I heart huckabees หัวใจในโลกทุน
posted on 26 Oct 2005 18:39 by filmsick in humanism
*****************************************
บทความชิ้นนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์เกือบทั้งหมด หากท่านยังไม่ได้ชม กรูณาอ่านเฉพาะเพียงช่วงแรกของบทความจนกระทั่งเห็นเครื่องหมาย........................ เป็นสัญญานว่าให้หยุดอ่านครับ
********************************************
นี่คือสิ่งที่อัลเบริ์ตรู้ หรือคิดว่าเขารู้ หรืออย่างน้อยเขาก็เริ่มที่ความไม่รู้และตั้งคำถามกับมัน
-ถ้าสัตว์โลกตายลงความจริงแล้วมันตายหรือเปล่า หรือผมควรเชื่อความคิดผมไหม หรือควรมองให้ลึกลงไป
นี่คือสิ่งที่ทอมมี่รู้ เขาอาจไม่รู้มาก่อน แต่เมื่อเขารู้ มันทำให้การรับรู้ของเขาบิดผันไป
-ไม่อยากถามคำถามพวกนี้หรือ ชีวิตคืออะไรที่รัก ถามหน่อยเราเป็นใคร
และนี่คือสิ่งที่ทอมมี่ อัลเบิร์ต แบรด และ ดอว์น ไม่รู้ แต่ เบอร์นาด กับ วิเวียนรู้ และพยายามจะบอกกับทุกคน จริงๆแล้ว ยัยแคทเธอรีน วอห์บาน ก็รู้แม้หล่อนจะไม่เชื่อก็ตาม
-จักรวาลนั้นไร้ซึ่งขีดจำกัด ใจกลางอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่ไม่มีเส้นรอบวง
ว่าแต่ไอ้อัลเบริ์ต ทอมมี่ แบรด ดอว์น เบอร์นาด วิเวียน และ วอห์บาน (ชื่อมนุษย์เรอะ!) นี่มันใครกัน และเราจะต้องรู้เรื่องจักรวาลหรือความมีตัวตนไปทำไมกัน ซึ่งถ้าคุณคิดเช่นนั้น ทอมมี่จะด่าคุณว่า
-นายไม่อยากรู้ เพราะนายไม่ใส่ใจน่ะสิ!
เอาล่ะ เราจะเล่ากันอย่างง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนี่มันเรื่องของจักรวาลเชียวนะ อัลเบิร์ต เป็นนักต่อสู้ เป็นพวกรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ถ้านึกไม่ออกลองนึกถึงพวกกรีนพีซ (แต่หน่วยงานของเขาเล็กกว่านั้นเยอะ)ที่ทำอะไรอย่างเช่นการปกป้องก้อนหินก้อนใหญ่จากการถูกทำลายโดยการก่อสร้างหรือปลูกต้นไม้กลางลานจอดรถ อะไรทำนองนี้ ส่วนทอมมี่นั้นเป็นพนักงานดับเพลิง แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่ และหลังเหตุการณ์เดือนกันยา ระบบคิดเขาก็แปรปรวน ส่วนไอ้แบรด เป็นผ่ายรักษาภาพลักษณ์ ของห้างฮัคคาบีส์ (ซึ่งคือห้างที่คล้ายๆโลตัสในบ้านเรา)ดอว์นเป็น เมียของแบรด เป็นมิสฮัคคาปีส์ และเป็นสาวสวยใสไร้สติ
แล้วอีกสามคนที่เหลือล่ะ อือม อธิบายยากสักนิด
เอาเป็นว่าเบอร์นาดกับวิเวียนเป็นสามีภรรยากัน อัลเบิร์ต และทอมมี่เป็นลูกค้าของทั้งคู่ คนแรกมาตามหาเหตุบังเอิญในชีวิตที่เขาเชื่อว่าส่งผลต่อวิกฤตในการทำงานของเขา ส่วนคนหลังมาถาม หาความหมายของชีวิต !
