Onibaba อิตถี ปีศาจ

posted on 29 Sep 2005 02:10 by filmsick  in see-it-and-die

สถานที่นั้นคือทุ่งหญ้าริมหนองน้ำ กว้างใหญ่ไพศาล หญ้ารกสูงท่วมหัวจนเมื่อหลุดเข้าไปก็คล้ายจะอยู่ในดินแดนประหลาด ไม่อาจมองเห็นไม่ว่ามิตร หรือศัตรู หนองน้ำสงบนิ่ง หากข้างใต้กลับหนืดหยุ่นด้วยเลนโคลนเหลวเละ

ยังมีโพรงอยู่โพรงหนึ่ง ลึกลับดำมืดชั่วกัปชั่วกัลป์ มีอยู่มาเนิ่นนาน โพรงลึกลับดำมืดเงียบเชียบกลางพงหญ้ารอคอยการดูดกลืนผู้คน

และยังมีสตรีสองนาง หนึ่งแม่ผัว หนึ่งลูกสะใภ้ อาศัยซุกซ่อนอยู่ในกระต๊อบหลังเล็กกลางพงหญ้า พวกนางสูญเสีย ลูกชายและสามีให้กับสงครมกลางเมือง การสู้รบของสองโชกุนเพื่อแย่งชิงอำนาจ ข้าวยากหมากแพงผู้คนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า และพวกนางจำต้องหากินด้วยการคอยดักฆ่าซามูไนผ่านทางที่พลัดหลงมาในทุ่งหญ้านี้ ซุ่มตัวเงียบเชียบ แทงพวกเขาด้วยหอก ปลดเอาทรัพย์สมบัติมีค่าไปขาย แล้วโยนศพทิ้งไปในโพรงลึก

การณ์เป็นไปด้วยดีเสมอมา จนการมาถึงของฮาจิ เพื่อนของลูกชายยายเฒ่า เพื่อนสามีของหญิงสาว มาพร้อมกับข่าวร้ายถึงความตายของเสาหลัก ที่ไม่ได้ตายในสงครามหากถูกชาวนา ทุบตีทำร้ายขณะขโมยอาหารประทังชีพ

และเมื่อชายหนุ่มมากกำหนัด ก้าวเข้ามาเป็นเส้าที่สามในความสัมพันธ์ หญิงสาวถูกล่อลวงด้วยตัณหาราคะภายใน ขณะที่แม่เฒ่าถูกกร่อนกินด้วยความกลัวจะสูญเสียเรี่ยวแรงหลักในการทำมาหากิน และริษยาในเพลิงรักของสาวหนุ่ม คืนหนึ่งหลังจากลอบฆ่าซามูไรแปลกหน้าสวมหน้ากากผี นางจึงออกอุบายหน้ากากผี หลอกลวงลูกสะใภ้ของตน มิคาดว่าผลกระทบกลับนำมาซึ่งความสยองขวัญชวนขนหัวลุก ตัณหาราคะ ความแค้น และความกลัว ผลักดันสองสตรีไปสู่สุดปลายวิถีแห่งปีศาจ!

นี่คือหนึ่งในบรรดาหนังญี่ปุ่นที่ถูกจัดอันดับในขั้นคลาสสิค หนังเก่าที่ควรค่าแก่การหามาชมสักครั้งในชีวิต ผลงานในปี 195...... ของ คาเนโตะ ชินโด เรื่องนี้ ไม่ได้อาศัยเพียงเรื่องเล่าสยองขวัญ หากอาศัย เทคนิคการถ่ายทำ และที่สำคัญ สถานที่ ทัศนียภาพมาเป็นบรรยากาศหลักแห่งการทำลายขวัญ ผู้ชม

