กระทู้นี้ถูกตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพียงประการเดียว นั่นคือการ ชักชวน ยั่วยวน ปลุกเร้า บอกเล่า ขู่เข็ญ ร้องขอ ให้บรรดาคอหนัง ที่อยู่ในกรุง พากันตบเท้าเข้าโรงหนังภายในสัปดาห์นี้ เพื่อร่วมมีส่วนในประสบการณ์การดูหนัง ที่ เปรี้ยว ฮา บ้าคลั่ง วิปลาส และแสนสนุก ครั้งหนึ่งในชีวิต (และอาจไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว) นั่นคือการตบเท้าไปดุหนังฉบับไร้ซับไตเติ้ล ของคุณป้า Ulrike ottinger ผู้กำกับสาวชาวเยอรมัน ที่จะทำให้คุณ ลืมไม่ลง!

**********หนังของเธอทุกเรื่องที่เหลือ จำเป็นต้องฉายแบบไร้ซับไตเติ้ล แต่ผมขอยืนยันตรงนี้ว่าถึงไม่มีซับไตเติ้ล นี่ก็ควรค่าแก่การรับชมอย่างยิ่ง********************************

รายละเอียดเรื่องซับไตเติ้ลอ่านได้ในกระทู้นี้ช่วงท้ายๆครับ
http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=22529

ผมได้ดูหนังของคุณป้า ottinger ไป 1.8 เรื่อง (เรื่องที่สองผมไม่สามารถอยุ่ดูจนจบได้ ) และผลลัพทธ์จากการดูหนังทั้งสองเรื่องยังคงติดค้างอยู่ในหัวสมอง จนถึงตอนนี้


โดยรวมหนังของulrike ottinger คือผลรวมระหว่างละครเวที(แบบทุนต่ำ )ของเด็กมัธยม ที่มีองค์ประกอบฉากน้อยมากและไร้ความปราณีต กับงานศิลปะวิลิศมาหรา องค์ประกอบของความขบขันบ้าบอแบบจอห์น วอเตอรส์ บวกความเซอร์เรียล หลุดโลก หนังอของ ulrike ottinger คือสิ่งที่เราสามารถเรียกได้ว่าเป็นทั้งหนังดีและหนังห่วย กระทั่งเป็นและไม่เป็นหนัง และนั่นคือเสน่ฆือันเย้ายวน เกรี้ยวกราดและตลกxxxฮา อย่างบ้าคลั่งของเธอ
และนี่คือความรู้สึกที่ผมมีต่อหนังของเธอ


Madamme X the absolute ruler
บทความชิ้นนี้เขียนขึ้นจากความเข้าใจอันน้อยนิด ถึงขั้นไม่เข้าใจอะไรเลย ที่ผมมีต่อหนังของเธอ เพราะผมดูหนังของเธอแบบไร้ซับไตเติล (แต่กลับพบว่ามันไม่ใช่ปัญหาเลย)

ก่อนจะเข้าสู้เรื่องเรื่อง ขอแวะ กรี๊ดดดดดดดดดดดด ยาวๆ 3 ทีให้รวดกับหนังเรื่องนี้ และอีก 3 ที ยาวๆ ให้ ulrike otiinger ผู้กำกับหนังเรื่องนี้
ผมไม่เคยดูหนังแบบชิดใกล้ผู้กำกับขนาดนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรก และเป็นประสปการณ์เหนือคำบรรยายใดๆครับ

มาว่ากันที่ตัวหนัง หนัง 16 มม. ฉายแบบเครื่องฉาย ดังติ๊กๆๆๆๆอยู่เหนือหัว และปราศจากซับไตเติ้ลใดๆ ให้บรรยากาศการดูหนังด้วยใจ ที่ยอดเยี่ยมมากๆ และบ้ามากๆในคราวเดียว