เอ๊ะแล้วตกลงสองคนนี้ทำอะไร เอาง่ายๆอย่างที่พวกเขาทั้งคู่ เรียกตัวเอง ทั้งคู่คือ - existential detective หรือนักสืบ ความมีตัวตน - ... ว้า ยังงงอยู่ดี เอาอย่างนี้ เราข้ามไปที่ยัยแคทเธอรีนก่อน
ยัยคนนี้เป็นสาวปารีเซียง และสำหรับ เบอร์นาร์ดกับวิเวียนเธอเป็นเสมือน ดาร์ธ เวเดอร์ (ขณะที่เบอร์นาดเป็น โอบีวัน เคนโนบี และวิเวียน.. แหะๆ...คล้ายคลึงปรมาจารย์โยดาอยู่หน่อยๆ) เธอเป็นลูกศิษย์ที่สนใจและประกอบอาชีพเดียวกับเขา เพียงแต่เธอทำเรื่องเดียวกันในฐานะ ราชินีมืด!
เอ๊ะแล้วตกลงจะบอกไหมว่างานของสามคนนี้คืออะไรกัน !
งานของทั้งสามคือการเป็นนักสืบตามการว่าจ้าง (แหม่แล้วไม่บอกแต่แรก ) แต่พวกเข้ามีหน้าที่ตามสืบผู้ว่าจ้าง! สืบอะไรน่ะรึ ก็สืบดูถึง ความมีตัวตน ของผู้ว่าจ้าง คลี่คลายวิกฤตและคำถามว่าชีวิตคืออะไรน่ะสิ!!!!
แค่ฟังพลอตก็บ้าบอ น่าเหนื่อย ชวนเวียนหัว และมีแต่คำอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมดแล้วใช่ไหม
ไม่ต้องห่วง นี่เพียงแค่ไม่ถึงครึ่งของอภิปรัชญา ที่ตัวละครในเรื่องนี้ประเคนมาพูด มาถก มาสอน มาตะโกน มาด่าใส่กัน
แต่อย่าให้คำหรูหราขัดขวางหูและตาของคุณ เพราะหนังสนุกมาก และจะทำให้คุณทั้งขบขันและขบคิดถึงอภิปรัชญาในหนัง (ซึ่งบางอันก็ดูบ้าๆบอๆ แต่บางอันก็น่าสนใจมากกกกกกกกก)ไปอีกนานหลายวัน
ยังไม่นับว่านี่คือมหกรรม ดาราท้าลมร้อน ครั้งใหญ่ เพราะคุณจะได้ดูตั้งแต่ ราชินีหนังเพี้ยน อิซาเบลล์ อุปแปร์ต เสือเตี้ย ดัสติน ฮอฟฟ์แมน ปรมาจารย์โยดา เอ๊ย คุณป้าฝีมือจัดจ้าน ลิลลี่ ทอมลิน ไล่ไปจนถึง พี่ล่ำ มาร์ค วอหล์เบริ์ก (นี่น่าจะเป็นบทที่ดีที่สุดบทหนึ่งของพี่มาร์กี้ มาร์ค ) น้องสวย นาโอมิ วัตตส์ (เธอเอาหน้าฉลาดๆของเธอมาทำให้เป็นหน้าโง่ๆได้ถึงค่อนเรื่อง) ไอ้หล่อ จู๊ด ลอว์(เล่านได้กวนบาทสุดๆ) และ พระเอก(ที่คนรู้จักน้อยที่สุด )อย่าง เจสัน ชวารต์ซแมนน์
และแถมอีกนิด ถ้าคุณชอบthree kings นี่คือหนังของผกก. Three kings นั่นเอง ซึ่งในหนังเรื่องก่อนหน้า spike jonze ( ผผก. สุดฮิป จาก being john mulkovich) เป็นแค่ตัวประกอบเท่านั้น! ดังนั้นหนังฮิปแน่ แลเปรี้ยวโคดครับ!
.
