จาก the camera man ถึง city lights หนังเงียบ ที่ รัก
posted on 31 Jan 2006 00:43 by filmsick in alienation, FILMFLU, see-it-and-die

ชายผู้นั้นสวมหมวกทรงกระบอกแบนๆ หวีผมเรียบ ดวงหน้าไม่แสดงความรู้สึกรู้สมใดๆ เขาประกอบชีพ เป็นช่างภาพข้างถนน รับจ้างถ่ายภาพแบบอัดลงแผ่นดีบุก
ชายอีกผู้หนึ่งเป็นเพียงคนพเนจร สวมเสื้อคับกางเกงหลวม หมวกเล็กรองเท้าโต ทำเพียงพเนจรไปเรื่อยๆ ค่ำไหนก็นอนนั่นประสาคนยาก
ชายคนแรก พบรักกับหญิงสาวผู้หนึ่งที่เขาบังเอิญพบเพียงครั้งกลางฝูงชน ก่อนจะพลัดพรากจากกันไป
ชายคนหลังพบรักกับหญิงสาวขายดอกไม้ตาบอดผู้เอื้ออารี โดยที่เธอเข้าใจว่าเขาคือเศรษฐีมีเงิน
ชายคนแรกตามจนพบว่าหญิงสาวเป็นเลขาในบริษัทภาพยนตร์ วิธีเดียวที่เขาจะใกล้ชิดเธอได้คือการไปสมัครเป็นนักข่าว ทั้งๆที่เขายากจน จนต้องขายเครื่องมือหากินทั้งหมด แลกกลับกล้องถ่ายหนังโปเกที่เขาให้ไม่เป็นมาตัวหนึ่ง
ชายคนหลัง ยอมทำงานทุกอย่างตั้งแต่การเป็นคนเก็บขยะ เป็นนักมวย ไล่เรื่อยไปจนถึงขโมยเงิน เพียงเพื่อหาเงินมาให้หญิงสาวขายดอกไม้ได้ผ่าตัดดวงตา
ชายคนแรกมีชื่อว่า บัสเตอร์ คีตัน ส่วนชายคนหลังมีชื่อว่า ชาร์ลี แชปลิน


ฉากหนึ่งในหนังที่สร้างขึ้นเพื่อคารวะความสวยสดงดงามของโลกหนังเรื่อง the dreamers ของ เบอร์นาโต แบร์โตลุชชี่ ตัวละครชายสองตัวในเรื่องทุ่มเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เกี่ยวกับชายสองคนว่า ใครเจ๋งกว่าใคร ชายสองคนนั้น มีชื่อว่า ชาร์ลี แชปลิน และ บัสเตอร์ คีตัน
ชายทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน นอกจากอยู่ร่วมยุคสมัยกันเขาก็แทบไม่รู้จักกันเลย ( จนกระทั่งยามชรา จึงได้มาร่วมแสดงหนังด้วยกัน ) แต่ชายทั้งสองคน ถูกพูดถึงอยู่เสมอ ยามที่มีใครสักคนพูดถึงยุคสมัยอันแสนวิเศษของหนังเงียบ
ที่จริงแล้ว ออกจะเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ที่จะนั่งถกเถียงว่าระหว่าง บัสเตอร์ คีตัน และ ชาร์ลี แชปลิน ใครกันที่คู่ควรกับตำแหน่ง ราชันย์แห่งหนังเงียบ เนื่องด้วยการเปรียบเทียบคนทั้งคู่เข้าด้วยกัน ที่แท้แล้ว มันตลกยิ่งกว่าหนังที่ตลกที่สุดของคนทั้งสองรวมกันเสียอีก เพราะนอกจากจุดร่วมในฐานะหนังตลก และหนังเงียบแล้ว หนังของคีตัน และแชปลิน มีลักษณะเฉพาะตัวเกินกว่าที่จะนำมาเปรียบเทียบ กันได้ ไม่นับข้อที่ว่าการเปรียบเทียบ คือการลดทอน พลังของทั้งคู่ลง เนื่องจากในการเปรียบเทียบผู้คนมักแสวงหาจุดเด่น จุดอันแสดงชัดว่า ดีกว่า อีกฝั่งหนึ่ง ทั้งๆที่ที่แท้ จุดต่าง ข้อบกพร่อง ความไม่สมบูรณ์ต่างหากที่ทำให้หนังของทั้งสอง กลายเป็นหนังอันสุดแสนพิเศษ พิสุทธิ์ หากทั้งแชปลิน และ คีตัน (หรือเปลี่ยนคู่มวยเป็น ทรุฟโฟต์ กับ โกดาร์ด หรือ จางอี้โหมว กับ เฉินข่ายเกอ ) ต่างแข่งกันทำ หนังอันสมบูรณ์แบบ เชื่อแน่ว่าหนังของ ทุกคนคงออกมาจืดชืด และขาด -เสน่ห์- เฉพาะบุคคลอันแสนพิลาศพิไลเป็นแน่ และเลยพ้นไปจากความเหมือนและความต่างของ แชปลิน คีตัน แล้วมีอยู่เพียงสิ่งเดียวที่ทั้งสองมีร่วมกัน และสิ่งนั้นแฝงเร้นล้ำลึกเสมอในหนังของพวกเขา สิ่งนั้นคือความเศร้าสร้อยน้อยๆที่ทั้งคู่มีต่อชีวิต ต่อโลกใบนี้ เร้นความเศร้านั้นไว้ใต้สถานกการณ์ขบขัน ซ่อนหยดน้ำตา ไว้ข้างหลังเสียงหัวเราะ
บัสเตอร์ คีตัน เติบโตในคณะละครสัตว์ พ่อแม่ และบัสเตอร์ ออกตระเวนแสดงไปตามที่ต่างๆทั้วอเมริกา เขามีพ่อทูนหัวเป็นยอกนักมายากลนามกระเดื่อง อย่างฮูดินี่ (ซึ่งเป็นคนที่คีตันเทิดทูนมาก) ในวัยเด็กบัสเอตร์ คีตัน มีฉายา ว่า the child that cant damage ซึ่งนั่นหมายความว่าในทุกค่ำคืนเขาจะถูกพ่อของเขาทุบตีต่อหน้าฝูงชน วิธีที่จะเรียกเสียงหัวเราะจากคนดูคือการทำหน้าตาย ตลอดการแสดง ใบหน้าที่ได้รับการขนานนามว่า stone face ต่อมากลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาไปโดยปริยาย และยิ่งเขาโตขึ้น พ่อของเขาก็ยิ่งดื่มหนักขึ้น และทุบตีเขามากขึ้น ต่อมา เขาเลิกแสดง หันไปเล่นละครเป็นตัวประกอบ ก่อนที่จะเดินเข้าสู่วงการภาพยนตร์ ในยุค 20 อันเป็นยุครุ่งโรจน์ขชองเขา บัสเตอร์ คีตันสร้างหนังเงียบทั้งหนังสั้นและหนังยาว ว่ากันว่า ในหนังหลายๆเรื่องที่เขาทั้งแสดงและร่วมกำกับ นั้นถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นศิลปินเต็มที่ หนังไม่มีสคริปต์ เริ่มต้นจากเรื่องราวไม่กี่บรรทัด แล้วค่อยๆขยายความ อาศัยความสามารถพิเศษของคีตัน ทำให้เกิดหนังที่สด และแสนพิเศษ
ขณะที่ ชาร์ลี แชปลิน เกิดในอังกฤษ เป็นลูกชายคนสุดท้อง พวกเขาไม่มีพ่อ มีแม่เป็นนักแสดง ที่กำลังร่วงโรย และป่วยไข่ พแชปลิน และพี่ชายต้องออกเล่นละครเพื่อหาเงินช่วยแม่ ครั้นต่มาแม่เขาป่วย และถูกส่งไปโรงพยาบาลบ้า สองพี่น้องจึงถูกส่งไปอยู่ตามสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ก่อนจะได้กลับมาอยู่กับแม่อีกครั้ง และในที่สุดแม่ของเขาก็ป่วยหนักและเสียชีวิตไป พี่ชายออกทะเลไปเป็นกะลาสี แชปลินเหลือตัวคนเดียว ไปเล่นละครเร่ ก่อนจะได้รับโอกาสในโลกภาพยนตร์ และสร้างงานคลาสสิคโลกไม่ลืมมากมาย งานของแชปลิน ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ตัวละคร the tramp ชายพเนจร กลายเป็นตัวละครที่โลกทั้งใบตกหลุมรัก และแชปลินกลายเป็นนักแสดงและผู้กำกับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
