เขาเดินเข้าไปในป่า กระโจนลงไปเล่นน้ำตก ย่ำค่ำผิงไฟในป่ากว้าง กู่ตะโกนเพียงลำพัง มีเพียงเสียงปะทุของเปลวไฟ เดินย่ำโคลนกลับ

พึมพำกับตัวเอง ทำอาหาร สวมชุดชั้นในผู้หญิง หลับไป และตื่นขึ้น เล่นปืน นั่งเหม่อริมน้ำ อุ้มลูกแมว เขียนจดหมายลาตาย เล่นดนตรี ไปผับ และดับชีวิตตัวเอง

นั่นคือทั้งหมดที่ปรากฏขึ้นในหนังนิ่งๆที่ว่าด้วยวันสุดท้ายของนักดนตรีร๊อคผู้หนึ่ง หนังซึ่ว่าด้วยความเศร้าน้อยๆ นิ่งเงียบ และสงบงาม ของความตาย

นี่คือไหนังปิดไตรภาคความตายของ ผู้กำกับ gus van sant โดยทั้งสามเรื่องไดรับแรงบันดาลใจจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ และจบลงด้วย ความตาย ใน gerry เล่าเรื่องของชายสองคนนามเจอร์รี่ที่หลงทางอยุ่ในทะเลทรายเวิ้งว้าง ( ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากข่าวของเด็กที่ติดอยู่ในทะเลทราย ) ตามด้วย elephant ที่เล่าเรื่องวันอันสงบในโรงเรียนมัธยม ก่อนที่จะสิ้นวันด้วยการที่เด็กนักเรียนคนหนึ่งเอาปืนมายิงเพื่อร่วมชั้น (ซึ่งแน่นอได้แรงบันดาลใจจากคดีโรงเรียนมัธยม โคลัมไบน์ ) และในหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องช่วงวันสุดท้ายของ เบลค นักดนตรีหนุ่มที่หนีออกจากคลินิคบำบัด และสิ่งที่เขาทำก่อนจบชีวิตตัวเอง (โดยหนังได้แรงบันดาลใจจากความตายของ เคริ์ท โคเบน แห่งnirvana )

หาก gerry การฆ่า คือการฆ่าความอ่อนแอภายในตัวเอง elephant คือการฆ่าที่เป็นโศกนาฏกรรมร่วมของสังคม last days ก็พูดถึงการฆ่าตัวตายแต่ในฐานะของ ความตายอันแสนสุข-

ไม่มีเนื้อเรื่อง ไม่มีดนตรีประกอบ(เว้นแต่ในสองฉากที่เบลคเล่นดนตรี) ไม่มีใครพูดอะไรกับใคร เอาเข้าจริง หนังแทบไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าการฉายภาพคร่าวๆเปล่าๆของผู้ชายคนนหึ่งในวันวันหนึ่งที่ไม่ได้พิเศษกว่าวันอื่น เว้นเสียแต่ว่าเขากำลังจะฆ่าตัวตาย หนังไม่ได้บอกเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับเบลค ไม่ได้อรรถาธิบายว่าทำไมเบลคจึงอยากฆ่าตัวตาย ไม่ได้เร้าอารมณ์ว่าอะไรนำเขาไปสู่การตัดสินใจตาย ราวกับว่าความตายได้รับการตัดสินใจก่อนที่หนังจะเริ่มต้นขึ้นด้วยซ้ำ เบลคเพียงอ้อยอิ่งอยู่บนโลกนี้อีกสองสามวัน ซึมซับรับรู้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะลาจากไปจริงๆ

หากแต่หนังเลือกเล่าด้วยวิธีการที่ต่างออกไป ด้วยการปล่อยให้ภาพ และ เสียง ของหนังสะบั้นความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ทั้งในฐานะภาพและเสียงที่รองรับกัน หรือ กระทั่งการเรียงลำดับเวลาจนราวกับว่า เราไม่ได้กำลังดูหนังที่ว่าด้วยความตาย แต่เรากำลังนั่งอยู่ในหัวของคนคนนั้น คนที่ค่อยๆสุญสิ้นการรับรู้โลกไปทีละนิด และตัดสินใจจากไป บางช่วงหนังเล่าเรื่องไปข้างหน้า แล้วถอยหลังกลับ เหมือนเป็นมุมมองจากคนอื่น และมุมมองของเบลค สลับตำแหน่งแห่งที่จนคนดูสับสนว่าเหตุการณ์ไหนเกิดก่อน เกิดหลัง และความหมายความสำคัญของการเรียงลำดับเวลา ฉากซ้ำ แบบนั้น

ในตอนต้นเรื่องหนังถ่ายภาพเบลคเดินกลับจากป่าด้วยการย่ำไปในโคลน และบ่นพึมพัมลำพัง มองจากที่ไกลๆราวกับว่านั่นคือหนองน้ำที่จำเป็นต้องข้ามก่อนที่จะได้ยินเสียงรถไฟ ดังมาแต่ไกล และเมื่อรถไฟวิ่งผ่านเราจึงได้รู้ว่า เบลคตัดสินใจจะเดินลงหนองน้ำมากกว่าอยู่บนถนน เป็นทางเลือกของเขาเองที่จะลงไปลุยโคลน

จากนั้น หนังปล่อยให้เบลคพูดคุยอย่างเปล่าประโยชน์กับเซลล์ขาย สมุดโทรศัพท์ และนั่นเป็นเพียงหนึ่งในสองสามครั้งที่เบลคได้พูดคุยกับคนอื่นและมันช่างว่างเปล่าและไม่มีการสื่อสารใดๆ

ในฉากต่อมาซึ่งดูเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยน หนังตัดสลับระหว่างฉาก สองหนุ่มจาก โบสถ์เข้ามาบรรยายเรื่องความศรัทธาของพวกเขาตัดสลับกับเบลคที่เปิดทีวีดูมิวสิควีดีโอ on bened knee ของboyz II men ในฉากนี้ ศาสนา ดนตรี และ เบลคเดินทางมาบรรจบกัน เบลค พยายามคุกเข่า เสียงเพลงบอกว่าคุกเข่าร้องขอความรัก เด็กหนุ่มสองคนที่ชั้นล่างบอกว่าคุกเข่าขอพรพระเจ้า แต่เบลคที่พยายามจะคุกเขากลับล้มกลิ้งไปบนพื้น และคลานไปพิงฝา

และดูเหมือนนั่นจะเป็นจุดเปลี่ยน หลังจากนั้นหนังปล่อยให้เบลคคลี่คลายตัวเองและอำลาโลกอย่างเงียบเชียบ

ฉากหนึ่งเขาเล่นดนตรีอยู่คนเดียว กล้องเคลื่อนออกจากระเบียงช้าๆ ขณะเสียงดนตรีเศร้าสร้อยกรีดบรรเลง