Opening night แรงกดของความชรา
posted on 22 Dec 2005 03:11 by filmsick in see-it-and-die
มันเริ่มต้นที่อีกคืนหนึ่งของความสำเร็จ ของละครเวที second women
หลังละครเลิกฝนตกหนัก
แต่บรรดาแฟนละครยังคงแห่มายืนตากฝนรอขอลายเซ็นจาก เมอร์เทิล กอร์ดอน
ดาราหญิงผู้โด่งดัง และเป็นตัวแสดงนำในหนังเรื่องนี้
หลังเวที ทุกสิ่งชุลมุนวุ่นวาย
เด็กสาวคนหนึ่งโผเข้าใส่เมอร์เทิล กอดเธอไว้ และร้องห่มร้องให้บอกว่าบูชาเธอเพียงไหน ขณะที่ขอลายเซ็น
แล้วยังวิ่งตามาเกาะกระจกรถดูเธออีกต่างหาก
พอรถของเมอร์เทิลขยับ เธอวิ่งตาม และโดยไม่คาดคิด
รถคันหนึ่งพุ่งเข้าชนเธออย่างจัง
เมอร์เทิล บอกให้คนขับจอดรถ แต่ไม่มีใครในรถสนใจ
ทั้งผู้กำกับ ดารานำร่วมและคนเขียนบทต่างอยากกลับโรงแรมไปหาอะไรกิน
เธอได้แต่เป็นบ้าอยู่คนเดียว
และละครของเธอนั้นเล่า
มันว่าด้วยเรื่องของหญิงแม่บ้านคนหนึ่ง ที่ค่อยๆพบว่าตัวเองกำลังร่วงโรย ชีวิตติดกับอยู่กับสามีขี้ประชด และโหยหาคนรักเก่าที่จากไปเนิ่นนาน
เมอร์เทิล ไม่ใกล้เคียงอะไรกับตัวละครนี้สักนิด เว้นแต่ว่าลึกๆในใจเธอหวาดกลัวว่าสักวันเธอจะเป็นอย่างตัวละคร
ความตายของเด็กสาว ซ้อนทับกับความร่วงโรยในตัวละคร และเข้ายึดกุมพื้นที่การรับรู้ในหัวของเธอ
ยิ่งนานวันเมอร์เทิลยิ่งพบว่ามันยิ่งยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อโลกในตัวละคร โลกในหัวที่เธอสร้างขึ้น
และโลกความจริงที่เธอต้องเผชิญ เริ่มเลือนขอบเขตเข้าหากัน
จนเธอไม่อาจรับรู้ว่าโลกใดกันแน่คือโลกจริงๆของเธอ
...........................................................
มีตำนานอยู่มากมายเหลือเกิน ในการร่วมงานและร่วมชีวิตของคู่สามีภรรยา จอห์น คาสซาเวทีส์ และ จีน่า โรวแลนดส์ คนแรกนั้นเริ่มต้นจากการเป็นนักแดง ก่อนจะหันมาเอาดีด้วยการทำหนัง แบบไม่ง้อนายทุน จนได้รับความยอมรับเป็นต้นแบบของ คนอินดี้ รุ่นแรกในอเมริกา ขณะที่คนหลัง คือภรรยา และนักแสดงหญิงที่ฝากงานแสดงขั้น พิเศษ ไว้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเธออยู่ภายใต้การกำกับของสามีเธอ จีน่า โรวแลนดส์ จะเปล่งประกายขั้นสุดยอด ทั้งคู่ร่วมกันทำหนังที่คนดูไม่อาจลืมเลือน ไว้มากมาย และ opening night เรื่องนี้คือหนึ่งในตำนานเหล่านั้น ตำนานแห่งการกำกับ การแสดง(ขั้นเทพ)และการบันทึก อารมณ์ลงบนแผ่นฟิล์ม ที่สมบูรณ์และรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง
จอห์น คาสซาเวทีส์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นคล้ายอีกภาคหนึ่งของ a woman under the influence ซึ่งในหนังเรื่องหนังเล่าถึงผู้หญิงคนหนึ่งเพียงการเป็น แม่ และ เมีย- ที่ดี ก็กลับกดดันให้เธอเป็นบ้าไปได้ แต่ในopening night เมอร์เทิล กลับยืนอยู่ในขั้วตรงข้ามของ มาร์เบิล นางเอกใน woman เมอร์เทิลเป็นดาราหญิงผู้ยิ่งใหญ่ ใครๆก็รู้จักเธอ เธอไม่เคยแต่งงาน มีลูกหรือ เป็นแม่บ้าน มาเลยในชีวิต เธอเชื่อว่าตัวเอง เกิดมา และมีชีวิตเพื่อเป็นนักแสดง แล้เธอเจิดจรัสเสมอยามอยู่บนเวที หากหลากหลายสิ่งที่เกิดขึ้นขณะแสดงละครเรื่องนี้ทำให้เธอตระหนักถึงความจริงร่วมของผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใคร นั่นคือความแก่ชรา
ในฐานะนักแสดง เมอร์เทิล ประกาศกร้าวว่า เธอจะไม่ยอม กลายเป็น ตัวละครในเรื่องอย่างแน่นอน เธอประกาศกร้าวว่า เธอจะไม่ยอมเป็นแม่บ้านแก่ๆ เพราะเธอรู้ว่า ถ้าเธอกลายเป็นตัวละครนี้เธอจะแก่ไปจริงๆและไม่อาจกลับมาสาวได้อีก เธอใช้ทุกทางตั้งแต่ การดื่มจัด หรือ การอดนอน แต่มันไม่ได้ผล ไม่ใช่เพราะเธอเข้าไม่ถึงตัวละคร แต่เพราะเธอกลัวที่จะต้องเข้าถึงตัวละครตัวนี่ต่างหาก และนั่นคือสาเหตุที่เธอไม่สามารถเล่นฉากถูกตบได้ ที่สำคัญในฉากนั้น เธอจะต้องโดนตบโดย มอริซ นักแสดงหนุ่มที่นอกเวทีเป็นคู่รักของเธอ และเพราะความดังทำให้เลิกรากัน (หนังทำให้บทนี้เข้มข้นสำหรับ เมอร์เทิลและคนดูมากขึ้นเมื่อ คาสซาเวทีส์ลงมาเล่นบทนี้เอง!) หากเธอโดนสามี(ในละคร)ตบ มันไม่ใช่แค่การแสดง หากมันจะผนวกเอาความจริงของเธอกับมอริซลงไปด้วย (ซ้อนทับอย่างเข้มข้น ว่ามันอาจหมายรวมถึงความจริงของจอห์น กับ จีน่า อีกต่างหาก) และเมื่อเธอปฏิเสธที่จะเป็นตัวละครมันจึงวุ่นวายขนาดหนัก ร้อนถึงซาร่าห์คนเขียนบท (ที่เป็นป้าแก่แล้วจริงๆ)ออกโรงมาประชดประชันให้เธอแค่ พูดตามบทแล้วเพิ่มดีรีทางอารมณ์ลงไป (จากเวบไซต์ ของเรย์ คาร์นี นักวิจารณ์ที่หลงใหล และตามวิเคราะห์งานของคาสซาเวทีส์บอกไว้ว่านี่คือหลักการอันอยู่ขั้วตรงข้ามกับหลักการในการแสดงของ คาสซาเวทีส์เลยทีเดียว) ในขณะที่แมนนี่ผู้กำกับก็แทบจะต้องทุ่มทั้งตัวมาประคอง เมอร์เทิล หากนั่นยิ่งทำให้ทุกสิ่งเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ
หนังเล่นกับความแก่ชราได้อย่าน่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่หนังกำหนดให้ตัวละครหลัดเป็นผู้หญิง ซึ่งมัก หวาดวิตกกับความชรามากกว่าเพศชาย มีผู้หญิงเป็นตัวนำอยู่ในเรื่องอย่างน้อยก็ 3- 5 คน ทั้งที่มีตัวตนอยู่บนจอ ในใจ และไม่ได้มีอยู่ โดยผู้หญิงทุกคนในเรื่อง อาศัย เมอร์เทิล เป็นร่างทรง ในการแย่งชิงพื้นที่ หรืออีกนัยยะหนึ่ง เมอร์เทิล คือตัวแทนของผู้หญิง ทั้ง 5 ที่สมบูรณ์แบบ เพราะเธออยู่ตรงกลางระหว่างการเปลี่ยนผ่าน (หนำซ้ำยังเป็นนักแสดงอีกด้วย )