แต่ในโลกของคนทั้งคู่ ซึ่งเริ่มต้นอย่างเศร้าสร้อย ยังคงนำไปสู่ช่วงเวลาอันเศร้าสร้อยเช่นกัน เมื่อในเวลาต่อมา บัสเตอร์ คีตัน หย่าขาดจากภรรยาคนแรก โดยไม่ได้รับสมบัติใดๆ (กระทั่งสิทธิ์ในหนังของตน) เขากลายเป็นคนติดเหล้า และ สัญญาที่เขาทำไว้กับMGM ก็ผูกมัดจนชีวิตของเขากลายเป็นตัวประกอบขี้เหล้า ประกอบกับการมาถึงของหนังเสียง ที่คีตันไม่ชอบนัก หนังเสียง สัญญา และสุราทำลายอัจฉริยภาพของเขาลงอย่างช้าๆจนกลืนหายไปมในกระแสกาล ขณะที่แชปลิน แม้จะได้ชื่อว่าเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ แต่หลังจากเขาสร้างthe great dictator หนังเสียงต่อต้านสงครามชิ้นโบว์แดง เขาก็เริ่มถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกใส่ร้าย และบ่มเพาะความเกลียดชังจนชาวอเมริกันขับไล่เขากลับอังกฤษ
และเช่นกันที่ในท้ายที่สุดทั้งคู่กลับมาได้รับการยอมรับ และเทิดทุนอีกครั้งหนึ่ง หนังของทั้งคู่ถูกนำมาประเมินค่าใหม่ และกลายเป็นหนังที่แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพ ความเป็นศิลปิน และในที่สุดก็กลายเป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครบนโลกนี้
และนี่คือชีวประวัติแบบย่นย่อ ของ ชายสองคน ประวัติชีวิตที่ช่างเต็มไปด้วยเรื่องเศร้า ประวัติชีวิตของชายสองคนที่ เรียกเสียงหัวเราะของผู้คนทั้งโลกมายาวนาน
ในหนังของ คีตัน เขามักรับบทชายหนุ่มจนๆ คนซื่อที่ไม่ได้ร่ำได้รวย ไม่ได้เป็นคนฉลาด เป็นเพียงคนหนุ่มธรรมดาสามัญ หากตัวละครของเขาจะตกหลุมรักหญิงสาวสักคนที่ทั้งสูงศักดิ์และสวยงาม และในเมื่อเขาไม่เก่งอะไรเลย นอกจากรักใครสักคน ตัวละครของคีตัน จึงยอมทำทุกอย่างเพื่อหญิงที่ตนรัก แม้หลายสิ่งจะนำมาซึ่งหายนะย่อมๆสำหรับตัวเขาเอง ก็ไม่หวั่นไหว ความซื่อ ความทื่อมะลื่อ และความงามของเขานี่เองที่ในที่สุดก็พิชิตใจสาวสวยได้
ในขณะที่ the trampตัวละครของแชปลิน อาจจะลุ่มลึกมากกว่า the rampเป็นชายพเนจร ที่เร่ร่อนไปเรื่อยๆ ไม่มีงานเป็นหลักแหล่ง ไม่มีบ้าน ในแต่ละเรื่องthe trampจะพเนจรไปพบผู้คนมากมาย หญิงสาวขายดอกไม้ เด็กชายถูกทอดทิ้ง กระทั่งกลายเป็นพนักงานโรงงานนรก หรือเป็นฮิตเลอร์! The trampของแชปลิน เป็นชายพเนจรที่เพียงเอาตัวรอดไปวัน บางครั้งก็ทำเรื่องร้ายๆบ้าง แต่หากเขาพบเจอคนที่เขารักเขาก็ยินดีจะเสียสละทุกอย่างเช่นกัน นอกจากนี้ตัวละครthe trampยังนำพเราไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์สังคมในยุคสมัยนั้นได้อย่างแยบคายอีกด้วย