ภายใต้ความวุ่นวายของเนื้อหา และถ้อยคำประหลาดโลกที่ไม่คุ้นหู หนังไม่ได้ทำตัวเป็นหนังปัญญาชน ดูยาก หากแต่ทำตัวเป็นหนังตลกของคนบ๊องๆซึ่งที่จริงเป็นคนหมกมุ่น และทุกข์เศร้า บางคนเศร้าเพราะคิดมากไป บางคนเศร้าเพราะคิดน้อยไป ไม่มีตัวร้ายในหนังเรื่องนี้ ทุกคนดีและ ร้าย เท่าๆกันหมด (จริงๆแล้ว แสบทุกคนน่าจะเหมาะกว่า) และถ้าจะมีตัวร้ายอยุ่ในหนังเรื่องนี้ มันก็คือ-ความคิด- นี่เอง
หนังเล่าเรื่องของคนคิดมาก (ซึ่งต่างจากช่างคิด ) สำรวจตรวจสอบถึงชีวิตของตนตั้งคำถามคลาสสิค ที่ทุกคนล้วนเคยถามตัวเองมาแล้วอย่างน้อยก็คนละครั้งสองครั้งในชีวิต คำถามที่ว่า เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร หลายคนยังคงมุ่งมั่นตอบคำถาม บางคนผละทิ้งมันไปใช้ชีวิตที่ง่ายกว่า บางคนเห็นว่าคำถามนี้ไร้สาระ บางคนใช้ศาสนาเป็นทางออก บางคนก็ใช้วัตถุเป็นทางออก แต่ยังมีบางคน บางคนที่ถามครั้งแล้วครั้งเล่า พบคำตอบครั้งแล้วครั้งเล่า แต่คำตอบกลับเป็นการเพิ่มคำถามใหม่ไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับคำถามต่างๆในหัวของอัลเบริ์ตและทอมมี
อัลเบิร์ตหมกมุ่นอยู่กับชายแอฟริกันที่เขาบังเอิญพบถึงสามครั้ง เขาเชื่อว่าชายผู้นั้นต้องเกี่ยวข้องกับภาวะอันอ่อนไหวทางการงานของเขา และการค้นหา เหตุแห่งความบังเอิญ-อาจทำให้เขาค้นพบ สัจจะแห่งชีวิต ขณะที่ทอมมี่ หลังเกิดเหตุการณ์ 11 กันยา เขาก็เริ่มตั้งคำถามถึงความบ้าคลั่งบนโลก และค้นพบอย่างเศร้าสร้อยว่า -ทำไมคนเราถามคำถามที่ลึกซึ้งเฉพาะตอนที่เกิดเหตุร้าย จากนั้นก็ลืมมัน- เพราะเขาไม่ลืม และคำถามนั้นนำพาไปสู่ ความเหลืออดที่มีต่อโลกเบี้ยวๆใบนี้ และนั่นชักนำทั้งคู่มายังสำนักงานของเบอร์นาดและวิเวียน
หากสิ่งที่เบอร์นาดให้พวกเขาอาจเป็นได้ทั้งคำตอบในสิ่งที่พวกเขาค้นหา หรืออาจเป็นคำถามใหม่ๆที่ทับถมเข้ามาในชีวิตเมื่อเบอร์นาดบอกว่า
-สมมติว่าผ้าห่มผืนนี้คือวัตถุและพลังงานในจักรวาลทั้งหลาย คุณผม และ ทุกสิ่งไม่มีอะไรนอกเหนือจากผ้าห่ม ทุกอนุภาคและทุกสิ่ง ไม่มีอะไรนอกเหนือผ้าห่ม ทุกอนุภาค และทุกสิ่ง
