BEFF 2005 : MY LIFE IN EXPERIMENTAL

posted on 26 Dec 2005 22:14 by filmsick

ความคิดเห็นต่อหนังที่ได้ดูในเทศกาล ตัวเทศกาล ผู้คนในเทศกาล และบทสนทนาของคนป่วยกับราชินีหนังมืด

หนังทดลองพันธุ์ดุ ( extreme program)

1.ไอ้โหดสับสยอง THE KILLER MAN ( DISSAPONG WONG ARM ) THAILAND

-หนังว่าด้วยการฆาตกรรมโหดเหี้ยมในห้องของเด็กมัธยมปลายเพียงแต่ผู้ตายคือเรมอน และฆาต กรคือปีศาจดินน้ำมัน

-ชอบการทำงานดินน้ำมันในหนังเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะช่วงการสร้างฆาตกร ที่ดูเนียนกว่าเอฟเฟคต์หนังหลายเรื่องซะอีก (ฮา!)

-ชอบการฆ่าข่มขืนโดราเอมอนมากๆ

-จริงๆหนังเรื่องนี้ยากที่จะบอกว่ารุนแรงหรือไม่ เพราะแม้จะเป็นงานดินน้ำมันแต่วิธีการฆ่านั้นรุนแรงมากๆ (แม้จะถือว่าใช้สิ่งของได้อย่างสร้างสรรค์มากๆ เช่นการฆาตกรรมในกบเหลาดินสอเป็นต้น)

-โดยรวมผมสนุกกับหนังเรื่องนี้มากๆครับ

2.SPENT (JAMES RUPERT & SIMON LE BARBE ,2005)

-หนังเป็นการรวมฟุตเตจจากหนังหลายๆเรื่องมาตัดต่อเป็นเรื่องใหม่ เช่น Pi , wall street ,one hour photo , requiem of a dream และ american psycho เป็นต้น

-เป็นหนังที่ตัดต่อได้สวยดี แต่ผมไม่รู้ว่มันextreme เท่าไรนัก เนื่องจากประเด็นในหนังยังเป็นประเด็นที่ไม่extreme เท่าไร

-อย่างไรก็ดีชอบฉาก ที่ซ้อนทับภาพสิ่งของที่มีลักษณะ สี่เหลี่ยมเข้าด้วยกันมากๆ ซึ่งสิ่งของดังกล่าวประกอบด้วย โทรศัพท์ ขนมปัง แผ่นดิสก์ หน้าต่าง เป็นต้น

3.BETTER THAN FRIENDS (TUAN ANDREW NGUYEN , 2003 )

4.IS IT EASY TO KILL / PRAY (SHERMAN ONG , 2005 )

-เนื่องจากหนังสองเรื่องนี้เป็นสารคดีเหมือนกัน เล่าเรื่องเดียวกัน (แต่มีประเด็นต่างกัน ) รวมทั้งเป็นหนังจากเวียตนามเหมือนกัน เลยขออนุญาตรวบเขียนถึงไปพร้อมๆกัน

-ผมรู้สึกว่าหนังทั้งคู่เป็นเหมือน คนค้นคน และ กบนอกกะลา สำหรับเรื่องเดียวกัน

-หนังว่าด้วยเรื่อง การกินหมา ในเวียตนาม ทั้งคู่ แต่ใน better than friends ผู้กำกับให้สัมภาษณ์(หลังหนังจบ)ว่านี่คือเรื่องรัก ของคู่รักที่ประกอบกิจการค้าเนื้อหมา ซึ่งนอกจากจะเป็นงานที่ยากลำบาก แล้วยังถูกเพื่อนบ้าน ผู้คนมองอย่างรังเกียจชิงชังอีกด้วย หนังสัมภาษณ์ สามีภรรยาคู่นี้ ตัดสลับกับกิจกรรม ชำแหละหมา (แบบsoft core )

-ชื่อ better than friends น่าจะมีสองนัยยะคือ ว่าด้วยเรื่องของคนสองคนที่เป็น มากกว่าเพื่อน- เพราะหนังเล่าตั้งแต่ที่ทั้งคู่พบกัน รักกัน แต่งงานกัน จนถึงทำกิจการร่วมกัน

