Mother Kuster goes to heaven ความแค้นของแม่
posted on 22 Oct 2005 21:23 by filmsick in see-it-and-die
เอมมา คุสเตอร์เป็นเพียงหญิงชาวบ้าน
นางอาศัยกับสามีในห้องเช่าเล็กๆ ร่วมกับลูกชายจอมหงอและลูกสะใภ้ที่ไม่กินเส้นกัน
เย็นนั้นเป็นเหมือนเช่นทุกเย็นในชีวิตเธอ
หลังจากทำงานเล็กๆน้อยๆอย่างการประกอบปลั๊กไฟ นางก็ลุกมาเตรียมอาหารเย็นให้กับสามี
ปะทะคารมพอหอมปากหอมคอกับลูกสะใภ้จอมจุ้นจ้าน ขณะฟังวิทยุรายงานข่าวฆ่ากันตาย
หล่อนกำลังท้อง และวางแผนจะไปเที่ยวฟินแลนด์ กันสองคนผัวเมีย
เป็นเวลานั้นเองที่ข่าวร้ายเดินทางมาถึง
สามีของเธอฆ่าตัวตาย แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือเขาฆ่าลูกชายเจ้าของโรงงานก่อน แล้วจึงฆ่าตัวตาย
หลังจากนั้น ชีวิตของหญิงชาวบ้านอย่างเอ็มมา คุสเตอร์ ก็ไม่มีวันเหมือนเดิมอีก
ความตายของสามีนำพาเรื่องราวตั้งแต่การล่มสลายของครอบครัวไปจนถึง ความบ้าคลั่งของระบอบการเมืองทุกระบอบบนโลกนี้
นี่คือผลงานอีกชิ้นของ Reiner Werner Fassbinder ผู้กำกับชาวเยอรมัน ที่มีช่วงเวลาการทำงานไม่นานนัก (เขาทำหนังเรื่องแรกในปี 1969 และฆ่าตัวตายในปี 1982 ) แต่ฝากผลงานชั้นเลิศเอาไว้มากมาย เขาทำหนัง และ ละครทีวี ไว้เกือบ 40 ชิ้น (หนึ่งในนั้นคือ Berlin Alexanderplatz หนังทีวียาว 15 ชั่วโมง ที่filmvirus เพิ่งเอามาจัดฉายอย่างน่าตกตะลึงเมื่อไม่นานมานี้) งานของ ฟาสบินเดอรส์ อาจแบ่งได้เป็นสามช่วง โดยในช่วงแรก งานของเขามักถ่ายทำโดยยึดแนวทางจากสมัยทำละคร กล้องจะถูกตั้งแช่เอาไว้โดยไม่เคลื่อนไหว มีแต่ตัวละครเดินเข้ามาในฉากแล้วระเบิดอารมณ์ ในยุคต่อมา งานของเขาปรับเข้าหาความเป็นภาพยนตร์มากขึ้น โดยสอดแทรกแนวคิดทางด้านการเมืองไว้ ผ่านฉากหลังของชีวิตชนชั้นแรงงานและเรื่องราวที่ราวกับละครหลังข่าว แน่นอน หนังยังคงครอบคลุมด้วยอารมณ์ เสียสี อารมณ์ขันขมขื่น และ พายุอารมณ์ ก่อนที่ในช่วงสุดท้าย เขาจะหันมาจับงานที่สเกลใหญ่ขึ้น ใช้บริการจากดาราที่มีชื่อเสียง และหนังมีพลอตหักเหมากขึ้น และก้าวข้นสู่จุดสูงสดของการทำหนัง *1
Mother kuster goes to heaven เป็นผลงานในช่วงที่สองของ ฟาสบินเดอรส์ ซึ่งหลังจาก ความสำเร็จ ของ ali fear eats the soul หนึ่งปี ขา และ Brigitte mira นักแสดงหญิงคู่บุญอีกคนของเขา กลับมาพบกันอีกครั้ง ในหนังที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแสนอ่อนไหวทางอารมณ์ หาก เข้มข้นด้วยพลังห่งการวิพากษ์ทางการเมือง เรื่องนี้
ชื่อหนัง mother kuster goes to heaven นั้นถูกตั้งขึ้นโดยอ้างอิงและลอ้เลียนจากหนังเงียบเยอรมัน ปี 1929 เรื่อง Mother Krauses Journey to Happiness ซึ่งกำกับโดย Piel Jutzi (ผู้กำกับหนัง Berlin-Alexanderplatz อีกฉบับ) หนังสือคลาสสิคตลอดกาลเรื่อง แม่- ของ นแมกซิม กอร์กี้ นักเขียนชาวรัสเซีย ผู้ยิ่งยง ซึ่งตัวหนังสือเล่าเรื่องของการเมืองผ่านมุมมองของแม่ เช่นเดียวกับหนังเรื่องนี้ *2
