แม่ตั้งชื่อให้เธอว่า เพอรซเลน ตามชื่อดอกไม้ริมทางที่มีดอกเล็กๆสีเหลือง

แต่เธอเกลียดชื่อนี้ ไม่ใช่เพราะว่าที่จริงแล้วเพอรซเลนเป็นเพียงชื่อวัชพืช หากเพราะเธอเกลียดแม่ตัวเอง

เธออยู่กับยายมาตั้งแต่เด็กและเชื่อตลอดว่าแม่ไม่รักเธอ

พอแตกเนื้อสาวเธอก็ย้ายมาอยู่กับไอ้หนุ่มกุ๊ยคนหนึ่ง

จนกระทั่งวันหนึ่งข่าวคราวความตายของแม่เดินทางมาถึง

เพอร์ซีจึงได้เดินทางกลับมายังนิวออร์ลีน สถานที่ของแม่ที่เธอไม่ได้มีความทรงจำร่วมด้วย

เพื่อที่จะพบว่าในบ้าที่แม่เธอทิ้งไว้(และเธอไม่ได้อยากได้)มี บอบบี ลอง และ ลอว์สัน ไพน์ จับจองอาศัยอยู่

ทั้งสองบอกว่าได้รับอนุญาตก่อนแม่เธอเธอตาย ให้เป็นเจ้าของบ้านนี้ร่วมกับเธอ

ในสายตาของเพอร์ซีย์ บอบบี กับ ลอว์สันคือไอ้ขี้เมาสองคน ที่ทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ย จนเธอต้องรีบแจ้น ออกจากบ้านไม่ทัน

แต่ก่อนจะออกมา ลอว์สันให้เธอดูกระเป๋าเก็บสมบัติของแม่ ในนั้นมีหนังสือหลายเล่ม แต่มีเล่มหนึ่งชื่อ my heart is a lonely hunter

หนังสือเก่าโทรมที่แม่เธออ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คืนนั้นเธอนั่งอ่านหนังสือเล่มนี้ทั้งคืนที่ท่ารถ และกลับมาบ้านในตอนเช้า

เพราะคนที่มอบหนังสือเล่มนี้ให้แม่เธอคือ ตาแก่ขี้เหล้า อย่างบอบบี ลอง

คนที่เคยเป็น กวี นักดนตรี และอาจารย์มหาวิทยาลัย ขณะที่ลอว์สัน คือศิษย์เอกของเขา

อาจจะเพราะ หนังสือ เพราะแม่เธอ หรือเพราะไม่มีที่ไป

ในที่สุด เพอร์ซีย์ก็ตัดสินใจมาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังนี้

........................................................................................

ที่จริงแล้วหนังเรื่องนี้เป็นเพียงหนังเล็กๆ ที่เล่าถึงชีวิตเล็กๆ อันไร้ตัวตนในสายตาของผู้คน ชีวิตของบ๊อบบี้ และเพื่อนๆของเขาเป็นเพียงเศษซากอันร่วงโรยหลังความรุ่งโรจน์เคลื่อนผ่าน พวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการดื่ม นั่งเสวนากันหลังรถบ้าน และทอดอาลัยให้แก่ชีวิต ในนิว ออร์ลีนส์ ดินแดนที่ใครบางคนหนีไปจากมัน และบางคนใช้เป็นที่หลบภัยจากที่อื่น ชีวิตของ บอบบี้ ลอว์สัน เซซิล กระทั่งลอเรน แม่ของเพอร์ซีย์ เป็นชีวิตแบบที่เรามองผ่านอย่างง่ายดาย และคิดอย่างเหมารวมได้ว่าช่างเป็นชีวิตน่าสมเพช

แต่ใช่หรือไม่ว่าภายใต้ความร่วงโรยนั้น มีร่องรอยแห่งรุ่งโรจน์ที่ยังคงส่องประกายสลัวรางในบางวัน เพอร์ซีย์ เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ช้าๆท่ามกลางเวลาที่เธอใช้ เมื่อเธอถูกบอบบี้ และลอว์สัน (ซึ่งตอนแรกชิงชังเธอ) เคี่ยวเข็ญให้เธอผู้ซึ่งลาออกจากโรงเรียน กลับเข้าไปเรียนอีกครั้ง ทั้งสองช่วยหาสถานที่ ติวหนังสือ โดยไม่ลืมที่จะละลายชีวิตตัวเองลงในขวดเหล้า พร้อมกับที่เลื่อนไหลไปในถ้อยคำของบทกวี เรื่องราวในหนังสือ และดนตรีเศร้าๆ

จริงๆแล้วหนังไม่ได้มีเรื่องราวหวือหวา มากมายนัก หนำซ้ำหนังยังไม่พยายามบีบคั้นอารมณ์คนดู หนังปล่อยให้เราค่อยๆซึมซับเอาบรรยากาศ ผู้คน ดนตรี เข้าไปช้าๆ ขณะค่อยๆมองเพอร์ซีย์เติบโตขึ้น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลต้องขอบคุณกาสรแสดงของ scarlet johanson ที่ค่อยๆเปล่งประกายช้าๆ จากเด็กสาวหัวรั้นโง่ๆ คนหนึ่ง เธอค่อยๆรับเอา เรื่องเล่า ปรัชญา ความงาม ของบอบบี และ ลอว์สันทีละน้อย ค่อยๆเปล่งประกายขึ้นจนในฉากเต้นรำ เธอก็เจิดจ้าถึงที่สุด เป็นคนสาวที่สวยงาม จนใครๆก็ต้องตกหลุมรัก คนสาวที่ในทีสุดก็เหมือนแม่ของเธอ

