เพื่อนสนิท : สถานที่ที่เวลาเดินถอยหลัง (แด่ ดากานดา ของผม)
posted on 11 Oct 2005 02:09 by filmsick in my-S-P-A-C-E
คุยกันก่อนอ่าน
แม้บทความชิ้นนี้จะพูดถึงหนังเพื่อนสนิท แต่ถ้าในฐานะบทความภาพยนตร์ แล้วมันไม่นับเป็นบทความที่ดีนัก ซ้ำอาจเป็นบทความภาพยนตร์ที่แย่ที่สุดเท่าที่ผมเขียนมา เพราะมันค่อนข้างจะส่วนตัวเอามากๆ
ปล. บทความชิ้นนี้ได้รับการรับรองให้เผยแพร่จากเจ้าตัวแล้ว โดยมีข้อกำหนดว่าต้องไปแก้ตัวอักษร(ซึ่งพิมพ์ผิดอย่างร้ายกาจ ) และผมต้องประกาศตัวรับผิดชอบบทความชิ้นนี้ทั้งหมด 555
สวัสดี ดากานดา
เราคงไม่ต้องถามว่าเธอสบายดีไหม เพราะครั้งล่าสุดที่เราคุยกันคือเมื่อวานนี้ น้ำเสียงของเธอยังคงฟังดูร่าเริงเหมือนเคยตอนที่เราโทรไปย้ำนักย้ำหนาว่าให้ไปดูหนังเรื่อง เพื่อนสนิท- ตลกดีเพราะเราโทรไปย้ำถึงสองรอบทั้งที่ไม่รู้ว่าจะย้ำทำไม แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น เราว่าป่านนี้เธอต้องยังไม่ได้ดูแหงๆและต้องสงสัยอย่างมากว่ามันจะอะไรนักหนา แต่มันเป็นเรื่องดีจริงๆนะที่ได้ดูหนังเรื่องนี้
อย่างที่เธอรู้ (จากที่เราเคยบอก) พักหลังมานี่เราเอาเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตมานั่งเขียนบทความไม่เอาไหนถึงเรื่องหนัง (และเชื่อได้ว่าเธอไม่ได้อ่าน) เธอรู้ไหมว่ามีหนังหลายเรื่องที่เราอยากให้เธอได้ดูด้วย แต่บางเรื่องเราก็อยากให้เธอได้ดูเป็นพิเศษ บางเรื่องอย่างเรื่องนี้
จะบอกว่าเราไม่เคยเขียนอะไรแบบนี้หรอกนะ หลังจากที่เราไม่ได้เขียนหากันเราก็ไม่ได้เขียนอะไรแบบนี้อีกเลย เวลาที่เราเขียนเรามักจะระวังไม่ให้ตัวเองตกหล่นลงไปในสิ่งที่เราเขียน สิ่งที่เราไม่ชอบที่สุดคือสรรพนาม ผม- ในบทความของเราเอง เพราะเราไม่อยากมีตัวตนในบทความ(แต่ถ้าให้มันไหลลื่นอยู่ในถ้อยคำก็อีกเรื่อง) ไม่รู้จะพูดเรื่องนี้ทำไม แต่บางทีอาจเพราะกับเธอเราว่าเราคงพูดได้กระทั่งเรื่องที่พูดกับคนอื่นไม่ได้กระมัง
มันเป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งอยู่มาวันหนึ่งก็นั่งรถไฟลงมาจากเชียงใหม่ ไปตัดผม แล้วเก็บกระเป๋า ลงไปเกาะพะงัน แต่ระหว่างทางดันตกเรือขาหัก เขาเลยไปนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล สถานที่ที่เวลาถอยหลังกลับทั้งที่เดินไปข้างหน้า เขาพบกับนุ้ย พยาบาลสาวคนสวยใจดี ในโลกที่เวลาเดินไปข้างหน้า แต่เวลาในใจเขาถอยหลังกลับไปหา ดากานดา เพื่อนสนิท- ที่เขาตกหลุมรักเธอมานานนับปี