-การที่หนังเน้นไปที่ คน มากกว่าหมาทำให้รู้สึกเหมือนดู สารคดี คนค้นคน ตอนคนกินหมา (ซึ่งในคนค้นคนก็เคยทำเรื่องนี้ )

-อย่างไรก็ดีเมื่อฉากสุดท้ายมาถึงbetter than friends ก็เน้นย้ำ เรื่องที่เราสงสัยว่าจะเล่า เพราะหนังให้เราเห็นว่า บ้านคนขายหมา ก็เลี้ยงหมา หมาที่เป็เพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ และเป็น มากกว่าเพื่อน- เมื่อมันกลายเป็นสินค้า และถูกฆ่าได้ แต่ฉากจบของหนังไม่ได้ทำให้การกินหมาเลวร้าย(เพราะจริงๆการกินหมาก็ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายเนื่องจากมันไม่ต่างจากการกินเนื้อสัตว์อื่นๆ)

-ใน is it easy to kill /pray หนังหันมาเน้นที่ วิธีการ-ฆ่าหมามากกว่าจะเน้น ผู้คน เราจึงได้เห็นกระบวนการชำแหละหมา(อันสุดแสนจะสยดสยอง)ตั้งแต่ต้นจนจบ (และทำให้อดนึกถึง กบนอกกะลา ไม่ได้)

-ฉากเป่าขนหมา เป็นฉากที่ทำให้ผมอยากอาเจียนมากๆๆๆๆๆๆ( เสียงและภาพ หมากระเด็นกระดอนทำให้ผมขนลุกมากๆ)

-หนังไม่ได้บอกว่าการกินหมาเป็นเรื่องเลวร้าย แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เราไม่อยากกินเนื้อหมา หรือประณามคนกินหมา แต่หนัง ทำให้เรารู้สึกอยากเลิกกินเนื้อสัตว์ ไปเลย

-หนังเปรียบเทียบ การกินหมากับการไหว้เจ้า โดยในฉากหนึ่งหลังจากที่เราดูภาพการชำแหละหมาจนอ่วมอรทัย หนังก็ตัดไปที่การไหว้เจ้าในศาลเจ้า และทำให้เห็นว่ามันง่ายพอกัน!

-หนังมีฉากน่าเคลือบแคลงคือการไปจีบสาวของคนทำสารคดี (ซึ่งอาจะเป็นน้องสาวของเด็กหนุ่มในศาลเจ้า ) จนถึงบัดนี้นอกจากการแสดงให้เห็นว่ามันอยู่ตรงข้ามร้านขายหมา ผมก็ยังงงๆอยู่มันจะพูดถึงอะไร อย่างไรก็ดี มันทำให้หนังแปลกๆดี)

-หนังสารดคีสองเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าหนังในประเทศเพื่อนบ้านเราน่าดูมากๆๆๆๆๆ

5.KKK (ขอบคุณครับ ) (ไมเคิล เชาวนาศัย )

-หนังเรื่องนี้ว่าด้วยกิจกรรมทางเพศ แบบ extreme นำแสดงโดยพี่ไมเคิลเองเลยทีเดียว

-อย่างไม่มีเหตุผล นี่คือหนังที่ผมชอบที่สุดในเทศกาลนี้ มันฮา เจ็บ และเจ๋งมากๆ

-ชอบสีหน้าของพี่ไมเคิลในตอนท้ายของหนังเรื่องนี้มากๆๆเป็นหนึ่งใน faces of the year เลยทีเดียว

-ชอบที่พี่ไมเคิลให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เห็นจะ extreme เลย ก็ทำอยู่ทุกวัน(กรี๊ดดดดดดด)

6.UNSEEN BANGKOK (ธัญสก พันสิทธฺวรกุล , 2004)

7.ในวันที่ฝนตกเป็นคูส คูส (ธัญสก พันสิทธิวรกุล , 2005)

เคยเขียนถึงหนังสองเรื่องนี้ไปแล้วครับ ในกระทู้ไทยอินดี้ ชอบคูส คูส มากๆ เหมือนเดิม เย่!