ในthe camera man หนังปี 1928 ของ บัสเตอร์ คีตัน เขารับบท เอลเมอร์ หนุ่มหน้ามนคนซื่อที่ตกหลุมรักเลขาสาวของบริษัท MGM และทำทุกอย่างเพื่อพิชิตใจเธอ ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้สูญหายไปจากโลกยาวนานมาก (ในยุค 40 คีตัน เคยยอมเอาหนังเรื่องนี้มาให้รีเมคใหม่ชนิดเหมือนกันทุกเม็ด )ก่อนจะถูกค้นพบที่ฝรั่งเศสในปลายยุค 60 และกลายเป็นที่ยอมรับว่า นี่คือหนังที่แสดงถึงอัจฉริยภาพของคีตัน ในหลายๆฉาก อาศัยความสามารถเฉพาะตัวของคีตัน ล้วนๆ ทั้งในฉาก วิ่งระยะไกล ฉากในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สระน้ำ (ที่เขาอาศัยความแคบของพื้นที่มาเล่นมุกกับชายอ้วนในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเมามัน) ฉากตลกเจ็บตัว หลายฉากๆ พลังอันล้นเหลือภายใต้ใบหน้าเฉยส่องหระกายออกมาชัดเจน และที่สำคัญในฉากท้ายของเรื่องซึ่งเป็นฉากสงครามของก๊งค์ชาวจีน คีตันแสดงให้เห็นถึงความสามารถเฉพาะ ทั้งลักษณะทางกายภาพ และการจัดวางตำแหน่งของกล่อง ของมุก ทำให้ฉากนี้กลายเป็นฉากที่น่าทึ่ง จนเราลืมไปว่า มันใช้เวลา หลายสิบนาที และใช้ความสามารถล้วนๆของคีตัน
นอกจากนี้ หนังยังคงเจืออารมณ์อ่อนหวานเศร้าสร้อย คีตันเป็นตัวแทนของผู้ชายธรรมดาที่รักใครสักคนอย่างลึกซึ้งมากพอที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อเธอ แม้ว่ายิ่งทำจะยิ่งแย่ แต่เขาก็ยังยินดี อารมณือ่อนไหวของตัวละคร ถูกถ่ายทอดผ่านความประดักประเดิดของคีตัน และใบหน้าอันไร้อารมณ์กลับแสดงอารมณ์อันหลากหลายได้อย่างน่าทึ่ง ก่อนจะจบลงอย่างสวยสดงดงาม
และใน city lights หนังที่เป็น มาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งของแชปลิน ของหนังเงียบ และของหนังทั้งมวลเรื่องนี้ เล่าเรื่อง ของthe trampที่พเนจรไปพบหญิงสาวขายดอกไม้ตาบอด และได้บังเอิญเป็นเพื่อนกับเศรษฐีขี้เมาที่พอตื่นก็ตะเพิดเขาออกจากบ้านเสียทุกครั้ง แชปลิน อาศัยความสามารถทางการแสดงทำให้ the tramp ไม่ได้เป็นเพียงตัวตลกบ้องตื้น ภายใต้ความเงอะงะ ทื่อทึ่ม (และบางครั้งก็ลอยชาย ร้ายกาจไม่น้อย) เราได้มองเห็นถึงความดีงามในหัวใจชายพเนจรผู้นี้ และในทางเทคนิค นี่เป็นหนังที่เต็มไปด้วยฉากคลาสสิคมากมาย ที่ร้อยเรียงต่อเนื่องกัน ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่เสียสี ชนชั้นสูงได้อย่างเจ็บแสบ เมื่อthe trampถูกไล่ตะเพิดออกจากอนุสาวรีย์ แห่งสันติภาพ และภารดรภาพ ไล่เรื่อยไปจนถึงฉากที่เขาพบหญิงขายดอกไม้ ฉากที่เขารอคอยเธออยู่ตรงตีนบันได (อาศัยการแพนกล้องเล็กน้อยก็กลับเต็มไปด้วยพลังอย่างมากมาย ) ไปจนถึงขโมยเงิน ที่เล่นกับแสงและเงาได้อย่างน่าทึ่ง และฉากจบของหนังที่อาศัยพลังทางการแสดงขอแชปลินล้วนๆ (ซึ่งหากผู้ชมไม่ได้มีหัวใจที่ทำด้วยหิน ย่อมต้องเสียน้ำตาให้ฉากนี้อย่างช่วยไม่ได้)