จริงๆเราไม่ต้องเล่าก็ได้ เพราะเธอต้องได้อ่านหนังสือเล่มนี่แล้วแน่ๆ แม้เราไม่แน่ใจว่าเราเป็นคนซื้อให้ หรือบังคับให้เธอไปซื้อหามาอ่าน แต่มันต้องอยู่ระหว่างอันใดอันหนึ่งนั่นแน่ๆล่ะ ซึ่งมันตลกมาก เพราะเราได้หนังสือเล่มนี้ในปีแรกที่เรามาอยู่บนเกาะ (ซึ่งอยู่ติดกับเกาะในเรื่อง) และแม้เราจะไม่ได้พบนุ้ย แต่อย่างที่เธอรู้เราปล่อยให้เวลาของตัวเองเดินถอยหลังอยู่ตั้งนานหลังจากนั้น
ตัวหนังสือเป็นหนังสือที่ได้รางวัล สารคดีท่องเที่ยวยอดเยี่ยมจากรางวัลนายอินทร์อวอร์ดปีแรกๆ แต่จำได้ว่าหลังอ่านจบเรารู้สึกคิดถึงเธอมากกว่าอยากไปเกาะพะงัน (555) หนังสือขายดีพอสมควรและมีคนรักหนังสือเล่มนี้มากมาย (นับรวมเราเข้าไปได้คนหนึ่งเลย) และน่าจะรวมถึงคมกฤช ตรีวิมล ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ซึ่งเป็นผู้กำกับคนแรกที่ได้มีหนังเป็นของตัวเอง หลังจากร่วมมือกับเพื่อนอีก 6 คนทำหนัง แฟนฉัน (ที่เราบอกให้ไปดู) จนดังระเบิด
หนังมีอะไรที่ทำให้คิดถึงแฟนฉันได้ไม่น้อย โดยเฉพาะในฉากเปิดตัวในร้านตัดผม ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้เลย และจะว่าไปแล้ว เพื่อนสนิท- กับ แฟนฉัน ก็มีอะไรที่คล้ายคลึงกันอยู่ไม่น้อยเลย (อย่างน้อยก็สามารถสลับชื่อหนังกันได้โดยไม่เคอะเขินเท่าไหร่นักแหละ )
จริงๆแล้วเนื้อหาของหนัง เพื่อนสนิท ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษหรอก มันเป็นเรื่องของเพื่อนคนหนึ่งที่แอบรักเพื่อนคนหนึ่งมาตลอดเวลายาวนานขณะที่เขาและเธอเติบโตไปพร้อมกัน เรื่องธรรมดา ที่แค่ได้ยินก็เดาออกว่าเรื่องจะเดินไปทางไหน แม้หนังจะเลือกเล่า ย้อนหลัง คู่ขนานไปกับความสัมพันธ์ ของหมู (พระเอกของเรื่อง ซึ่งดากานดา นางเอกของเขาเรียกเขาว่าไข่ย้อย) กับ นุ้ย นางพยาบาลสาว โดยสลับตำแหน่งความสัมพันธ์ของอีกฝ่าย การเล่าไปข้างหน้า แต่ขนานไปกับเรื่องราวในอดีต นอกจากมันจะทำให้เรื่องเดินไปอย่างมีน้ำหนักและน่าค้นหา ที่เราชอบคือมันบอกถึงภาวะ การถอยหลัง ของเวลา เหมือนฉากหนึ่งที่หนังบอกไว้ ซึ่งไม่ใช่แค่เวลาของหมูเท่านั้นที่ถอยหลัง เราเดาว่าเวลาของคนดูส่วนใหญ่ ก็ถอยหลังกลับไปด้วย ในหนังเกาพะงันคือสถานที่ที่เวลาเดินถอยหลัง แต่สำหรับเราเป็นในโรงหนังรอบบ่ายนั้นเอง ที่นาฬิกาเราเริ่มเดินถอยหลัง