8.ENDLESS STORY (ธัญสก พันสิทธิวรกุล , 2005)

-ชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าที่คิดว่าจะชอบแฮะ ทั้งๆที่พอเข้าใจตัวเรื่องอยู่บ้าง(แหะๆ)

-อย่างไรก็ดี ชอบเพลงประกอบหนังมากๆ

สวรรค์บนดิน

โปรแกรมหนังทดลอง 10 จอ ที่สวนลุมพินี

-พี่แมดเดอลีน บอกว่า นี่อาจสภาพของสวรรค์คือ มีหนังฉายอยู่กลางสวน เต็มไปหมดให้เลือกดู เห็นด้วยมากๆ ครึ่งหนึ่ง และไม่เห็นด้วยครึ่งหนึ่ง

-หนัง ทั้ง 10 จอตั้งอยู่ใกล้กันไปหน่อย ผลก็เลยทำให้เสียงจากจอรอบข้างตีกับจอที่เราดูอยู่ ซึ่งทำให้ผมพลาดหนังที่น่าดูมากๆๆๆๆๆอย่าง no place no where เพราะไม่สามารถตั้งมั่นกับหนังได้ (เลยไปดูจอที่เสียงแทรกเข้ามาแทนและชอบหนังในจอนั้น 55)

-อันนี้ส่วนตัวเล็กน้อย จริงๆผมตั้งใจจะไปแอบดูพี่เจ้ย ตัวจริงๆด้วย และระหว่างผมนอนดูหนังอยู่ในสวน (นอนจริงๆครับ เพราะเอาแจคเกตปูนอนเลย ) พี่เจ้ยก็เดินผ่านไปแบบเฉียดๆ ชอบการแต่งตัวในชุดขาวของพี่เจ้ยมาก(ในวันต่อมาที่alliance พี่เจ้ยก็ใส่ชุดสีขาวอีก) เลยทำให้นึกขึ้นได้ว่า ถ้าสวนลุม เป็นสวรรค์ไปจริงๆเพราะพี่เจ้ยเป็นเทวดาในชุดสีขาว 555

-ความคิดเห็นต่อหนังที่ได้ดูในโปรแกรม(ที่ตั้งชื่อเองว่า สวรรค์บนดิน)

1.NO PLACE NOWHERE (JOSE LUIS TORRES 2004)

-ผมดูหนังเรื่องนี้ได้แค่ไม่ถึง 1 ใน 3 แต่มีแนวโน้มจะชอบหนังเรื่องนี้มากๆๆๆๆๆๆๆ เพราะเท่าที่ได้ดู หนังเต็มไปด้วยภาพอ้อยสร้อย ของทัศนียภาพ และการบรรเลงดนตรี ความเงียบในการดูน่าจะเป็นหัวใจหลักของหนังเรื่องนี้ ผมเลยตัดสินใจไม่ดู และภาวนาให้มีDVD ออกมาในอนาคต

2.INHALE- EXHALE (MONTRI TOEMSOMBAT , 2005)

-หนังว่าด้วยการนั่งสมาธิ โดยตัดสลับการนั่งสมาธิในที่ต่างๆทั้ง ริมทะเล ในทะล ริมน้ำ ในห้าง ในสถานีรถไฟฟ้า โดยตัดสลับคล้ายจังหวะการหายใจเข้าออก

-ชอบไอเดียของหนังเรื่องนี้มากๆ แต่ผมคิดว่ามันต่องอาศัยความเงียบในการดูมากๆด้วย

3. หนังไม่มีชื่อ

-ในโปรแกรมฉายบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังอิสราเอล แต่ชื่อเรื่อและ เรื่องไม่น่าจะใช่เรื่องเดียวกัน และไม่น่าจะใช่หนังอิสราเอลแน่ๆ เลยขอเรียกว่าหนังไม่มีชื่อแล้วกัน

-หนังเป็นMV ว่าด้วยหญิงสาวคนหนึ่งไปเที่ยวกับเพื่อนๆพบรักกับฝรางคนหนึ่ง เธอจึงโทรมาบอกเลิกสามี ที่มีลูกสาวด้วยดันสองคนที่บ้าน แล้วหนีไปกับฝรั่ง

-หนังเปรี้ยวมากๆ เพราะใช้ฉากหลังเป็นรูปวาดบนกระดาษ

4.AUTOGRAPH BOOK ( WEE LI LIN , 2004)