หนังว่าด้วยเรื่องของผู้หญิงหลากอาชีพอันประกอบด้วย สาวไฮโซ อีสาวสเกตบอร์ด คุณแม่บ้าน คุณหมอ คุณนางแบบจอมเซกซ์ หรือสาวหัวชมพูนักบิน ไปจนถึงสาวชาวป่า พวกเธออยู่มาวันหนึ่งก็ได้รับสาส์นจาก มาดามเอกซ์ ราชินีโจรสลัด โดยสาส์น ที่ว่ามาในรูปแบบต่างๆกันตั้งแต่แทรกมาในหนังสือพิมพ์ ลอยลงมาจากฟ้า สอดมาในกล่องแป้งทำขนมปัง มาทางโทรศัพท์ มากับคนไข้ กระทั่งใส่ขวดลอยน้ำไป
หลังจากขึ้นไปประชุมพลกันบนเรือ (พร้อมระบำนินทาว่าร้าย โดยการให้ตัวละครเดินกระซิบกระซาบชี้ชวนกันมองพลางวนไปรอบเสากระโดงเรือเป็นเวลานานเกือบ 5 นาที) ทุกคนได้รับคำสั่งจากมาดามเอ็กซ์ (ซึ่งมีบริวารเป็นคุณป้าหน้าเบี้ยวราวบียอรค์ยามชรา) ก็ออกคำสั่งแก่ทุกคน สาวชาวป่า ต้องพลีกายให้มาดามเอ็กซ์ (พร้อมกับกะหล่ำดอก!) ในขณะที่พวกเธอ(ในเครื่องทรงใหม่อันสุดแสนอลังการ)ก็ออกเดินทางในฐานะโจรสลัด แห่งทะเลจีน (คุณป้าเล่าให้ฟังก่อหนังฉษยว่าเธออยากทำหนังในทะเลจีนจริงๆ แต่งบจำกัด จึงถ่ายทำกัในทะเลสาบ)มุ่งหน้าไปยังอินเดีย!


และระหว่างทางหนังก็เต็มไปด้วยการผจญภัยสุดระทึก ตั้งแต่การช่วยเหลือกะเทยเรือแตก (ที่ทันทีที่ขึ้นมาได้เจ่าหล่อนก็เต้นระบำสะบัดช่อ) ปล้นสดมภ์เรือยอร์ชของยายคุณนายผ้าไหมกับเหล่ากะลาสีล่ำบึ้ก หรือการหักหลังกันเอง การลอบฆ่าแม่ย่างนางเรือ การสังหารโหด และการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์!
แน่นอนเนื้อหนังฟังดูบ้าสิ้นดี แต่บัดเดี๋ยวก่อน ผลลัพทธ์ของตัวหนังกลับออกมาบ้าคลั่งขึ้นเป็นทวีคูณ!

พิจารณากันเฉพาะจาก เรื่องราว แลภาพนจอ ผมเข้าใจ (เอาเอง)ได้ว่า ที่แท้แล้วหนังอาจไม่ได้เป็นแค่ หนังเฟมินิสต์- แต่ อาจกลับ วิพากษ์ เฟมินิสต์อยู่อย่างน่าสนใจ