หนังเล่าฉากกุ๊กกิ๊ก ของการ แอบรัก- ได้น่ารักมาก ฉากเล็กๆอย่างการล้างพู่กัน การแอบมอง นับเลขในใจ หรือเรื่อยไปจนถึงการประกวดร้องเพลง อาจไม่ได้เป็นฉากที่จี๊ดมากนัก แต่ไม่เชื่อก็ต้องเขื่อ เราพบว่าเราเองก็ผ่านไอ้การกระทำแบบไข่ย้อยนั้นมาเกือบหมด และเชื่อว่าเธอคงจะนึกออกอย่างน้อยก็สองสามเหตุการณ์ (มันมีมากกว่านั้นเยอะ แต่เก็บไว้เป็นความลับ ของเราคนเดียวดีกว่า ) ในหนังนั่นเป็น ลูกทุ่งวิจิตร แต่ของเราเป็นโฟลค์มิวสิคมะกอก แม้เราจะไม่ได้ร้อง -เปิดโถดดวงใจ ก็ตาม (ข้อดีข้อเดียวที่เรามีเหนือกว่าพระเอกในเรื่อง คือเราร้องเพลงถูกคีย์มากกว่า ... ส่วนเธอเหรอ อือมมม ถ้าเราพูดตรงๆจะเสียใจมั้ยเนี่ย เอาเป็นว่าเธอเองก็คงจะเห็นว่า น้องดากานดาในหนังน่ะ เขาเสน่ห์แรงขนาดไหน 5555) เออ แต่เราไม่เคยล้างเครื่องแก้วให้เธอนะ (ทั้งๆที่รู้ว่าการปล่อยให้เธอล้างเครื่องแก้วถือเป็นหายนะย่อมๆ ได้เลยทีเดียว ) เพราะลำพังเครื่องแก้วของตัวเองเรายังเอาตัวไม่รอดเลย เราชอบฉากเล็กๆในหนังที่ไม่สำคัญ คือฉากที่ดากานดาเมายาดอง แล้วซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไข่ย้อยกลับบ้าน มันเป็นฉากเล็กๆที่ไม่ได้สำคัญอะไร แต่ถ้าใครเคยขี่มอเตอร์ไซค์โดยมีคนที่ทำให้เราใจเต้นซ้อนอยู่ข้างกหลังคงเข้าใจได้ไม่ยาก เราชอบยืดตัวขึ้น ไม่ได้อยากเท่หรอก แต่เดาเอาว่า ถ้ายืดตัวไว้มันจะบังลมหนาวให้คนข้างหลังได้ (ทั้งๆที่รู้ว่าถึงไม่ต้องยืดก็บังมิด) อ้อ แต่เรื่องเมานี่เป็นคนละส่วนกันนี่นา เธอจำไม่ค่อยได้แน่ๆ เพราะวันนั้นแกเมา อ้วก (ในหนังน่าจะมีอ้วกด้วยนะ 555)
มีอีกหลายเรื่องที่เราคิดถึงตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ไล่เรื่อยไปจนถึงหลังหนังจบไปหลายชั่วโมง บางเรื่องชวนให้ว่างโหวงในอก เราว่าเราเข้าใจภาวะของไข่ย้อย ตอนที่ต้องไปนั่งกินนมกับดากานดา และไอ้โก้นั่น เพราะเราเคยต้องหลบออกอีกทางเวลาเห็นเธอเดินมาเหมือนกัน หลายเรื่องผ่านเข้ามาแล้วก็ล่วงไป ตกเป็นตะกอนอยู่ข้างในใจเรา การที่หนังเรื่องนี้กวนตะกอนนั้นขึ้นมาไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรอก เพราะตะกอนพวกนั้นจริงๆมันเป็นชิ้นส่วนซึ่งเรืองแสง บางครั้งมันก็ส่องนำทางชีวิตที่เดินไปในความมืดของเราเหมือนกัน