-หนังสิงคโปร์ ที่ว่าด้วยสมุดเฟรนด์ชิบของเด็กสาว ที่ก่อเรื่องมากมาย

-หนังน่ารักดีโดยเฉพาะฉากการเซ็นเฟรนด์ชิป

5.ITS ALMOST THERE ( ARIANI DARMAWAN , 2003)

-หนังว่าด้วยคำรำพึงของหญิงสาวผู้หฯงที่ไม่รู้สึกมีส่วนร่วมกับโลกใบนี้ทีละน้อยๆ จากบ้านของเธอ บนถนน ของเธอ ในโรงงานของพ่อเธอ ในตลาดแถวบ้านเธอ ในหนังสือพิมพ์

-หนังถ่ายภาพ ถนนหนทาง ผู้คน โซฟา ตลาด โรงงาน ซ้อนทับกับคำรำพึงที่เขียนขึ้นอย่างไพเราะงดงาม และเศร้าสร้อย

-ชอบฉากจบของหนังมากๆ เป็นภาพของฮีโร่ผู้ล่วงลับ และคำถามที่เธอเธอมีต่อสิ่งต่างๆรอบๆตัว

-หนังนุ่มละมุนละไมมากๆ ครับ

เบ็ดเตล็ดงานสวนลุม

-ขอบคุณทีมงานท่านหนึ่งที่เอาฟิชโช่มาแจกครับ อร่อยมากๆ

-คราวหน้า(ถ้าจัดที่สวนลุมอีก) อยากให้ลดจอฉายเหลือสักสามถึง ห้าจอ หรืออาจเหลื่อมเวลาฉายเสียงจะได้ไม่ตีกันและจะได้ดูอย่างทั่วถึง

-อยากได้เสื้อ intimacyมากๆๆๆๆๆครับ ไปซื้อไม่ทันอะ

-เสื้อ งานเท่มากๆครับ(ใส่อยู่ตอนนี้เลย55)

-อยากให้มีการจุดตะเกียงบอกทางระหว่างจอด้วย ดูมืดๆเอามากๆ

-ชอบโปสเตอร์ และ สูจิบัตรงานมากๆครับ

-อยากให้เอาหนังที่ฉายบนจอทีวี มาขึ้นจอใหญ่ด้วยครับ จะได้ดูอย่างทั่วถึง (จริงๆน่าจะฉายต่อจาก bangkok utopia เพราะหนังที่มีคนส่งมาจากทางบ้านน่าจะเป็นหัวใจหลักประการหนึ่ง แล้วเพิ่มจอหรือเอา หนัง anna sanders มาฉายต่อ )

-โดยรวมๆชอบงานที่สวนลุมมากๆครับ แต่ก็ไม่ได้มากที่สุดตามที่ผมบอกไป

-ชอบทีมงานทุกท่านมากๆครับ และดีใจมากๆที่ได้ฟังคุณ โดม สุขวงศ์ คุณ ชลิดา และพี่ไมเคิล(กรี๊ดดดด) (ในextreme program) รวมถึง ได้เห็น อ.กิติตศักดิ์ ตัวจริง (แม้ผมจะไม่กล่าไปทักก็ตาม) รวมถึงการได้เห็นพี่เจ้ยด้วย!!!

-นี่เป็นครั้งแรกของผมกับหนังทดลอง ถือว่าเปิดกะโหลกกันได้เลยทีเดียว แอบคิดว่าถ้ามีอีกปีหน้าจะส่งหนังมากะเขามั่ง(ถ้ามีปัญญา)

เที่ยวรอบโลกกับ ANNA SANDERS
-ตอนแรกผมนึกว่าANNA SANDERS เป็นชื่อคน แต่กลับพบว่ามันคือชื่อบริษัท (หรือองค์กร )ที่สนับสนุนเงินในการทำหนังสำหรับศิลปิน ข้อมูลเพิ่มเติม รอพี่แมดเดอลีน ราชินีหนังมืด หรือคุณพี่ปุ่นมาเล่าต่อครับ

-นับเป็นโชค (สำหรับผม) ที่หนังมีปัญหาในการฉายวันแรก จนต้องย้ายไปฉายที่สมาคมฝรั่งเศส ผมเลยได้ดูหนังชุดนี้เป็นบุญตา