และภายใต้ความเป็นหนังรัก หนังสอดแทรก ประเด็นการเสียดสี ความงี่เงาของคนชั้นสูงไว้ได้อย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องไล่ไปจนถึงฉากงานเลี้ยง ที่ ความซื่อของthr trampทำให้เขากลายเป็นตัวตลกโดยไม่ได้ตั้งใจ หนำซ้ำ เพื่อนซี้ขี้เหล้ากลับจำอะไรเขาไม่ได้ ส่งผลให้ตอนท้ายเขากลายเป็นโจรเพียงเพราะเขาเป็นคนจนพเนจรเท่านั้นเอง
ที่จริงแล้วหนังสองเรื่องนี้อาจไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันโดยตรง และบทความชิ้นี้ก็ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการเปรียบเทียบหนังสองเรื่อง หรือผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองท่านนี้ หากเพราะเราพบว่า ภายใต้ความเป้นหนังรักตลกสนุกสนาน ทั้งสองเรื่องกลับมีจุดร่วมกันในการพูดถึง ความรักที่ยิ่งใหย่ และความดีงามในมวลมนุษย์ ซึ่งจริงอยู่ที่มันอาจเป็นเพียงพิมพ์นิยมของการเป็นคนดี เป็นเพียงการมองโลกในแง่งามที่มีอยู่เพียงในเรื่องเล่าเก่าแก่
แต่ใช่หรือไม่ว่าหากมองย้อนกลับมา เราพาลให้ต้องสงสัยว่า ความรักอย่างลึกล้ำเช่นนั้นหายสาบสูญไปที่ไหนกัน ในโลกของหนังสี หนังเสียง ภาพคอมพิวเตอร์กราฟฟิคอันตื่นตา ในโลกของวิทยาศาสตร์ ยุคแห่งสติปัญญา และเหตุผล ความรักลึกล้ำสูญหายไปที่ไหนกัน ในตอนนี้หากเรารักใครสักคนอย่างจริงจังแบบ ตัวละครในหนังสองเรื่องนี้ เราจะเป็นคนโรแมนติคแสนงามหรือเป็นคนโง่งมที่-รักไม่เป็นกันแน่ หรือไม่ใช่เพียงหนังเงียบ เท่านั้น กระทั่งความรัก ในที่สุดก็ได้ตายลง สูญเสียตัวเองให้กับโลกของเหตุและผลไปเสียสิ้นแล้ว
และในวันนี้ ไม่มีใครทำหนังเงียบอีกแล้ว หนังเงียบ เป็นเพียงฉากผ่านทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ที่อาจได้รับคำยกย่อง แต่ไม่มีใครดูมันอีกแล้ว เราทำราวกับว่ามันเป็นประวัติศาสตรี่เราพูดถึง แต่ไม่ชิดใกล้กับมัน เป็นเพียงค่านิยมตกยุค เลยสมัย
แต่ภายในความเงียบอันลึกล้ำนั้น อย่างน้อยชายสองคน ยังคงเล่นตลกเจ็บตัวอยู่ในม้วนฟิล์ม รอคอยเสียงหัวเราะจากเราขณะเดียวกันกาสอนให้เรามองโลกอย่างอ่อนโยน ชายสองคนที่ลาลับโลกนี้ไปเนิ่นนาน แต่ยังคงทิ้งเงาไว้ให้เรารัก โดยไม่ได้พูดอะไรกับเราสักคำ
แด่หนังเงียบที่รัก หนังเงียบ ที่ เรา รัก

edit @ 2006/01/31 01:43:24
edit @ 2006/01/31 09:05:32

สะดุดประโยคนี้
ส่วนเพลงก็สะดุดมากค่ะ
ฟังแล้วคิดถึงสมัยคุณพ่อ คุณแม่ ยังสาว
จินตนาการภาพตามด้วย
บรรยากาศเก่าๆ น่าหลงรักสะไม่มี
#1 By ว.26 on 2006-01-31 03:38