-แล้วที่อยู่นอกผ้าห่มล่ะ
-มันคือผ้าห่มอีก นี่คือคุณ นี่คือผม นี่คือภรรยาผม นี่คือหอไอเฟล นี่คือสงครามกลางเมือง นี่คือพิพิธภัณฑ์ คือจุดสุดยอด คือแฮมเบอร์เกอร์
-ทุกอย่างเหมือนกัน เชื่อมต่อกัน
-แต่เรามักจะลืมไป เราคิดว่าทุกอย่างแยกจากกัน เช่น คุณอยู่ทางนี้ ผมอยู่ทางโน้น ซึ่งมันจริงแต่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดเพราะเราเชื่อมโยงกัน เราต้องมองผ้าห่มแห่งความจริง ตลอดเวลา แม้ในชีวิตประจำวัน
-และคุณจะไม่อยากได้อยากมีอะไรอีก เพราะทุกสิ่งที่คุณอยากได้อยากมี คุณได้ และ มีแล้ว
ทฤษฏีของเบอร์นาด ชวนให้ระลึกถึง ทฤษฎีไร้ระเบียบ (chaos theory) ซึ่งเชื่อมั่นในการเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันของสรรพสิ่ง ดังวรรคทองที่ว่า - ผีเสื้อขยับปีกที่ซีกโลกหนึ่ง อาจทำให้เกิดพายุทรายที่อีกซีกโลกหนึ่ง - อาจฟังดูยากเกินความเข้าใจ แต่สิ่งที่ทฤษฎีนี้บอกคือทุกผู้คน ทุกสรรพสิ่งเชื่อมต่อถึงกัน เรากับ เพื่อนเรา กับศัตรูของเรา กับอาคารที่เราอาศัย กับแผ่นดินที่เราเหยียบยืน กับมหาสมุทรที่โอบล้อมเรา กับสงครามกลางเมืองในที่แสนไกล แค่เด็ดดอกไม้ อาจสะเทือนถึงดวงดาวได้ - โลกนี้เชื่อมต่อถึงกันด้วยสายใยบางๆที่เรามองไม่เห็น ความสัมพันธ์อันซับซ้อนเกินความเข้าใจ แต่มันมีอยู่จริง เช่น เมื่อเราใช้พลังงานสิ้นเปลือง(อาจจะแค่ด้วยการเปิดไฟทิ้งไว้ หรือเปิดแอร์สวมเสื้อหนาว) ก็ต้องหาพลังงานสำรอง อาจจะด้วยการสร้างเขื่อนเพิ่ม ซึ่งนั่นหมายถึงต้องตัดไม้ อพยพชาวบ้าน และส่งผลให้ชาวบ้านไร้ที่ทำกิน กลายเป็นแรงงานราคาถูกที่ต้องเข้ามาในเมืองเพื่อเอาชีวิตรอด หลายคนก็กลับมาก่ออาชญากรรมกับลูกหลานของเรา และการตัดไม้ยังทำให้โลกร้อนส่งผลถึงปรากฏการณ์เรือนกระจก ดังนั้น แม้นี่จะเป็นตัวอย่างอันแห้งแล้งและเหมารวม แต่นั่นหมายความว่า อาชญากรรมบนท้องถนน ภาวะการเรือนกระจก กระทั่งความตายของสัตว์ป่าสักตัว ล้วนเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับเราทั้งสิ้น!