-การเดินทางไปดูหนังชุดนี้ก็เป็นอีกหนึ่ง-การทดลอง-ของผม เนื่องจากเช้านั้น ผม คลำทางไปhouse เพื่อดู hidden ก่อนจะคลำทางจาก house ไป สมาคมฝรั่งเศส โดยอาศัยคำบอกลางๆจากเพื่อนที่เป็นชาวกรุง รวมไปถึงการถวายหัวให้การดูหนังจนไม่ได้ไปจองตั๋วรถเที่ยวกลับ ดีที่ผลลัพทธ์คุ้มค่าสุดๆ

-ความเห็นที่มีต่อหนังที่ได้ดูในโปรแกรมนี้

1.YOU SHOULD BE THE NEXT ASTRONAUT (CHARLES DE MAUX , 2005)

-หนังตัวอย่างที่สร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจที่มีคนตีตั๋วเข้าไปดูตัวอย่างหนังสตาร์วอรส์ แล้วเดินออก เป็นหนังวิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้มีการสร้างขึ้นจริง(กรี๊ดดดด!)

2. BLOCK PARTY ( PIERRE HUYGHE , 2002 )

-หนังพาเราไปท่องนิวยอร์ค เปิดฉากที่ภาพดีเจเปิดแผ่นอยู่ริมถนน โดยมีคนฟังเป็นตึก! ตามด้วยการเปิดแผ่นที่เป็นเสียงสัมภาษณ์แรปเปอร์แทนเสียงเพลง! ขณะที่ภาพเป็นคนเดินถนนทั่วไป

-ดูเหมือนหัวใจของ กลุ่ม ANNA SANDERS น่าจะอยู่ที่ภาพซึ่งไม่สัมพันธ์กับเสียง ราวกับทั้งสองส่วนสร้างเรื่องราวขึ้นมาเอง

-ภาพและเสียงที่เหมือนจะและเหมือนจะไม่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยกัน ทำให้หนังเรื่องนี้สนุก เพราะมันถ่วงสมดุลกันอย่างพอดี

3.PLAGES (DOMINIQUE GONZALEZ FORESTER , 2001)

-หนังพาเราไปท่อง ชายหาดโคปาคาบาน่า ในยามเช้า(หรือยามค่ำ?) ขณะที่ผู้คนหลั่งไหลมา และมีการจุดพลุ ขณะที่เรื่องราวเป็นเสมือนการคว้าจำ ถ้อยคำ ข้อความ ความทรงจำ ที่อวลอยู่ในอากาศ มาออกอากาศ ให้ได้ฟังกัน

-ฉากใกล้จบมีการจุดพลุ แต่เราจะได้เห็นเพียงสะเก็ดพลุและควัน ราวกับอยู่ในสงครามมากกว่าริมหาด และเรื่องราวเป็นเรื่องของคนที่ตายจากการจุดพลุ

-ภาพและเสียงในหนังยังคงไม่ได้เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันโดยตรง แต่ภาพมุมสูงกับเนรื่องราวที่ราวกับไม่มีที่มาที่ไป ทำให้มันกลายเป็นการบันทึกความทรงจำที่อวลในอากาศบนชายหาดโคปา คาบาน่า

4. RIYO (DOMINIQUE GONZALEZ FORESTER , 1999 )

-หนังพาเราท่องไปใน ทัศนียภาพริมน้ำ ของญี่ปุ่น มองเห็นบ้านเรือนที่ล่องไหลผ่านไป ขณะที่เรื่องราวเป็นบทสนทนาของของหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นที่กำลังจีบกันทางโทรศัพท์

-ผมไม่ชอบเรื่องนี้เท่าไรหนักเพราะรู้สึกว่าภาพกับเสียงมันไม่สมดุลและทำลายกันและกันอยู่ในที แต่นี่อาจจะเป็นความคิดเห็นส่วนตัว เพราะขณะที่ผมเสียเวลาในการอ่านซับไตเติ้ลและปะติดปะต่อเรื่อง พี่แมดเดอลีนกลับบอกว่าเธอสนใจเพียงภาพ และลืมตัวเรื่องไปเลย

5.COLOR ( DOMINIQUE GONZALEZ FORESTER, 2001 )