หนังเริ่มต้นราวกับจะเป็นสตรีนิยมเต็มที่ด้วยปการแสดงถึง พลังหญิง ที่ไม่ว่าจะเป็นใครชนชั้นใด ก็ล้วนมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่งทั้งสิ้น
ระบำนินทาว่าร้าย (อันนี้ผมตั้งชื่อเอาเอง)บนเรือ เป็นการละลายพฤติกรรมหญิงๆ (ช่างเมาท์ )ให้ค่อยๆหมดไป
หากแต่เอาเข้าจริงแล้ว มาดามเอกซ์ของพวกเธอ ไม่ได้ต่างอะไรจาก เพศชาย- หล่อนแสดงพลังอำนาจ ด้วยการออกคำสั่งกับทุกคน หนำซ้ำยังสวมถุงมือ ที่มีดาบติดอยู่ตรงปลาย (ดูกลายๆคล้ายอวัยวะเพศชาย) แต่ที่สำคัญเหนืออื่นใด หลายครั้งที่หนังถ่ายภาพ หน้าอก ของ มาดามเอ็กซ์ และเราพบว่า แม้เธอจะมีนม (สวยด้วย) แต่เธอมี ขนหน้าอก! (อันเป็นตัวแทนความเป็นชาย ) และในฉากน้ำพุ ที่เธอนุ่งผ้าปิดท้อง แต่เปิดบนล่างอล่างฉ่าง เธอยังแสดงท่า แมน เบ่งกล้ามซ้ำไปซ้ำมา ขณะบ่าวรับใช้ คอยแช็ดตัว และกะเทยเรือแตกเป็นคนตัดเล็บให้
หากผู้ชายในเรื่องถูกลดบทบาทไปเป็นเพียงกะลาสีชาวเกย์และกะเทยเรือแตก (ที่หลังจากเต้นจนเหนื่อย เจ้าหล่อนก็ลุกมาตัดเล็บเท้าเสียอย่างนั้น) คือการแปรสภาพเพศชายให้กลายเป็นเบี้ยล่าง (อันเป็นค่านิยมของสตรีนิยมสายหนึ่ง ) หนัง(หรือออททิงเง่อเอง) ก็ได้เสียดสี มันในฐานะที่เมื่อผู้หญิงได้รับอำนาจ เธอยังคงใช้อำนาจแบบเพศชาย (หรืออาจแปลได้ว่าความเป็นชายเป็นตัวแทนของการใช้อำนาจ ) กดขี่ข่มเหงลูกเรือของเธอเอง ก่อนที่จะฆ่าสังหารไปทีละคน
และมีเพียงสามคนเท่านั้นที่รอด คนแรกคือสาวชาวป่า ซึ่งถวายตัวให้เธอไปแล้ว คนที่สองคือสาวไฮโซ (?จู่ๆ ก็หายไปจากเรื่อง และ คุณหมอสาว การรอดของสองคนหลังนี้ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะทั้งคู่เป็นตัวแทนของคนชนขั้นที่สูงกว่า (เมื่อเทียบกับ แม่บ้าน นางแบบ หรือสาวเสก็ตบอร์ด) ในสตรีนิยมสายหนึ่งกล่าวว่า การกดขี่ผู้หญิงไม่ได้เกิดขึ้นฌพาะระหว่างชายกับหญิง หากมันเกิดขึ้นระหว่างหญิงต่างชนชั้นกันอีกด้วย และหากคุณหมอ และสาวไฮโวเป็นตัวแทนของผู้รอดตายมันจึงยิ่งเสริมทับ ความตลบแตลงในการปลดปล่อยสตรีของมาดามเอกซ์ (อย่างไรก็ดี จู่ๆสาวไฮโซก็กลับไปรออยู่บนฝั่งจนได้ )
หากสิ่งที่หมอสาวกระทำ กลับไม่ใช่การจงรักภักดี แต่เป็นการวิเคราะห์มาดามเอ็กซ์ (แล้วเก็บผลวิจัยใส่กล่องเหล็กห้อยคอไว้ก่อนจะตายไปพร้อมกับโยคี กรี๊ด!) ซึ่งนั่นก็ดูราวกับมาดของนักวิชาการหลายคนที่เกาะเกี่ยวอยู่ยบนอำนาจเก่าจนค้นพบว่ามันจะล่มสลายลงในไม่ช้า สิ่งที่พวกนักวิชาการทำไม่ใช่การยึดมั่นอยู่กับความเชื่อเดิม พวกเขาจะวิเคราะห์แจกแจงมัน ทำทีเป็นเข้าอกเข้าใจความเชื่อเก่า และมองช่องทางที่จะไปเกาะยังความเชื่อใหม่อย่างแนบเนียน ยกตัวเองขึ้นจากความผิดที่เชื่ออะไรผิดๆ ไหลลื่นไปเรื่อยๆ เพื่อความปลอดภัยและคงสถานภาพ(โชคดีที่มาดามเอ็กซ์ดันรู้ตัว)
หนังจบลงด้วยการล่องนาวาสตรีนิยมออกไปอีกครั้ง สาวๆที่ที่จริงแล้วล้วนตายกันหมดสิ้น(ชอบการตายของคูรนางแบบมากเพราะเธอพยายามฆ่าแม่ย่างนางเรือแต่กลับโดนฆ่าเสียเอง รวมไปถึงความตายของคุณป้า บริวาร ที่หนังปล่อยให้เธอร้องเพลง อารีดัง-อยู่นานแสนาน แล้วลุกมาแทงคอหอยตัวเองตายอนาถ แบบเลือดกลบปาก (แต่นาทีต่อมาเฮกระพริบตาแถม)) พวกเธเกลับฟื้นคืนชีพ ไปอยู่ในสถานะใหม่ (เช่นสาวนักบินไปทำอะไรบางอย่างกับนกแก้วเป็นต้น) สถานะที่คิดว่าได้รับการปลดปล่อยแล้ว หากมาดามเอ็กซก็ยังคงตามมาร่ายมนต์ใส่พวกเธอดึงดูดพวกเธอลงไปยังทะเลได้อีกครั้ง สตรีนิยมสายหนึ่งเข้ามาแล้วจากไป แต่ไม่มีใครรู้ว่าสายใหม่จะดีกว่าหรือแลวลง
ในตอนท้ายหนังมีตัวละครสาวชุดแดงที่ยืนกรี๊ดส่งทุกคนอยู่บนฝั่ง โดยส่วนตัวผมคิดว่านั่นคือตัวแทน ของออททิงเง่อเอง( ในช่วงแรกตัวออททิงเง่อร่วมแสดงด้วยในบทหญิงสาวที่อ่าน orlando อยู่บนเรือดีๆก็กระโดดลงน้ำฆ่าตัวตาย ) ซึ่ง เธอดูเหมือนจะยินดีกับเหล่าสตรี เข้าใจ แต่ไม่เอาด้วยอีกแล้ว

