต่ไม่ว่าจะรัก จะฆ่า
ทุกอย่างมีเหตุผล
โดยรวมแล้ว
จากคู่รักน่ารักกลายเป้นฆาตกร
มาจากเพราะว่าคนสองคนถูกกีดกั้นทางความรักเท่านั้นเอง

อานุภาพของความรัก
ทั้งทำเรื่องที่ดีที่สุด
เลวร้ายที่สุดได้

#4 By ว.26 on 2006-02-13 04:24

หึ

หึ

หึ


อยากดู

เคยดูแต่ natural born killer ชอบจูเลียต ลูอิส น่ารักดี...

#5 By Sunday Syndrome on 2006-02-13 13:01

HAPPY VALENTINE

มีคนมาเติมเต็มเบาะท้าย

ให้ใจอุ่น และอุ่นใจ

มีรักที่ดีครับผม

#7 By sofa (58.8.35.47) on 2006-02-14 17:31

ผมว่านี่เป็นหนังที่แสดงความ absurdity ของกบฎหนุ่มสาวมากที่สุดเรื่องนึงใกลุ่มหนังยุคเดียวกัน

#8 By nakklam (124.120.154.44) on 2007-02-13 22:15

เพิ่งไ้ด้ดูเมื่อค่ำวันนี้เองครับ...

หนัง absurd มากๆ

ชอบฉากที่ตำรวจถามคิทว่า ทำไมนายถึงฆ่าคน...คิดตอบเพียงสั้นๆว่า...

\"ผมไม่รุ้...\"

#9 By Lost (118.174.106.197) on 2010-01-06 01:16