ฉากแรกของหนังนั้นเป็นเสียงบรรยายของเมอร์เทิลพูดถึงเยาว์วัยของเธอ เมื่อรูปสมบัติ และคุณสมบัติอยู่ใกล้ชิดกันมาก พลังขับทางเพศ และความงามเย้ายวน ในห้วงเวลานั้น เธอมั่นใจว่าเธอกระทำได้ทุกสิ่ง หากในเวลาต่อมา หนังกลับ-ฆ่า- ความสาวลง ผ่านทางการตายของแนนซี่ แฟนละคร ในฐานะหนึ่งแนนซี่เป็นตัวแทนของ วัยเยาว์ อันล่วงเลย เธอตายลง และเริ่มปรากฏเป็นภาพในหัวของเมอร์เทิล อยู่ในฐานะของภูติผี วิญญาณร้าย เธอค่อยๆหลอกหลอน เมอร์เทิล จากการเป็นมิตร ก้าวข้ามสู่ความเป็นศัตรูเมื่อเมอร์เทิล จำเป็น(แต่อาจไม่ต้องการ)ลบเธอออกจากหัว การปรากฏตัวของเธอ ที่แท้คือการยื้อยุดความเยาว์วัยเอาไว้ทั้งที่ทำไม่สำเร็จ (เพราะเวลาฆ่าความเยาว์วัยลงไปแล้ว)
ผู้หญิงคนต่อมาคือซาราห์ คนเขียนบท (รับบทได้อย่างเปรี้ยวมากโดยคุณป้า joan blondell ) ซาราห์คือขั้วตรงข้ามของแนนซี เธอคือความชราภาพอันแท้จริง สุขุม เยือกเย็น และรอบจัด (เรย์ คาร์นี ให้ข้อสังเกตุว่า ซาร่าห์ ไม่ได้เริ่มที่จะแก่ เธอเริ่มต้นที่จะตายแล้ว ด้วยการหุ้มห่อตัวเองไว้มิดชิดภายใต้ชุดสีเข้มที่มีหมวกปรากฏแทบทุกฉาก (และในฉากใดที่เธอไม่สวมหมวกเธอจะแสดงภาวะรุนแรงออกมา เช่นในฉากที่เธอพพาเมอร์เทิลไปพบคนทรง เธอบอกคนทรงว่า นี่ไง อีเวรเนี่ย ) ซาราห์เป็ยหลายทางของความชรา ที่เมอร์เทิลไม่ต้องการไปถึงแต่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และเราพบว่ายิ่งหนังดำเนินไป เธอก็ยิ่งพึ่งพิงซาราห์ในการจัดการกับแนนซีมากขึ้นเท่านั้น
ผู้หญิงคนที่สามคือเวอร์จิเนีย ตัวละครที่เมอร์เทิลรับบทใน ละครของเธอ ในละคร เรารู้คร่าวๆว่าเวอร์จิเนีย เคยแต่งาน หย่าร้างและแต่งงานใหม่ กับช่างภาพ(ซึ่งรับบทโดยคาสซาเวทีส์) จู่ๆเธอเกิดความรู้สึกว่าตัวเองสูญเสียความชรา เธอจึงกลับไปหาสามีเก่า (ที่แต่งงานมีลูกมีเต้าแล้ว) บนเวทีละคร หนังฉายภาพความชราที่กำลังมาถึงไว้ผ่านทางภาพบนฝาบ้าน(ในละคร)ที่เป็นภาพขยายริ้วริอยเหี่ยวย่นของหญิงชรา และตอกย้ำภาพลักษณ์เพศหญิงด้วยภาพขยายของแม่บ้านขนาดยักษ์ ที่ติดบนฝาบ้านเช่นกัน เวอร์จิเนีย คือสิ่งที่เมอร์เทิลกลัว เธอไม่เคยเป็นและไม่อยากเป้น(อาจถึงขั้นหลบหนีมันมาตลอด ) และการต้องยอมรับว่าเธอหนีมันไม่พ้น (เพราะเธอต้องแสดงบทนี้ )ทำให้เธอประสาทกิน