ฉากหน้าของหนังเล่าเรื่องของชะตากรรมของแม่ หญิงชราผู้ซึ่งวันหนึ่งพบว่าสามีเธอตายจากไป ลูกชายและลูกสะใภ้ ย้ายออกไปจากบ้าน(หลังจากกระทำการใจจืดด้วยการไปฟินแลนด์ตามกำหนดการโดยไม่สนใจว่ายังไม่สิ้นงานศพพ่อ) ลูกสาวที่ย้ายไปอยุ่ที่อื่น ย้ายกลับมา แต่ไม่ใช่เพื่อแม่ หากเพื่อใช้เรื่องของพ่อ เป็นบันไดก้าวให้ตัวเองไปสุ่ความสำเร็จ ผู้คนที่เข้ามาหาเธอก็ล้วนใช้ตัวเธอเพื่อฉกฉวยผลประโยชน์จากเธอ ความเศร้าสร้อยของเธอ ความอ่อนแอของเธอ ความเจ็บปวด และความแข็งแกร่งของเธอ ถูกถ่ายทอดอย่างยอดเยี่ยมด้วยการแสดงของ brigiite mira (ใน ali fear eats the soul เธอรับบทแม่บ้านสามีตายที่ไปหลงรักชายชาวอาหรับที่อายุห่างกันยี่สสิบปี) ทุกสิ่งถูกนำเสนอ ผ่านดวงตาของเธอ ร่างท้วมๆของเธอ ท่าทีการเดิน การหยุดยืนจ้องมอง สิ่งที่พูดและไม่ได้พูด ในฉากหนึ่งเธอกล่าวสุนทรพจน์เรื่องของสามีต่อหน้าฝูงชน จะด้วยความสามารถในการเขียนบท ของฟาสบินเดอรส์ หรือด้วยฝีมือของเธอเองก็ตามฉากนั้น ถูกถ่ายทำออกมาอย่างทรงพลัง ไม่เกินจริง (ถ้อยคำที่เธอเลือกใช้ไม่ใช่การจัดวางรูปประโยคเพื่อเร้าอารมณ์ หรือจัดวางให้ดูมีการศึกษา) มันคือปากคำจากหญิงชาวบ้าน ซึ่งถูกโลกนี้ปั่นหัว ทั้งๆที่เธอไม่เคยทำอะไรเลวร้ายเลย
แต่ลึกลงไปภายใต้เรื่องราวนั้น หนังสะท้อนถึงคำถามที่ฟาสบินเดอรส์ มีต่อระบอบการเมืองทุกระบอบ เป็นที่รู้กันว่าฟาสบินเดอรส์ เป็นพวก เอียงซ้าย แต่อาศัยอยุ่ในเยอรมันตะวันตก (เยอรมันตะวันออกตอนนั้นเป็นคอมมิวนิสต์ ขณะที่ฝั่งตะวันตก เป็นเสรีนิยม ประชาธิปไตย) เขาตั้งคำถามผ่านทางชะตากรรมของแม่ ตั้งแต่โลกทุนนิยมเสรี ที่ทำให้ชีวิตของสามีคุณนายคุสเตอร์ กลายจากชายผู้เงียบขรึม ขยันทำงานมาชั่วชีวิต และกำลังจะโดนไล่ออก กลายเป็นชายขี้เมาผู้ทุบตีลูก อารมณ์ร้าย และเป็น ฆาตกรโรงงาน พวกนักข่าวไม่สนใจความจริง เขาเพียงจะทำให้ข่าวนี้ขายได้ จะให้เป็นเรื่องของ ชายผู้ถูกสังคมทำให้กลายเป็นฆาตกร- หรือ ฆาตกรโรงงาน นั่นล้วนแต่ไร้ความหมาย คอรริน่า ลูกสาวของคูรนายคุสเตอร์พูดกับแม่เอว่า ไม่นานคนก็ลืม อ่านแล้วก็ผ่านไป แต่สิ่งที่ผ่านไปนั้นมันหมายถึงชีวิตอันยาวนานของคนผู้หนึ่ง ชะตากรรมของคนผู้หนึ่ง ทุนนิยม ละทิ้งคุณค่าความหายของมนุษย์เพื่อมุ่งหมายไปสู่ หนทางทำเงิน ไม่มีความหมายว่าคุณจะเป็นใคร คุณค่าของคุณไม่ได้อยุ่ที่ตัวคุณอีกแล้ว มันอยู่ที่ว่า มันกลายเป็นตัวเลขเงินตรา ที่ไม่สนว่าจะได้มาอย่างไร (ชวนให้นึกถึงวิสัยทัสนื แบบทุนนิยมสุดขั้ว ของ ผู้ปกครองบ้านเมืองเราในยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง)