-หนังพาเราท่องไปยังฮ่องกง ที่ท่าเรือเฟอร์รี่ข้ามผากแห่งหนึ่ง ที่มีผู้คนมากมายารอเรือ ขึ้น ลงเรือ นั่งพัก เหม่อลอย ขณะที่ตัวเรื่องเล่าถึง ผู้หญิงคนหนึ่งที่มารอคอยพี่ชายของเธอซึ่งไม่ได้พบปะพูดคุยกันมานานแสนาน

-ผมชอบภาพในเรื่องนี้ และชอบเรื่องในเรื่องนี้ แต่น่าแปลกว่าการรวมกันของภาพและเรื่องกลับทำให้ผมชอบมันน้อยลง เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบหนังเพราะภาพ หรือเพราะเรื่องกันแน่

6.ATOMIK PARK (DOMINIQUE GONZALEZ FORESTER, 2003)

-หนังพาเราท่องไปยังทะเลทรายร้างไร้มองดูผู้คนพากันมาท่องเที่ยวในทะเลทราย ที่เราทราบในภายหลังว่ามันคือสถานที่ทดลองระเบิดปรมาณู หนังเรื่องนี้แทบไม่มีเสียงประกอบ จนมในตอนท้ายมีการใส่บทสนทนา และเสียงกรีดร้องหลอนๆ (ซึ่งมาจากหนังเก่าของ john huston อีกที)

-หนังลดความสำคัญของเสียงลงและหันมาเล่นกับเทคนิคทางด้านภาพ ที่ทำให้ดูเหมือนภาพหลังโลกถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณู

7. BOYS FROM MARS ( PHILLIPE PARRENO , 2003)

-หนังเรื่องนี้พาเราท่องไปในยามเช้าของ the land หรือ มูลนิธิ ที่นา สันป่าตอง เชียงใหม่ มองดูการก่อกำเนิด ผสมผสานของธรรมชาติ ปละ ศิลปะ

-หนังปราศจากเสียงโยสิ้นเชิง มีเพียงภาพ โคมยี่เป็งลอยไปบนฟ้า ภาพควายกินน้ำ ท้องฟ้าที่ห่มคลุมด้วยหมู่เมฆ ภาพเงาของแสงไฟที่กำเนิดจากแรงควาย และภาพ the land ในระยะไกล ก่อนจะปิดด้วยเสียงเพลงที่ไม่ทราบว่าเป็นเพลงอะไรของใคร หรือร้องว่าอย่างไร (ซึ่งคนอื่นอาจจะทราบ) และหนังปิดลงอย่างไร้เครดิตโดยสิ้นเชิง

-ถือเป็นหนังที่ผมชอบมากที่สุด (อาจะเท่าเทียมหรือมากน้อยกว่าไม่มากเมื่อเทียบกับ KKKของพี่ไมเคิล ทั้งที่หนังทั้องสองเรื่องอยู่กันคนละขั้ว )

-หนังถูกถ่ายทำอย่างสงบ สวยงาม และขับเน้น พลัง ของธรรมชาติ และฉากโคมยี่เป็งถูกถ่ายทำอย่างสวยงามมากๆ

-เวบไซต์ ของ มูลนิธิที่นาครับ (เสียดายที่มีแต่ภาษาอังกฤษ ในรายละเอียดครับ)

http://www.thelandfoundation.org

-ลองไล่ๆดูเฉพาะตัวงานของDOMINIQUE GONZALEZ FORESTER พบว่าผมหนังเขามากขึ้นเรื่อยๆตามปีที่ทำงาน ซึ่งพี่แมดเคยบอกว่า มันอาจแสเดงถึงพัฒนาการในการทำงานของเขาก็ได้ (ซึ่งทั้งสองความคิดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวครับ)

- พี่เจ้ยบอกว่า ดูหนังชุดนี้แล้วเหมือนรู้สึกว่าเป็นหนังที่ทำโดยมนุษย์ต่างดาว เพราะเหมือนกับให้มนุษย์ต่างดาวมาเที่ยวบนโลกแล้วถ่ายภาพที่ต่างๆไป

-แต่โดยส่วนตัวผมรู้สึกเหมือนตัวเองเที่ยวรอบโลกผ่านทางมุมมองของ ศิลปิน / คนทำหนัง และมันดูเป็นการเที่ยว รอบโลกในใจคนทำ มากกว่ารอบโลกทางทัศนียภาพ