ผู้หญิงคนสุดท้ายที่มีบทบาทน้อยที่สุด แต่น่าสนใจมากที่สุดคือ โดโรธี ภรรยาของ แมนนี่ ผู้กำกับละครจอมเกรี้ยวกราด ในภาคหนึ่ง โดโรธีดูจะเป็นผู้หญิงเรียบร้อยที่ไม่เคยมีปากเสียง เธอปล่อยให้สามีใช้เวลาอยู่กับ เมอร์เทิลได้มากเท่าที่เขาต้องการ แต่ลึกๆแล้วเธอริษยา สิ่งที่เมอร์เทิลเป็น เจิดจรัส งดงาม เป็นดาวค้างฟ้า หากแต่เธอก็ทั้งสะใจและเห็นใจในปัญหาของเมอร์เทิล ด้วย เมอร์เทิลคือตัวแทนสิ่งที่เธออยากเป็นแต่เป็นไม่ได้ ทั้งยังเป็นตัวแทนของการล่มสลายของสิ่งที่เธอริษยา ฉากหนึ่งหน้าโณงละครเป็นฉากที่น่าสนใจมากเมื่อเมอร์เทิล เกิดสติแตก เธอยื้อยุดกับซาร่าห์หน้าโรงละคร หนังซ้อนผู้หญิง 3 (หรือ 4)คนไว้ในตำแหน่งเดียวกัน เราเห็นซาราห์อยู่หน้าสุด เมอร์เทิลอยู่ตรงกลาง และโดโรธียืน ยิ้มเยาะ อยู่หลังสุด (โดยข้างหลังเธอเป็นภาพโปสเตอร์ หญิงชรานางหนึ่ง) ภาพฉายชัดเจน ถึงการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว โดยมีเมอร์เทิลเป็น ตัวกลาง และในฉากสุดท้ายเมื่อเมอร์เทิล ในที่สุดค้นพบวิธีที่จะจัดการกับความเปลี่ยนแปลงในตัวเองได้ โดโรธี ก็เหมือนจะจัดการได้ด้วย ในฉากจบเราจึงเห้นเธอกอดเมอร์เทิลแนบแน่น โดโรธีคือขั้วตรงข้ามของเมอร์เทิล ที่ในที่สุดก็ประสานเป็นหนึ่งเดียว
แม้ว่า โดยผาดเผิน หนังทำท่าจะเป็นหนังผู้หญิง หากแต่นี่ไม่ใช่เป็นเพียงหนังของผู้หญิง (แม้การแสดงในขั้นเทพ ของจีน่า โรวแลนดส์ (ซึ่งมีฉากหนึ่งเธอต้อง ตอบตีกับตัวเอง!) และฝีมือการเขียนบท และกำกับของจอห์น คาสซาเวทีส์ จะทำให้เราเชื่อได้ (จนแอบทึ่งว่าคาสซาเวทีส์ไม่ได้เพียงทำหนังผู้หญิงจากมุมมองของผู้ชาย หากทำหนังที่พาคนดูไปกลายเป็นผู้หญิงเลย)) แต่เนื่องจากความชราภาพเป็นคุณสมบัติสากลของมนุษย์ หนังที่แท้จึงไม่ได้พูดถึงภาวะ วิกฤตวัยกลางคนของเพศหญิง แต่กลับพูดถึง วิกฤตวัยกลางคนของเราทุกคน หนังบอกกับเราว่า วัยเยาว์คือเรื่องที่ผ่านพ้นไปแล้ว เวลาได้ฆ่ามัน และวิธีเดียวที่จะทำให้เราไม่ถูกฆ่าไปพร้อมกับวัยเยาว์ก็คือการยอมรับมัน และอยู่ร่วมกับมันอย่างสันติ ต่างหาก
ไม่ว่าเราจะเป็นผู้หญิงหรือไม่ หรือไม่ว่าเราจะแก่ หรือยังคงเป็นหนุ่มเป็นสาว นี่คือหนังที่กลายเป็นตำนาน ทั้งในฐานะของตัวหนัง ของงานสร้าง และของประเด็นที่หนังนำเสนอ และอย่างน้อยที่สุดแม้เราอาจไม่เข้าใจอะไรในหนังเลย แค่เพียงการได้ดูการแสดงของ จีน่า โรวแลนดส์ และการกำกับของ คาสซาเวทีส์ ก็นับเป็นบุญตาแล้วครับ
F O O T N O T E
-ใครที่เป็นแฟน peter falk พระเอก (และหนึ่งในผู้ร่วมทุน) ของ woman under the influence เขามาเล่นเป็นตัวประกอบเล็กๆในฉากหนึ่งของหนังด้วยครับ
-ว่ากันว่านี่คือหนังที่เป็นแรงบันดาลใจให้ pedro almodovar ทำ all about my motherครับ
-เวบไซต์ของเรย์ คาร์นีย์ ดูได้ที่นี่ครับ
-อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เรย์ คาร์นีย์ได้ในฟิล์มไวรัสเล่ม 2 ครับ
#1 By sofa (61.91.92.129) on 2005-12-22 10:24