และเมื่อคนตัวเล็กถูกบีบคั้น ในยุคสมัยนั้น สังคมนิยม ลัทธิคอมมิวนิสต์ยังมีบทบาทสำคัญ ในสังคม หนังให้คุณนาย คุสเตอร์ได้พบกับสองสามีภรรยา คอมมิวนิสต์ (ที่ที่จริงเป็นคอมมิวนิสต์ กระฏุมพี) พวกเขาอ้างความชอบธรรมที่เธอควรได้รับ อ้างว่าสังคมทำลายสามีเธอและป้ายสีเขา ท่ามกลางความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาในชีวิต หนังบอกเป็นนัยๆว่าไม่ใชข่แค่เพราะความถูกต้องชอบธรรม ที่ พวกเขานำมากล่าวอ้าง หรอก มันอาจเพราะความเดียวดาย การอยากได้รับความยอมรับของเธอด้วย เธอจึงเดินไปอยู่ฝั่งคอมมิวนิสต์ อุดมการณ์สวยหรูถึงความเท่าเทียม หากแต่ฟาสบินเดอรส์ ยังคงตั้งคำถามถึง ระบอบคอมมิวนิสต์ ที่เอาเข้าจริง ก็ยังไม่มีความเท่าทียมที่แท้จริง เมื่อสามีภรรยาคู่นั้นที่แท้เป็นเพียงคอมมิวนิสต์ชนชั้นกลาง ที่ร่ำรวย (ในฉากหนึ่งหนังให้ตัวละคร จากฝั่ง อนาธิปไตย ประชดความแตกต่างทางชนชั้น ซึ่งมีกระทั่งในคอมมิวนิสต์ที่อ้างเรื่องความเท่าเทียมได้อย่างสะใจ) ความเท่าเทียม คืออุดมการณ์ที่คอมมิวนิสต์ อ้างกับประชาชน แต่ระบอบคอมมิวนิสต์ก็เป็นเพียงแค่ คำพูดสวยหรู เพราะในระบอบนั้นก็ยังมีการแบ่งชนชั้นอยู่ดี และที่แท้ คุณนายคุสเตอร์ ไม่ได้มีคุณค่าอะไรมากไปกว่าการเป็นหมากตัวหนึ่งในการแย่งชิงพื้นที่ทางการเมือง
แล้วคุณนายคุสเตอร์ ก็ได้พบกับอีกขั้วทางการเมือง ขั้วที่อันตราย และอ่อนไหว อย่างพวก อนาธิปไตย
ซึ่งไม่เชื่อมั่นและมุ่งหมายล้มล้างระบบรัฐบาล และการปกครองทั้งหมด และแน่นอนคุณนายคุสเตอร์ยังไม่พ้นการต้องตกเป็นเพียง หมากตัวหนึ่งเป็นเพียงเหยื่อล่อ และข้ออ้าง ในการกระทำบ้าๆทั้งหมด
และที่จริงแล้วคุณนายคุสเตอร์ ก็คือตัวแทน ของ ประชาชน- บนโลกนี้นั่นเอง ประชาชนผู้ทนทุกข์ และไม่ว่าระบอบการปกครองใดๆ ก็ช่วยไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความทุกข์ของ ประชาชน นั้นเกินเยียยวา หามันเพราะ ไม่เคยมีใครมองประชาชน ในฐานะประชาชน เลยต่างหาก ประชาชนบนโลกนี้ จะเป็นประชาชนในช่วงเวลาที่นักการเมืองต้องการ เสียง-ของประชาชน พวกเขาเชิดชูอุดมการณ์อันสูงส่ง ( เช่นความเห็นอกเห็นใจของช่างภาพ คำปลอบโยนของสองผัวมีย และการยืนหยัดเคียงข้างคุณนาย คุสเตอร์ ของเหล่าพวก อนาธิปไตย ) และเมื่อบรรลุผลประโยชน์อันน่าพอใจ ( บทความ สุนทรพจน์ หรือ ข้ออ้างในการกระทำบ้าๆ) ประชาชนก็คือเบี้ยที่ไร้ความหมาย หนังไม่ให้เราเห็น คุณคุสเตอร์ หรือการกระทำของเขา ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้น ไม่มีแรงจูงใจ มีเพียงชะตากรรมของคุณนายคุสเตอร์ เพราะประชาชนเป็นเช่นนั้น ถูกบิดเบือน ถูกหลอกใช้และถูกหลงลืมไปในท้ายที่สุด!