หนังเรื่องนี้ มีเครื่องแต่งกายาสุดฉุฉาด ดนตรีประกอบหลุดโลก และความคิดทรงพลังขับดันเรื่องจนเราต้องกรี๊ดในความเปรี้ยวของหนังเป็นระยะแม้จะไม่รู้ว่าตัวละครพูดอะไรเลยสักคำ

DORIAN GRAY IN THE MIRROR OF THE YELLOW PRESS



ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ไม่จบเรื่อง ( เนื่องจากรถบัสเที่ยวสุดท้ายที่ผมหาได้ออก 2ทุ่มครึ่ง ผมจึงต้องเผ่นจากสยามไปสายใต้ตั้งแต่ทุ่มครึ่ง ) ซ้ำยังไม่มีซับไตเติ้ล เลยไม่อาจบอกได้ว่าหนังเล่าเรื่องอะไรอย่างไร บอกได้เพียงความรู้สึกที่มีต่อหนังเท่านั้น
หลังmadamme X หนึ่งวัน หนังเรื่องนี้ก็ยังคงทำให้ผมกรี๊ดดได้ทุกๆ5 นาที
Delphine seyrig (ที่เพิ่งได้ใจผมด้วยการยกให้เธอเป็นแวมไพร์สาวที่สวยที่สุดในโลก จากdaughter of darkness ) เจ้าแม่วงการสื่อสารมวลชน ที่กุมโลกทั้งใบไว้ใต้เสื้อสูทไหล่สามเหลี่ยมซ่อนวิทยุ (ฮามาก) พร้อมกับสามบริวารสาว (ที่สองในสามคือผู้หญิงในหนังของฟาสบินเดอร์ส!)
หนังมาพร้อมฉากคลาสสิคมากมายซึ่งพี่แมด และน้องเมอ คงบรรยายไปแล้ว ซึ่งแน่นอนฉากที่เริ่ดที่สุดของเรื่อง คือฉาก โอเปร่ามหาภัยของสาวสามสัญชาติ ที่ร้องได้แหกคีย์ แหกคอก สุดฤทธิ์ (เดาเอาว่าปฏิกริยาของผู้ชมในฉากนี้ บวกกับฉากหลังที่เป็นหนังสือพิมพ์ (เดาว่าของเจ๊delphine)น่าจะสเสียดสีความจอมปลอมทางศิลปะของชนชั้นกลางได้อย่างเจ็บแสบ
ในขณะที่ฉากท่อ.ดลกใต้พิภพ (ด้วยการ...มุดท่อ) ลงไปพบกับ มหรสพบ้าคลั่งมากมาย เช่น กลาสีชาวเกย์ ตบจูบ ตบจูบ อาหารจีน(ที่หนึ่งในนั้นคือลูกตาสดๆ)ในบ่อน้ำพุ บาร์บีคิวชายเปลือย และคำทำนายของชายแก่ในอ่างน้ำ (ที่มีคนมาเยี่ยวใส่และขอบคุณ)เป็นฉากยาวมากๆที่เรียกเสียงกรี๊ดได้ทุกสาม-ห้านาที