หากแต่แคทเธอรีน วอห์บาน เชื่อต่างออกไป หลังจากยิ่งสืบสวนยิ่งแย่ลง ทอมมี่ พบหนังสือเล่มหนึ่งที่ว่าด้วยเรื่องเดียวกันกับที่เบอร์นาดบอกเขา แต่ในมุมที่ต่างออกไป นั่นทำให้เขาและอัลเบริ์รต(ที่ตอนนี้กลายเป็นคู่หูกัน)ผละจากผ้าห่มของ เบอร์นาด ได้พบแคทเธอรีน เธอเชื่อเรื่องความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงนี้แต่มองมันต่างออกไปและนี่คือสิ่งที่เธอบอก
-ถ้าโลกนี้เป็นแค่ภาวะชั่วคราว ความมีตัวตนเป็นภาพลวงตา งั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็ไร้ความหมาย เราทำอะไรจึงไม่สำคัญ มีสสารในจักรวาลไม่ถึง 5% ที่เป็นองค์ประกอบของร่างกายมนุษย์ นั่นหมายความว่าเราอยู่โดดเดี่ยว เราโศกเศร้า และถูกลอยแพ -
แคทเธอรีนเชื่อว่าเราทำอะไรก็ได้กับโลกใบนี้ จะผลาญน้ำมันก็ได้ จะไม่ใส่ใจก็ได้ เพราะโลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องเศร้า ความโหดร้ายและการหักหลัง เธอลองให้อัลเบริ์ตและทอมมี่ ค้นพบ ภาวะบริสุทธิ์- ด้วยการผลัดกันตีลูกบอลใส่หน้าอีกฝ่าย จนหน้าชา จนไม่รู้สึกเจ็บ ช่วงภาวะที่ไม่รู้สึกอะไร ไม่มีตัวตนเป็นเหมือนเชื้อราในอากาศ จะเป็นหรือตายไม่ใยดีใดๆต่อโลกนี้ เธอนำพาทั้งคู่ไปสู่ภาวะนั้น ตัดตัวเองออกจากภายนอก มุ่งเพียงความสงบส่วนตัว
-เมื่อรู้ว่าจักรวาลมันห่วย ก็ไม่มีอะไรต้องเสีย
ทอมมีคิดเช่นนี้
แต่เธอมีบทเรียนเพิ่มเติมสำหรับทั้งคู่ บทเรียนเกี่ยวกับที่ว่าเราไม่สามารถนิ่งสงบตามลำพังได้ เพราะโลกนี้มันห่วยแตก เธอเลยอึ๊บกับอัลเบริ์ต เพื่อให้เขาเรียนรู้ว่าเขาไม่มีทางหลีกหนีจากอารมณ์มนุษย์ได้พ้น และสอนทอมมี่ ให้รู้ถึงความหลอกลวง (ไม่รู้ว่านี่คือการเรียนการสอนหรือข้ออ้างกันแน่ๆ!) แต่ที่แน่ๆเราได้เรียนร็ว่า เราไม่มีทาง-เป็นเชื้อราในอากาศได้ เพราะโลกนี้มันเต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้น !
ภาพปรัชญาสองขั้วสะท้อนกลับของกันและกันราวส่องกระจก โลกนี้เชื่อมโยงหรือไม่เชื่อมโยงกันและกัน แล้วเรามีตัวตนอยู่หรือไม่ และหากมีอยู่ การมีอยู่ของเราสำคัญหรือไม่
แต่นอกจากสองหนุ่มหมกมุ่นกับความคิดนี้ หนังยังพาเราไปทำความรู้จัก กับ แบรด และดอว์น สองหนุ่มสาวที่ไม่มีคำถามเหล่านี้อยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย แบรดทำทีมาเข้าร่วมกลุ่มอนุรักษ์เพื่อจะใช้เสน่ห์ของตนเขี่ยอัลเบริ์ตให้พ้นทาง แล้วเขาจะได้สร้างห้าง ได้ก้าวหน้า ได้เงินเดือนขึ้น ขณะที่ดอว์น ก็ห่วงเพียงรูปร่างทรวดทรงองค์เอวของตน แบรดกับดอว์น คือขั้วตรงข้ามของ ทอมมี กับ อัลเบิร์ต หากแต่คนที่ปลดปล่อยเขาออกจาความคิดเดิมกัลเป็น วิเวียน และเบอร์นาร์ด (ซึ่งเป็นด้านบวกในการมองโลก) ไม่ใช่เจ๊แคทเธอรีน ราชินีมืด ราวกับนี่คือการถ่วงสมดุลระหว่างด้านสว่างและมืดในตัวเรา