*************************************************************************************
จากนี้จะมีการเปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์ครับ หากไม่อยากทราบก็ให้หยุดเสียแต่ตรงนี้ อย่างไรก็ดี สามารถหาอ่านเรื่องราวเหล่านี้ได้ในทุกๆบทความที่กล่าวถึงหนังครับ เพราะถือเป็นส่วนสำคัญในการวิเคราะห์หนังเรื่องนี้(กระทั่งในปกหลังDVD ยังพูดถึง) ดังนั้นถ้าไม่อยากรู้ควรระมัดระวังนิดนึงครับ
*************************************************************************************
หนังมีตอนจบสองแบบ คือแบบที่ใช้ในยุโรปเมื่อแรกฉาย และแบบที่ถูกถ่ายทำใหม่สำหรับฉายในอเมริกา ซึ่งแบบหลังจะเป็นตอนจบที่มีความหวังมากขึ้น ฟาสบินเดอรส์ เคยให้สัมภาษณ์ในปี 1977 ว่าเขาชอบตอนจบแบบอเมริกามากกว่า เพราะมันอบอุ่น และดุมีความหวัง ทั้งยังพูดถึงการต่อสู้ของหญิงผู้หนึ่งอีกด้วย อย่างไรก็ดี ไม่มีตอนจบใดที่ดีกว่าหรือแย่กว่า เพราะที่น่าสนใจคือ ตอนจบของทั้งสองแบบ สามารถทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังสองเรื่อง ที่พูดถึงสองประเด็นไปได้เลยทีเดียว
ในฉบับยุโรป หนังจบลงด้วยการที่คุณนายคุสเตอร์ ซึ่งตกภายใต้การนำของเหล่าลัทธิอนาธิปไตย บุกยึด สำนักงานนิตยาสารที่ตีพิมพ์บทความกล่าวร้ายสามีของเธอ ก่อนจะลงเอยด้วยความรุนแรง หนังเลือกวิธีเล่าเก๋มาก ด้วยการหยุดภาพ แล้วขึ้นตัวหนังสือ(ที่มาจากบทภาพยนตร์ตรงๆ) เล่าฉากสำคัญท้ายเรื่อง กล้องจับอยู่ที่ใบหน้าของคุณนายคุสเตอร์ ขณะที่เหตุการณ์ในบทภาพยนตร์เร้าอารมณ์และเจ็บปวดโศกเศร้า ภาพที่เราไม่เห็น (แต่คิดขึ้นในหัว ) กับภาพดวงตาสิ้นหวังที่เราเห็นบนจอ ทำให้อารมณ์พุ่งขึ้นถึงขีดสุด โดยไม่ต้องถ่ายทำออกมาด้วยซ้ำ
ในขณะที่ฉากจบฉบับอเมริกา เหล่าอนาธิปไตยประท้วงด้วยการนั่งหน้าสำนักพิมพ์หากแต่ถูกเพิกเฉย จึงทิ้งคุณนายคุสเตอร์ไว้เพียงลำพัง เธอนั่งลำพังบนพื้น เจ็บปวดและโดเดี่ยว ยิ่งเมื่อคอรริน่า มาถึงและถามประโยคแสนเจ็บปวดว่า แม่ยังจำหน้าพ่อจริงๆ ได้หรือเปล่า แต่อย่างไรก็ดีในตอท้าย เธอได้พบกับยามเฝ้าสำนักงานซึ่งเชื้อเชิญเธอไปทานมื้อค่ำที่บ้าน และนั่นเป็นครั้งแรกที่ดูเหมือน มีใครสักคนดีกับเธอจริงๆ