เราออกจากหนังมาไกลแล้ว กลับเข้าไปในหนังกันเถอะนะ เพราะยิ่งเขียนเราก็ยิ่งพบว่ามันเป็นบทความเกี่ยวกับหนังชิ้นที่แย่ที่สุดชิ้นหนึ่งที่เราเคยเขียนมา แต่ถ้าในฐานะจดหมายที่เราเขียนถึงกันอย่างน้อยมันก็ไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก ไม่รู้ว่าทำไมเราถึงเลิกเขียนหากัน แต่มันก็ดีแล้ว เพราะระยะหลังเราต่างไม่ได้มีเรื่องจะเล่าสู่กันฟังมากมายนัก บางทีเราอาจโตจากการเป็นดากานดา และไข่ย้อย ไปสู่สิ่งอื่นแล้วก็ได้ มันไม่ได้เศร้าหรอก เป็นแค่เพียงสิ่งที่ต้องเป็น คนเราจะเป็นดากานดา และไข่ย้อยไปทั้งชีวิตได้ยังไงกัน เธอโตขึ้นเราโตขึ้น บางครั้งเราเคยคิดเศร้าๆ ว่า ดากานดาของเราหายไปไหน บางทีคนที่เราเคยหลงรัก อาจไม่ได้มีชีวิตอยู่เราเพียงหลงรักคนคนหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งของชิวิต บางทีในตอนนั้นเราเองก็คงลืมไปว่า ไข่ย้อยในตัวเราก็สาบสูญไปด้วย เพราะไข่ย้อยคงไม่คิดถึงดากานดาในง่มุมแบบนี้แน่
เปล่าจากหนังไปอีกย่อหน้าหนึ่งแล้ว กลับมาดีกว่านะ เผื่อเธอได้ดู เราอยากรู้จังว่าเธอคิดยังไงกับตอนจบ เราเองถ้าจะมีที่ไม่ค่อยถูกใจก็คงเป็นตอนจบนี่แหละ เพราะแม้นุ้ยจะน่ารักมาก และเราอยากให้นุ้ย(ในหนัง)ได้พบแต่สิ่งที่ดี แต่เราไม่คิดว่าการกลับมาของหมูจะเป็นสิ่งที่ดีหรอก เวลาเรารักใครสักคนนานๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลืม เวลาเดินไปข้างหน้าแล้ว เรารู้ดี หมูก็รู้ แต่บางครั้ง การต้องออกแรงผลักเข็มนาฬิกา ไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าหมู และนุ้ยจะต้านทานมันได้นานไหม แต่ถ้ามองในแง่ของหนังล่ะก็ มันเป็นการเลือกจบที่สวยงามดีทีเดียว หมู ได้ยกจดหมาย โปสการ์ด ทุกฉบับที่เขาไม่ได้ส่ง สมุดบันทึก ที่เขาวาดภาพของดากานดา ส่งกลับคืนไปยังเจ้าของ และเริ่มต้นเดินไปข้างหน้า โดยมีนุ้ยคอยเดินไปด้วยกัน บางทีที่เราไม่ชอบตอนจบ อาจเพราะเรายังหานุ้ยของเราไม่เจอก็ได้ (องุ่นเปรี้ยวนี่หว่า)
แม้จะเป็นหนังรัก แต่เอาเข้าจริงส่วนที่ทำให้หนังได้ใจคนดูน่าจะเป็นมุกตลกมากมายในหนัง ตัวละครอย่างฟุเหยิน หรือพี่แตน เป็นตัวละคร น่ารักๆ ที่ออกมาเมื่อไหร่ก็ขโมยซีน ให้เราละวางจากเรื่องในใจหนักๆไปพักกับเสียงหัวเราะได้เรื่อยๆ อีกจุดหนึ่งที่น่ารักคือการเล่นกับ -เจ้าชายน้อย หนังสือคลาสสิค ของแซงแต๊ก (หาได้หมายถึงหนังสือของเราไม่) ซึ่งหนังขยายความมาจากนิยายอีกที หนังเลือกหยิบเอาส่วนของ เจ้าชายน้อยกับหมาจิ้งจอกมาใส่เอาไว้ในฉากละคร ที่ไข่ย้อยกับดานกานดาไปดูด้วยกัน