หลังจากพูดคุยกันจู่ๆดอว์นก็เลิกแต่งตัวเซ็กส์ หันมาใส่ชุดเอี๊ยมหมีและหมวกแม่บ้านทรงพิลึก เข้าใจคุณค่าของความงามใหม่หมด แต่พ่อแบรด ที่ดูปกติที่สุด กลับกลายเป็นคนมีปัญหามากที่สุด เพราะเขาต้องเก็บกลืน ทุกอย่างไว้ภายใน ฉาบหน้าด้วยการเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ เพื่อให้ทุกคนหลงไหล
เอาเข้าจริงเรื่องราวของหนัง(ไม่นับปรัชญามากมายในหนัง) ไม่ได้มีอะไรมากนัก หนังแค่เลือกตัวละครขึ้นมาสามสี่ตัว จากนั้นก็ลงมือชำแหละสภาพภายในตัวละครทีละคน ซึ่งจากมุมนี้ นอกจากมันจะเป็นหนังตลกเปรี้ยวๆ หนังยังเป็นเหมือนบทเรียน การวิเคราะห์ตัวละครที่เก็บละเอียดทุกเม็ดตั้งแต่ แมว (ฉากการเปิดเผยความจริงเรื่องแมวเป็นชอตเด็ดของอุปแปรต์ และเป็นชอตวิเคราะห์ตัวละครที่มันมากก) ยันมายองเนส
นอกจากตัวละครหลักๆ ระหว่างการเดินทางหนังยังแวะแขวะค่านิยมต่างๆในโลกยุค ฮัคคาบีส์ (ซึ่งสามารถแทนค่าด้วย คำว่าโลตัส แมคโดนัลด์ ทุนนิยม หรือ บริโภคนิยม เลือกตามสะดวก) ตั้งแต่เรื่องใหญ่ๆอย่างการรุกล้ำของห้างสรรพสินค้า (ซึ่ง อาจเป็นตัวแทนของบริโภคนิิยม ) การอนุรักษ์ธรรมชาติไส้กลวง ของบรรดาบรรษัทข้ามชาติ ที่ทำเพียงเพื่อจะได้หาทางใช้ประโยชน์อย่างถูกกฏหมาย (การจัดคอนเสริ์ต ชาเนีย ทเวน หาเงินบริจาค จอมปลอม) ไปจนถึงค่านิยมเรื่องระดับปัจเจก เช่น ความยึดติดในวัตถุรูปลักษณ์ของแบรด และดอว์น หรือความไม่ใส่ใจของผู้คน ผ่านทางวิกฤตของทอมมี่ ดังในฉากหนึ่งที่เขา ถามภรรยาเขาว่ารู้ไหม รองเท้านี่มาจากไหน เธอตอบว่ามาจากในตู้เสื้อผ้า มาจากร้านขายรองเท้า ทอมมี่โกรธจัดเอารองเท้าชี้ไปที่หน้าลูกสาวแล้วบอกว่า ไม่มันมาจากอินโดนีเซีย หนูรู้ไหมว่ามีเด็อายุเท่าหนูต้องทำงานอย่างหนักในโรงงานจนตาบอดเพื่อจะได้มีรองเท้าให้แม่หนูใส่ แม่ไม่รู้ เพราะแม่ไม่ใส่ใจน่ะสิ! หากแต่ลูกสาวเขากลับร้องกร๊ดและบอกว่าเธอไม่สนใจเด็กอินโดอะไรนั่นเธอแค่อยากใส่ร้องเท้าสวยๆ! และนั่นคือจุดจบของครอบครัวของทอมมี่ ไม่ใช่แค่ปัญหาแรงงานเด็ก ปัญหาโลกร้อน ปัญหาการแย่งชิงพื้นที่ทำกิน ปัญหาสงครามไปจนถึงปัญหาปิโตรเลียมที่ทอมมี่ใส่ใจมาก จนไม่ยอมนั่งรถดับเพลิง แต่ถีบจักรยานไปดับไฟ