ขณะที่ฉากละครเวทีที่เอาฉากไปตั้งตามที่ต่างๆเช่นทะเล ทะเลทราย ทำให้มันดุอลังการมากๆ
นี่ยังไม่นับ น้องแฝดสยามนักรำ และป้าอ้วนระบำเปลือย แค่บรรยายความเปรี้ยวในหนังของเธอก็เหนื่อยแล้วครับ

แม้ผมจะไม่เข้าใจอะไรในหนังเลย แต่นี่คือหนังที่ผมกรี๊ดสลบ ด้วยการถูกกระทบจากภาพครับ

และนี่คือปากคำของผู้รอดชีวิตจากหนังของเธอ ลองอ่านจากกระทู้นี้ครับ
http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=22529

และขออนุญาติ คุณพี่แมดเดอลีนเอาประวัติ และรอบฉายหนังที่ยังเหลือของเธอมาแปะใหม่ซ้ำอีกทีครับ

สำหรับประวัติของคุณป้า สามารถหาได้จาก movietime ฉบับ ปก โจดี้ฟอสเตอร์ และ flicks ฉบับ into the blue เขียนโดย คูร กัลปพฤกษ์ และ คุณ อุทิศ เหมะมูล ตามลำดับ หรือจะดูออนไลน์ได้จากข้อมูลของราชีนีหนังแห่งเวบไบโอสโคป คุณพี่แมดเดอลีน เดอะ เกรท ตามนี้

พอดีเอาข้อมูลเกี่ยวกับ OTTINGER ไปโพสท์ไว้ในเว็บบอร์ดอื่นๆค่ะ ก็เลยขอเอามาโพสท์ซ้ำในที่นี้ด้วยแล้วกัน


ภาพยนตร์เลสเบียนที่น่าสนใจในงานนี้ก็รวมถึงเรื่อง THE JOURNEY จากอินเดีย และภาพยนตร์ที่กำกับโดย ULRIKE OTTINGER เจ้าแม่ภาพยนตร์เลสเบียนจากเยอรมนีค่ะ โดยข่าวบอกว่า ULRIKE OTTINGER จะบินมาร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ที่กรุงเทพด้วย ถ้าใครอยากเจอตัวจริงของเธอก็ไปพบเธอได้ที่โรงฉายภาพยนตร์ค่ะ โดยเฉพาะในรอบฉายภาพยนตร์เรื่อง MADAME X AN ABSOLUTE RULER


ถ้าเข้าใจไม่ผิด ภาพยนตร์เรื่อง THE JOURNEY จะพูดถึงประเด็นเรื่องเลสเบียนโดยตรงค่ะ ส่วนภาพยนตร์ของ ULRIKE OTTINGER อาจจะพูดถึงประเด็นเรื่องเลสเบียนรวมกับประเด็นอื่นๆอีกหลายๆเรื่อง บางเรื่องประเด็นเลสเบียนอาจเป็นเพียงประเด็นรอง และในบางเรื่องก็อาจจะไม่มีประเด็นเลสเบียนเลย อย่างไรก็ดี ภาพยนตร์ของ ULRIKE OTTINGER ก็ยังคงมีความน่าสนใจมากๆอยู่ดีค่ะ โดยเฉพาะในแง่การทำลายภาษาเดิมๆทางภาพยนตร์ และการนำเสนอภาพลักษณ์ของผู้หญิงในภาพยนตร์