ในฉากนั้น หมาจิ้งจอกสร้างความสัมพันธ์กับเจ้าชายน้อย โดยเขาต้องฝึกหมาจิ้งจอกให้เชื่อง ค่อยขยับเข้ามาหากัน และมาให้ตรงเวลา ตอนหนึ่งมาจิ้งจอกในละครหันมาถามคนดูว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงไม่รู้จักรักษาความสัมพันธ์ ของกันและกัน ในฉากนั้น ไข่ย้อยนั่งหลับ ไป และกว่าเขาจะรู้ว่า ฉากนั้นในเจ้าชายน้อยหมายความว่าอย่างไรก็ล่วงเข้าไปท้ายเรื่อง ดังนั้นในอีกทางหนึ่ง หากดากานดา คือดอกกุหลาบอันอ่อนโยนเปราะบาง (น่าจะบอกว่าความสัมพันธ์ของเขากับดากานดา คือดอกกุหลาบมากกว่า ) ความสัมพันธ์ของเขากับนุ้ย ก็เป็นเสมือน เจ้าชายน้อยกับหมาจิ้งจอก ขยับจากการฉีดยาตามเวลา มาสู่การรู้จัก และฝึกกันและกันให้เชื่อง
จะว่าไปแล้วเราไม่ค่อยมีหนังรักน่ารักแบบนี้ออกมาให้ดูบ่อยนัก และหนังเรื่องนี้ก็ออกมาอยู่ในเกณฑ์ดี เกินมาตรฐานเลย (เรื่องสุดท้ายที่นึกออกคือ เซกซ์โฟน ที่มาตายเอาครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของเรื่อง)
ดากานดา เราเรียกเธออย่างนี้ดีกว่า เราว่าเอาเข้าจริงเราคงเขียนอะไรถึงหนังได้ไม่มากนักเพราะเราอยากเขียนถึงเธอมากกว่า รู้อะไรไหม เราพบว่า หลังหนังจบลง เรารู้สึกเศร้าอยู่เล็กน้อย ซึ่งแม้จะไม่สำคัญและไม่เกี่ยวกับหนังเราก็คิดว่าเราควรบอกเธอไว้ เราสองคนมาไกลจากจุดที่ไข่ย้อย กับดากานดา เป็น มากโขทีเดียว ถ้าจะนับตั้งแต่ที่เราเริ่มรู้จัก ปีนี้มันฉลอง ครบรอบ 10 ปีเลยเชียวนะ( พอได้ยินอย่างนี้รู้สึกแก่ขึ้นมาฉับพลัน) เธอโตขึ้นกว่าสมัยใส่แว่นตากระจกรถบรรทุกมาก และเราโตขึ้น(และอ้วนขึ้นมาก ) กว่าสมัยที่เป็นไอ้เด็กขี้แหยนั่นมากทีเดียว มาถึงจุดนี้ เราพบว่า ถ้าเราไม่ใช่เราในตอนนั้น (เข้าใจไหมนี่) เราจะคิดว่า ดีแล้วล่ะที่มันลงเอยแบบนี้ เพราะเรารู้ว่าตัวเราตอนนั้นมันไม่เอาไหนสักเท่าไหร่ (ตอนนี้ยิ่งแย่กว่า) และจากสายตาของเรา เธอเป็นคนดี ควรจะได้รับสิ่งที่ดีงามในชีวิต (อย่างน้อยก็ดีกว่าไอ้อ้วนซกมกคนนั้น) แต่พอคิดได้อย่างนั้น บางทีเราก็รู้สึกเศร้า เพราะว่า การที่เราทั้งคู่มาไกลจากการเป็น ดากานดา และไข่ย้อย มันทำให้เราสูญเสียบางอย่างที่ดีงามไป ไม่รู้ว่าเธอจะรู้สึกหรือเปล่า แต่เรารู้สึกอย่างแรงกล้า เลยทีเดียว ในตอนนั้น แม้ในใจ จะเต็มไปด้วยความวุ่นวายสับสน แม้เราจะต้องนอนไม่หลับ บางครั้งก็โกรธเกรี้ยว ขี้หงุดหงิด หรือเป็นบ้าไป (เหมือนที่ไอ้ไข่ย้อยมันเป็น) แต่ในชั่วขณะที่เราอยู่ลำพัง เวลาเรามองเห็นสิ่งดีงาม เราก็ยังคิดอยู่ว่าจะเก็บไปเล่าให้เธอฟัง การมีดากานดา ทำให้เรา รู้ว่าเรายังมีคนให้คิดถึง (ไม่ว่าเธอจะคิดถึงด้วยหรือไม่ก็ช่าง) แต่ตอนนี้เราไม่ได้เป็นเช่นนั้นกันอีกแล้ว เธอเองก็รู้ใช่ไหม ความสัมพันธ์ คลี่คลายขยับขยายไปสู่ความสัมพันธ์ที่จะไม่ทำให้อีกฝ่ายต้องอึดอัดใจอีกแล้ว แต่ในบางครั้ง บางวันที่เราเอากล้องออกไปถ่ายรูป มองโลกผ่านดวงตาของตัวเอง บางทีเราอดคิดไม่ได้ว่า เราอยากจะเก็บภาพพวกนี้ไว้ให้ใครสักคน ได้มองโลกผ่านดวงตาของเรา-บ้าง แต่เราไม่ได้มีอะไรแบบนั้นอีก เรามาถึงจุดที่ไม่มีทั้งดากานดา และเราก็ไม่ได้มีนุ้ย เดินอยู่คนเดียวบนถนนหนทางเงียบเชียบ
ใครบางคนอาจจะคิดว่าไม่เห็นจะยาก แค่ทำเหมือนที่เคยทำ แต่เราต่างก็รู้กันดี ว่าภาวะเหล่านั้นมันล่วงผ่านมาแล้ว ถ้าเรายังไปขืนดึงดันอยู่กับมัน ก็จะมีแต่ความประดักประเดิด ผิดที่ผิดทาง เท่านั้นเอง เราไม่ได้เศร้าที่มันไม่ได้เป็นตามฝัน ถ้าจะเศร้าบ้างก็เพราะมันได้ล่วงผ่านไปแล้วจริงๆ แต่ก็นับว่ายังเป็นโชค เหมือนที่เราเขียนไปในย่อหน้าก่อนๆ บางทีตะกอนที่นอนก้อนอยู่ในหัวใจ มันก็ตกผลึกสวยงามและส่องประกายให้เราได้ในบางวันที่มืดมิดจริงๆ ซึ่งนั่นจะอย่างไรเสียเราก็ต้องขอบคุณเธอ เราอาจไม่เคยมีคนรัก (เราว่าไม่ใช่ทุกคนหรอกที่เกิดมาเพื่อที่จะถูกรัก เราคงเป็นหนึ่งในนั้น) แต่เราเคยมีความรัก
เอาล่ะ เห็นทีจะต้องจบจดหมายยาวๆ(และบทความแย่ๆ)นี่เสียที ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราถึงจะมีเรี่ยวแรงมาเขียนอะไรยาวๆ ในอารมณ์ไอ้ไข่ย้อย แบบนี้อีก ขอลงท้ายอย่างที่เราเคยลงท้ายบ่อย ๆ นั่นคือเราอยากบอกว่าเธอเป็นคนที่มีหัวใจดีงาม เธอเชื่อและยึดมั่นในความดีงามเรานั้น นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราตกหลุมรักเธอ เราหวังว่า เธอจะต้องได้รับสิ่งที่ดีงามเป็นการตอบแทน เธอควรจะได้มีชีวิตที่ดี เราอยากเธอรักษาความดีงามในใจของเธอเอาไว้ให้ได้ เรารู้ว่ามันยากลำบากเพราะโลกนี้จริงๆแล้วไม่ได้ดีงามเลย แต่เราก็เชื่อมั่นว่าเธอทำได้ และเราก็พร้อมจะทำทุกอย่างหากมันจะช่วยรักษาความดีงามในใจของเธอไว้
จงมีชีวิตที่ดี แม่เพื่อนสาวของฉัน
ไอ้ไข่ย้อยคนเดิม เพิ่มไขมัน
edit @ 2005/10/17 13:08:02
edit @ 2005/10/17 13:17:58
เย่ ๆๆๆ
#1 By แนนกะอาท on 2005-10-11 02:25