8. THE SORTERS BRIDGE (CHRLES DE MAUX, PHILIPPE PARRENO , 1999)

-หนังเรื่องนี้เป็นหนังยาว 74 นาที ที่ฉายแยกจากชุดก่อนหน้านี้ และผมไม่ได้อยู่ฟังQ n A ครับ

-หนังพาเราท่องไปยัง ปาเมียร์ดินแดนที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นสุดขอบโลก เพราะมันเป็นดินแดนที่อยู่ตรงกลางระหว่าง อัฟกานิสถาน จีน และ รัสเซีย มีพื้นที่กว่าครึ่งเป็นภูเขา ผู้คนอยู่กันอย่างแร้นแค้นทุกข์ทน ไม่มีโรงเรียน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีถนน ไม่มีงาน มีเพียงทะเลทรายและหุบสุดลูกหูลูกตา หนังเรื่มต้นจากบทสัมภาษณ์นักพฤกษศาสตร์ที่พูดราวกับ ปาเมียร์คือสรวงสวรรค์ ก่อนจะพาเราไปเห็นภาพจริง ในดินแดนนั้น สัมภาษณ์ชาวบ้าน ผู้คน ตัดสลับกับภาพในห้องบันทึดเสียงที่ผู้บรรยาชายทำหน้าเบื่อหน่ายขณะบรรยายเรื่องราว

-ภาพนิ่งของภูเขา และทะเลทราย ตัดสลับเป็นระยะกับภาพของชาวบ้าน ตลอดเวลาที่ดูผมรู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างจากสารคดีชีวิต เรื่องอื่นๆเพียงแต่ไปถ่ายทำตรงสถานที่ที่สุดขอบโลก แม้ผมจะชอบการถ่ายทำมาก โดยเฉพาะในฉากที่เด็กๆทำตัวแสร้งว่าไปโรงเรียน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นรหนังทดลองที่น่าชื่นชม

-จนกระทั่งฉากสุดท้ายมาถึง ภาพเด็กเล่นฟุตบอล จากปาเมียร์ ถูกนำมาฉายในสนามฟุตบลอในเมือง ที่ว่างเปล่า ความชอบหนังเรื่องนี้ก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผมนึกถึงภาพความเบื่อหน่ายของผู้บรรยาย ถ้อยคำของนายกรัฐมนตรีปาเมียร์ และคำบรรยายของนักพฤกษศาสตร์ ซึ่งแทบจะตรงข้ามกับทั้งหมดที่เราได้เห็น ทำให้รู้สึกรุนแรงอย่างมาก (ประกอบกับก่อนหน้าจะมาดูหนังชุดนี้ ผมเพิ่งดู HIDDEN หนังที่ถือว่าอันตรายที่สุดในรอบปีนี้) ยิ่งทำให้รู้สึกกับหนังเรื่องนี้รุนแรงมากขึ้นไปอีก ถือเป็นหนังที่พูดถึงความแร้นแค้นยากไร้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรงครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไม่เขียนถึงฮิดเด้นอะ

#1 By คุณน้องเต้ on 2005-12-27 04:53

ไปวันแรกฮะ หนังจากแอนนา แซนเดอร์
3ทุ่มครึ่งแล้วยังซ่อมไม่เสร็จ
อดดูเลย เสียดายๆอ่า
เป็นหนังที่พี่เจ้ยแนะนำด้วย

โดยรวมแล้วชอบเลย บรรยากาศ
แต่หนังติดกันมาก เสียงเบาๆ
ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เห็นด้วยที่น่าจะเอามาลงจอเมน บ้าง แบบบางอันก็ยังดี

งานดี คนไปดูน้อยไปหน่อย
เหงาๆ แต่ก็เป็นกันเองดีฮะ

#2 By -- กำพล -- on 2005-12-27 19:50

อยากบอกว่าปีนี้น่ะ คนเยอะที่สุดแล้วนะ ถ้าเทียบกับปีก่อน ๆ ทั้งงานมี 30 คนวันเปิด วันต่อ ๆ มามี 3 คนอะไรงี้ล่ะ

#3 By ปุ่น on 2005-12-28 05:00