ส่วนภาพยนตร์ของ ULRIKE OTTINGER ที่จะฉายในงานนี้มีอยู่ 6 เรื่องด้วยกัน ซึ่งได้แก่


1.MADAME X AN ABSOLUTE RULER (1977)

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มโจรสลัดหญิง

http://www.worldfilmbkk.com/films/index.php?cid=08&id=118

ฉายวันเสาร์ที่ 15.. เวลา 19.20. ที่โรง MAJOR CENTRAL WORLD PLAZA

Madame X, a harsh, pitiless beauty, the cruel uncrowned ruler of the China Sea, launches an appeal to all women willing to exchange their comfortable and secure but unbearably dull lives for a world of dangers and uncertainties, but full of love and adventure. Women of the most diverse nationalities and walks of life respond to her call. All of their accumulated discontent unites to form a powerful whole, and they sail off with a favorable wind.

http://www.ulrikeottinger.com/img/fmx/07-47.jpg



2.DORIAN GRAY IN THE MIRROR OF THE YELLOW PRESS (1981)

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเจ้าแม่วงการสื่อที่ต้องการทำลายชายหนุ่มคนหนึ่ง

http://www.worldfilmbkk.com/films/index.php?cid=08&id=115

ฉายวันอาทิตย์ที่ 16 .. เวลา 17.20 . ที่โรง MAJOR CENTRAL WORLD PLAZA

From the panoramic, historical revue of the many faces of social prejudice and ostracism, Ottinger turns her attention to the mechanism of exclusion invested with the necessary power to make or break people. Frau Dr. Mabuse, whose illustrious precursor is Fritz Lang's psychopathic, counterfeiting boss of the underworld, derives her power from the fabrication of reality based on the seduction of images and words. Her perfect object and victim is the Bauhaus-dandy Dorian, whose relation to Oscar Wilde's prototype is as marginal as his relation to power. The fairy-tale framework of Ottinger's feature compositions asserts itself strongly in this film as Dorian replaces the evil tycoon and becomes king of the media conglomerate.

http://www.ulrikeottinger.com/img/fdg/00-47.jpg



3.TWELVE CHAIRS (2004) (อ่านจากเรื่องย่อแล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้อาจจะไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเลสเบียน)
http://www.worldfilmbkk.com/films/index.php?cid=08&id=120

ฉายวันอังคารที่ 18.. เวลา 19.30. ที่โรง MAJOR CENTRAL WORLD PLAZA หนังมีความยาว 198 นาที

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนที่ตามหา เก้าอี้ 12 ตัว ที่กระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆกัน เพราะมีทรัพย์สมบัติซ่อนอยู่ในเก้าอี้ตัวหนึ่งใน 12 ตัวนี้

ขณะที่หญิงวัยชราผู้สูงศักดิ์คนหนึ่งของรัสเซียกำลังจะตาย เธอได้เปิดเผยความลับของเธอให้ลูกเขยคนหนึ่งฟัง และความลับนั้นก็คือว่าเธอได้ซ่อนเครื่องเพชรทั้งหมดของเธอไว้ในเก้าอี้ 1 ใน 12 ตัวของเธอ แต่หลังการปฏิวัติในรัสเซีย ทางการก็ยึดเก้าอี้ทั้ง 12 ตัวไปจากเธอ

Ippolit Matwejewitch Worobjaninow ซึ่งเป็นลูกเขยของเธอ เคยเป็นขุนนางมาก่อน แต่ปัจจุบันนี้เขาเป็นเพียงข้าราชการระดับล่างที่ดูแลเรื่องการจดทะเบียนสมรส เขาเบื่อหน่ายงานที่ทำอยู่ในตอนนี้มาก ดังนั้นเขาจึงรีบออกตามหาทรัพย์สมบัตินี้ในทันที

อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เก้าอี้ทั้ง 12 ตัวนี้ได้กระจัดกระจายไปอยู่ตามจุดต่างๆกันทั่วประเทศ และลูกเขยก็ไม่ใช่คนเพียงคนเดียวที่ออกตามล่าเก้าอี้ 12 ตัวนี้ เพราะมีนักต้มตุ๋นชื่อ Ostap Bender ที่ออกตามล่าเก้าอี้ 12 ตัวเหมือนกัน นอกจากนี้ Fther Fjodor ก็ออกตามล่าเก้าอี้กลุ่มนี้เหมือนกันด้วย เพราะหญิงชราเคยสารภาพความลับให้บาทหลวงองค์นี้ฟังเหมือนกัน

การตามล่าเก้าอี้อย่างบ้าคลั่งได้เริ่มต้นขึ้น พวกเขาเดินทางจากเหนือจรดใต้ จากตะวันตกสู่ตะวันออก พวกเขาเดินทางข้ามน้ำและข้ามแผ่นดิน และเดินทางจากชนบทเข้าสู่เมืองใหญ่

TWELVE CHAIRS ดัดแปลงมาจากนิยายที่เคยสร้างเป็นหนังแล้วหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงเวอร์ชันปี 1962 ที่มีความยาว 5 ชม.และกำกับโดย TOMAS GUTIERREZ ALEA ผู้กำกับชื่อดังชาวคิวบา และเวอร์ชันปี 1970 ที่กำกับโดย MEL BROOKS และนำแสดงโดย FRANK LANGELLA



4.TICKET OF NO RETURN (1977)

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับหญิงคนหนึ่งที่ต้องการดื่มเหล้าให้สะใจ

http://www.worldfilmbkk.com/films/index.php?cid=08&id=119

ฉายวันพฤหัสบดีที่ 20.. เวลา 17.40. ที่โรง MAJOR CENTRAL WORLD PLAZA
ฉายวันอาทิตย์ที่ 23.. เวลา 15.30. ที่โรง GRAND EGV

She purchased a ticket of no return to Berlin-Tegel. She wanted to forget her past, or rather to abandon it like a condemned house. She wanted to concentrate all her energies on one thing, something all her own. To follow her own destiny at last was her only desire. Berlin, a city in which she was a complete stranger, seemed just the place to indulge her passion undisturbed. Her passion was alcohol, she lived to drink and drank to live, the life of a drunkard. Her resolve to live out a narcissistic, pessimistic cult of solitude strengthened during her flight until it reached the level at which it could be lived.

The time was ripe to put her plans into action.

http://www.ulrikeottinger.com/img/fbt/port-01-42.jpg



5.JOAN OF ARC OF MONGOLIA (1989)

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับหญิงสาวกลุ่มหนึ่งที่นั่งรถไฟข้ามไซบีเรีย แต่ถูกกลุ่มหญิงมองโกเลียลักพาตัวไป

http://www.worldfilmbkk.com/films/index.php?cid=08&id=117

ฉายวันพฤหัสบดีที่ 20 .. เวลา 19.40 . ที่ EGV METROPOLIS 8

In this tri-lingual epic, seven western women travel in the Trans-Siberian Railroad and are kidnaped by a tribe of Mongolian female warriors. As fantastic as this tale sounds, it is as much substantiated by historical and ethnographical research as it is just another one of Ottinger's fictions of transformation, metamorphosis and the problem of dealing with otherness. In this film these strands are most benignly brought together and woven into a scintillating tapestry of cultural interrelation. Where railroad and caravan meet - both metaphors for trans-formation - the intitial clash, the fear of the uncertain other continent, turns into festivities as a result of receptive and accepting attitudes. Instead of combatting each other, customs and costumes reflect each other as in a mirror:

"The whole film is a twin structure, cut through by doubles, repetitions, similarities and endless reflections. The images have a crease, established by the stories [...] In this way the Mongolian world casts a reflecting light on western customs and habits and cinema recommends itself as the instrument of investigation and the agent of old and new myths."