แต่ที่แสบสุดๆคือการตีแสกหน้าบรรดาคนที่ทำตัวเป็นใส่ใจปัญหาของโลกนี้แต่ที่จริงแล้วใส้กลวง โดยในฉากหนึ่งเมื่อ อัลเบิร์ตและทอมมี่ไป กินมื้อเย็นที่บ้านของ สตีเว่น ชายแอฟริกันที่เขาพบอย่างบังเอิญ บ้านหรูหราของชนชั้นกลางที่ศรัทธาในศาสนา จนเมื่อทอมมี่และอัลเบิร์ต ถามนู่นนี่ ความจริงก็ค่อยๆเปิดเผยถึงอคติที่อยู่ภายในใจครอบครัวนี้ ว่า คุณบอกว่าคุณรับผู้อพยพชาวซูดานมาอยู่ในบ้าน ทั้งที่จริงๆแล้วปัญหาการเมืองในซูดานอาจจะเกิดจากไอ้ผเด็จการที่คุณสนับสนุนอยู่ก็ได้ ภายใต้ฉากหน้าสวยสะของความเอื้ออาทร กลับ ซ่อนอคติมืดบอดจนน่าตกใจ ไม่ใช่เพราะมันเป็นอคติ แต่เพราะพวกเขาไม่คิดด้วยซ้ำว่าความเชื่อของตัวเองเป็นความคิดคับแคบ และหยาบเถื่อน
และกระทั่งคนที่ใส่ใจกับสิ่งรอบข้างจริงๆก็มีด้านมืด ลึกๆแล้วอัลเบริ์ตไม่ได้เสียศรัทธาในตัวเองหากมันเป็นเพราะเขาเป็นคนขี้อิจฉษแบรด ที่แย่งทุกความสนใจไปหมด (จนต้องแอบเอารูปตัวเองไปใส่ไว้ในร้านถ่ายรูป ) และยิ่งเขารับรู้ความขี้อิจฉา น่ารังเกียจของตัวเขาก็ยิ่งอ่อนแอมากขึ้น ในขณะที่ทอมมี่นั้นจมลงในความเคียดแค้นที่เขามีต่อโลกต่อผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆจนแทบไร้ทางออก(ฉากหนึ่งเขาเอาสายดับเพลิงมารดน้ำต้นไม้ขณะที่คนอื่นดับไฟกันจ้าละหวั่น)
หนังมีชื่อภาษาอังกฤษ ว่า I heart huckabees (ที่จริงใช้สัญลักษณ์หัวใจแทน จนหลายๆคนเรียกหนังว่า I love huckabees) ซึ่งอาจจะมีความหายเสียดสีว่า ใครๆก็รัก ฮัคคาปีส์ (รักจน ดอว์นเรียก ฟัคคบีส์) หรืออาจจะหมายถึง ดวงใจในฮัคคาบีส์ ดวงใจของใครต่อใครที่ต่างก็เต็มไปด้วยปัญหา ในโลกที่ทุนนิยมเป็นเจ้าเรือนเช่นในยุคปัจจุบันนี้
และแม้ว่านี่จะเป็นหนังที่ดูฉลาดเกินเหตุ ซับซ้อน มีแต่บทสนทนายาวเหยียด ไม่มีเรื่องมีราวชัดเจน เดินเรื่องสะดุดกึ๊กๆ แถมตอนจบยังออกจะคลี่คลายได้ง่ายไปหน่อย แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นหนังตลกน่าตื่นเต้นที่จะทำให้เราต้องคิดไปยิ้มไปได้เลยทีเดียว
FOOTNOTE
ผมค่อนข้างลำเอียงกับหนังเรื่องนี้เป็นพิเศษ ครับเพราะว่า รู้สึกว่า หนังใกล้เคียงกับชีวิตจริงผมมาก โดยส่วนตัวผมคือตัวละครของ ทอมมีคนนั้น (เพียงแต่ตอนจบไม่ได้ นาโอมิ วัตส์เท่านั้น) จึงจี๊ดกับหนังมากเป็นพิเศษ ยิ่งหนังแสดงให้เห็นว่ายิ่งคิดยิ่งทุกข์ ผมยิ่งจี๊ดเข้าไปใหญ่ครับ
edit @ 2006/04/16 22:31:13
)
ฟังดูน่าสนใจดี ไว้จะไปหามาดูมั่ง

#1 By Mrs. Holmes on 2005-10-27 15:43