หนังคลี่คลายปมปัญหาในเรื่องอย่างเรียบง่าย ทุกสิ่งค่อยถูกค้นพบ และซึมซับเรียนรู้ เราแทบไม่เห็นใครแสดงอารมณ์รุนแรง เลยในเรื่อง(เว้นแต่ตอนต้นเรื่อง เมื่อบอบบีสุดทนต่อการเหยียดหยามแม่ตัวเองของเพอร์ซีย์) ความลับของแม่ ของลอว์สัน ของบอบบี้ กระทั่งจินตนาการของเพอร์ซีย์ ค่อยๆคลี่คลายและซึมซับรับเอาความเข้าใจไปอย่างเชื่องช้า

นอกจากความเจิดจ้า อันแสนสงบของscarlet johanson (โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าใบหน้าของเธอมีความสงบสันติมากๆ คล้ายกับว่าแค่การได้มองดูเธอก็ทำให้จิตใจผ่อนคลายแล้ว) การแสดงของjohn travolta ในบท บอบบี้ ก้ถือได้ว่าเป็นบทบาทอันน่าจดจำ (แม้โดยส่วนตัวผมยังรู้สึกว่าเขายังไม่ได้เรียกความเป็นบอบบี้ ออกมาได้อย่าสูงสุด) รวมถึงหน้าใหม่อย่าง Gabriel Macht ในบท ลอว์สัน และ Deborah kara unger อีกหนึ่งนักแสดงหญิงสมทบฝีมือดี ที่เล่นได้พอดีๆ

นอกจากการแสดงแล้ว สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในหนังเห็นจะเป็นดนตรีประกอบ ที่อาศัยเพลงfolk เพลง country เพลง blues แบบอเมริกันแท้ๆ (ซึ่งเพราะมาก ) คลอไปทั้งเรื่อง (และหลายเพลงเป็นฝีมือของ Grayson Capps ซึ่งเป็นพ่อแท้ๆของRonald Everete Capps เจ้าของนิยายต้นฉบับ ) อารมณ์เศร้าสร้อย อ้อยอิ่ง ถวิลหา ทอดลงโอบคลุมหนังทั้งเรื่อง ภายใต้ฉากหลังของเมือง นิว ออร์ลีนส์ (ซึ่งผู้ชมชาวอเมริกัน บอกว่าการถ่ายทอด ความเป็นนิวออร์ลีนส์ ลงในหนังเรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญหนึ่งของหนัง)

หากเป็นเช่นดังชื่อหนังสือของลอเรน (และชื่อเพลงสำคัญของหนัง) ดวงใจของเราคือนักล่าผู้ว้าเหว่ เราต่างพเนจรไปในท้องทุ่งของชีวิต เฝ้าไขว่คว้าหารักอันลอยลับ ความฝันเก่าแก่ที่ฟุ้งกระจายในสายลม เราต่างเปล่าเปลี่ยวสิ้นหวัง และดับสูญลงอย่างช้าๆ

The heart is a lonely hunter
With only one desire
To find some lastin' comfort
In the arms of a lover's fire
Driven by a desperate hunger
To the dark of the neon light
Oh the heart is a lonely hunter
When there's no sign of a love in sight

บทเพลงร้องไว้เช่นนั้น

ดวงใจของลอเรน ของ บอบบี้ ของ ลอว์สัน ของ เพอร์ซีย์ และขอเราคนดูทุกคน ล้วนต่างเหว่ว้าและหารัก และบางครั้ง เราผิดพลาด เราทำเรื่องน่าชัง แต่มันก็ยังคงเป็นดวงใจของเรา ที่เราคาดหวังได้ ก็เพียงการทำความเข้าใจ การให้อภัย และเพลงรักสักเพลง เพื่อทดแทนความรักที่เราไม่อาจไขว่คว้า หรือครอบครองมันได้

และนี่คือเรื่องของคนผู้ไร้ตัวตน บอบบี้ บอกให้ลอว์สันสนใจเรื่องของผู้คนเหล่านี้ คนไร้ตัวตน ไร้ความสำคัย คนที่เรามองผ่าน แต่เราก็อาจกลายเป็นคนเหล่านี้ เพราะผู้คนเหล่านี้ล้วนต่างมีชีวิต ผู้คนเหล่านี้ล้วนต่างมีดวงใจอันเป็นนักล่าผู้ว้าเหว่นิรันดร์กาล

F O O T N O T E

หนังเรื่องนี้เข้าฉายในบ้านเราอย่างเงียบๆในชื่อไทยว่า ปรารถนาแห่งหัวใจ (ต้องขอบคุณลิโด้ ) ก่อนจะลงแผ่นในลิขสิทธิ์ของแมงป่องครับ

โดยส่วนตัวนี่เป็นหนังที่ถูกจริตกับผมมากที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบปี ทั้งที่เอาเข้าจริงหนังไม่ได้สมบูรณ์แต่ผมชอบหนังเรื่องนี้อย่างมากมายครับ

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

interesting movie, ^^ i really like Scarlett Johansson

#1 By Renkaze on 2005-12-19 12:41

ชอบการแสดงของจอห์น ค่ะ เรื่องนี้คิดว่าเล่นเป็นบอบบี้ได้ดี
ดูเรื่องนี้แล้วร้องไห้ไปพอสมควรเลย

#2 By *บลาสต์ on 2005-12-20 15:20

นี่คือหนึ่งในหนังที่ฉันชอบมากที่สุดในปี 2005 ค่ะ

#3 By Tiktok (58.11.98.65) on 2005-12-26 12:55

#4 By 13karaoke on 2007-08-18 17:23