ฉากจบในฉบับยุโรปนั้น หนังเดินหน้าช่วงสุดท้ายในการเป็นหนังการเมืองเต็มที่ ตอกย้ำประเด็น ความเจ็บปวดของประชาชนผุ้ทนทุกข์อย่างเต็มที่ ความตายของคุณนายคุสเตอร์คงไม่ต่างจากสามีเธอ พาดหัวข่าวสองสามวันแล้วถูกลบลืม แค่ประชาชนคนหนึ่งตายไป ถูกลบลืมในหล่มหลุมแห่งประวัติศาสตร์เป็นฉากจบที่วิธีการ(การหยุดภาพแล้วขึ้นตัวหนังสือ) น่าทึ่งและส่งผลสะเทือนความคิดอย่างรุนแรง
ในขณะที่ฉากจบของอเมริกา กลับเลือกมุ่งมองมายังคุณนายคุสเตอร์ หญิงชราผู้ต้องต่อสู้เพียงลำพังมายาวนาน เอาเข้าจริงแล้ว เธออาจไม่ได้ต่อสู้เพื่อสามีของเธอหรอก เอต่อสู้เพื่อให้ตนเองได้รับการยอมรับ เมื่อลูกสาวถามว่าเธอจำหน้าพ่อได้จริงๆหรือ คุณนายคุสเตอร์ มีสีหน้าสลดลงไป เอรู้ดีว่าลึกๆเธอไม่ได้ต่อสุ้เพื่อสามีเธอจริงๆ เธอเองก็มีปรารถนาของเธอ ความเจ็บปวดของเธอ และในที่สุด แค่มีใครสักคนฟังเธอ ยอมรับเธอในฐานะ ของมนุษย์ มากกว่าหมากบนกระดาน เธอก็สามารถยกเลิกการต่อสู้ และเริ่มต้นมีชีวิตได้เช่นกัน มันเป็นตอนจบที่เจ็บปวด เป็นมนุษย์ หากอบอุ่นที่สุดเท่าที่หนังจะให้ได้เลยทีเดียว
และในฉากจบสองแบบ สวรรค์ของคุณนายคุสเตอร์ กลายเป็นเรื่องสองขั้ว ที่เราได้แต่ต้องคิดซ้ำไปซ้ำมาแม้ว่าหนังจบลงไปแล้ว ในฐานะประชาชน เธอต้องไปสวรรค์เพราะหมดคุณค่าทางการเมือง หากในฐานะมนุษย์เธอได้ไปสวรรค์ในฐานะ หญิงม่ายผู้โดเดี่ยว คุณแม่ผู้ถูกลืม ที่ปรารถนาเพียงความเข้าใจของใครสักคน
คารวะฟาสบินเดอร์ส มาหลายที คราวนี้เห็นทีต้องกราบจอกันจริงๆ กราบฟาสบินเดอร์ส และกอด Brigitte mira ที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมมาตรงนี้ครับ
FOOTNOTE
ข้อมูลหนังหาได้ที่นี่ครับ
http://www.imdb.com/title/tt0073424/
เรียนชาวไบโอใจดีที่มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ว่างเชิญแวะไปช่วยผมหน่อยครับ กำลังแปลบทความฟาสบินเดอรส์ แบบงูๆปลาๆ เชื่อว่าถ้าช่วยกันแปลช่วยกันแก้คนละย่อหน้า จะได้มีบทความภาพยนตร์ดีๆอ่านกันครับ
http://filmsick.exteen.com/20051021/reiner-werner-fassbinder
ชื่อบทความมาจากชื่อเพลงเก่าของคาราวานครับ (ปล. แฮมเมอร์ เอาเพลงนี้มาร้องใหม่โดยเปลี่ยนเนื้อร้องบางส่วนและทำให้เพลงสองเวอร์ชันเหมือนหนังเรื่องนี้ที่ตอนจบสองแบบทำให้มีคุณค่าลึกซึ่งไปคนละทางครับ เป็นความบังเอิญอันประจวบเหมาะโดยเท้)
*1 อ้างอิงจาก http://www.sensesofcinema.com/contents/directors/02/fassbinder.html
*2 อ้างอิงจาก http://www.wsws.org/articles/2003/aug2003/fass-a06.shtml

#1 By Mrs. Holmes on 2005-10-25 11:03