Frieda Grafe, Suddeutsche Zeitung, April, 3rd,1989

http://www.ulrikeottinger.com/img/fjoh/xu-30.jpg



6.FREAK ORLANDO (1981)

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิด 5 ครั้งของออร์แลนโด

http://www.worldfilmbkk.com/films/index.php?cid=08&id=116

ฉายวันศุกร์ที่ 21 .. เวลา 13.00 .ที่ EGV METROPOLIS 8

First Episode
Where it is told how Orlando Zyklopa, with her seven dwarf-shoemakers, as special attraction at the instant shoe repair service at the Freak City department store, strikes the anvil.

Second Episode
Where it is told how Orlando Orlanda, alias Orlando Zyklopa, is born as a miracle on the steps of a basilicum in the Middle Ages and, with her two heads, enchants those around her with a lovely song in two-part harmony.

Third Episode
Where it is told how Orlando Capricho, alias Orlando Orlanda, alias Orlando Zyklopa falls into the hands of the persecutors of the Spanish Inquisition at the end of the 18th century.

Fourth Episode
Where it is told how Mr. Orlando, alias Orlando Capricho, alias Orlando Orlanda, alias Orlando Zyklop, quickly falls in love with the left side of Siamese-twin sisters, named Lena, something the other, named Leni, cannot abide.

Fifth Episode
Where it is told how Mrs. Orlando, called Freak Orlando because of her special orientation, alias Mr. Orlando, alias Orlando Capricho, alias Orlando Orlanda, alias Orlando Zyklopa, is engaged to host the show at the annual festival of ugliness.

http://www.ulrikeottinger.com/img/ffo/11-47.jpg

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ยาวโคด ^^'

เป็นหนังที่แค่ฟังเรื่องย่อ(?)ยังเลือดสูบฉีดรุนแรงขนาดนี้เลย คุณป้าแกไม่ธรรมดาจริงๆ

ถ้าได้ดูเองจริงๆ คงอดใจกรี๊ดไปด้วยไมได้แน่ๆ

#1 By Formula 25 on 2005-10-18 03:12

ข้อมูลเพียบตามเคยนะคะ ขอบคุณมากค่ะน้อง

น่าอายจริง ๆ ที่พี่อยู่กรุงเทพฯ แท้ ๆ แต่กลับมีข้ออ้างมากมายที่ไม่ได้ไปดู

#2 By Mrs. Holmes on 2005-10-18 08:39

พี่เป็นไรอีกเนี่ยพี่ชาย
ข้าเจ้าทำให้พี่อึดอัดอีกแล้วใช่ไหม
ก็ได้ข้าเจ้าจะไม่ทำ...พี่สบายใจได้

#3 By sofa on 2005-10-19 16:11

ควย

#4 By งง (210.203.178.147) on 2007-05-20 18:35

อยากดูมาดาม X ของป้าแกจังเลย


confused smile

#5 By CoCo (125.27.55.48) on 2009-03-29 19:54

ขอบคุณครับbig smile

#6 By เสื้อผ้าแฟชั่น (125.24.156.51) on 2009-10-17 21:55

After browsing your blog, my own view was widened. Thanks a lot for sharing so excellent article. I am a Jordan lovers that I really like the particular collection of Nike Dunk Sb seriously. Maybe around the shoes market place you've been seen all types of Dunk Sb for instance Vibram FiveFingers Shoes No matter where we're, we must learn all the way. As this proverb says that: You're never too old to learn. Thanks for your blog.

#7 By Nike Dunk Sb (112.111.160.109) on 2010-07-23 08:06

After browsing your blog, my own view was widened. Thanks a lot for sharing so excellent article. I am a Jordan lovers that I really like the particular collection of Nike Dunk Sb seriously. Maybe around the shoes market place you've been seen all types of Dunk Sb for instance Vibram FiveFingers Shoes No matter where we're, we must learn all the way. As this proverb says that: You're never too old to learn. Thanks for your blog.

#8 By Nike Dunk Sb (112.111.160.109) on 2010-07-23 08:07

พี่เป็นไรอีกเนี่ยพี่ชาย
ข้าเจ้าทำให้พี่อึดอัดอีกแล้วใช่ไหม
ก็ได้ข้าเจ้าจะไม่ทำ...พี่สบายใจได้

#9 By wow account (66.79.164.114) on 2010-11-23 09:00