หนังอาศัยความลึกลับ ของทุ่งหญ้าสูง หนองน้ำ และโพรงลึก มาตรึงบรรยากาศสะพรึงให้อบอวลไปทั่ว ร่วมกับการใช้ประโยชน์จากแสงและเงาอย่างเต็มที่ ด้วยความที่หนังเป็นหนังขาวดำ หนังเลือกจัดแสงอย่างประณีต ฉายส่องใบหน้าบิดเบี้ยวของตัวละคร ทำให้พวกเธอและพวกเขา แม้เพียงแสดงสีหน้าปกติ กลับดูละม้ายคล้ายปีศาจ หรือกระทั่งเนื้อหนังมังสาเปล่าเปลือยของสองตัวละครหลัก หนังกลับถ่ายมันออกมาอย่างบิดเบี้ยว ผิดรูปให้อารมณน่าหวดแสยง มากกว่ารัญจวนใจ

แม้หนังจะเล่าเรื่องของชีวิตลำเค็ญในช่วงสงคราม แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ชายในเรื่องกลับถูกลดลบทบาทลงโดยสิ้นเชิง บรรดาผู้ชายในเรื่องประกอบด้วย ผู้เป็นสามี (และลูกชาย) ตายไปโดยไม่เห็นหน้า ฮาจิ ไอ้หนุ่มมากกำหนัด ที่แสดงความหยาบเถื่อนออกมาทั้งในเรื่องเล่าและอากัปกิริยา พวกซามูไรบาดเจ็บที่หลงหลุดเข้ามาก็ล้วนตกตายไปหมดสิ้น ซามูไรผู้หนึ่งที่ดุท่าจะมีสง่าราศี กลับสวมหน้ากากปีศาจ เพื่อป้องกัน ใบหน้าอันงดงามที่สุดในโตเกียว- ของตนเอง ในขณะที่ กลุ่มผู้รับซื้ออาวุธ ก็ไม่ได้ทำอะไรมากกว่ารีดนาทาเร้น และ กะลิ้มกะเหลี่ย เด็กสาว ยิ่งเรื่องเล่าถึงโชกุนทั้งสอง ยิ่งกดภาพลักษณ์ของโชกุนให้อยู่ห่างไกลและเป็นเพียงคนบ้าสงคราม ดังนั้นเอาเข้าจริง สิ่งที่หนังจะพูดถึงไม่ใช่เพียงความยากลำบาก (หากเลือกจะใช้ช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนั้นมาลดทอน มนุษย์จนเหลือแต่เพียงสัฐสชาตญาณดิบ) หากเป็นการพูดถึง ความดำมืดในเพศหญิง เพราะนอกจาก ชื่อหนังซึ่ง แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า devil woman (หญิงปีศาจ) กระทั่ง ทัศนียภาพทั้งหมดในเรื่องก็ล้วนพุ่งเป้าไปยังจุดเดียว

ทุ่งหญ้า หนองน้ำ และโพรงลึกลับตรงใจกลางทุ่ง ในทางหนึ่งมันชวนให้นึกถึงรูปร่าง ส่วนสัดของอวัยวะเพศหญิง!

หนังพูดถึงความสัมพันธ์ทั้งรัก ทั้งชัง ของแม่ผัวลูกสะใภ้คู่นี้อย่างน่าสนใจ ตัวแปรหลักแรก คือความอดอยากข้นแค้น ที่ผลักดันให้ทั้งสองต้องพึ่งพากันและกัน แต่ภายในความสัมพันธ์แบบนั้น กลับซุกซ่อนความริษยาบางประการ เมื่อตัวแปรที่สองคือ กามารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ในฉากหนึ่งนางติดตามลูกสะใภ้ไปขนถึงกระท่อมของฮาจิ แอบดูลูกสะใภ้เล่นรักอย่างสุขสม สิ่งที่ยายเฒ่ากระทำไม่ใช่การสาปแช่งความไร้ศีลธรรม นางกลับรู้สึกกำหนัดไปด้วย หากผิดที่นางชราเกินไป เพราะในฉากต่อมา เมื่อนางเสนอตัวให้ฮาจิ นางกลับถูกปฏิเสธ ความริษยา ของนางไม่ได้มาจาก กามารมณ์ มันยังอาจมาจาก ความแก่เฒ่าของนางด้วย

หากความริษยา และตัณหาราคะ คือด้านมืดของมนุษย์(ไม่ว่าหญิงหรือชาย) ในช่วงท้ายหนังได้ชักนำเอาด้านมืดที่สุดของมนุษย์ ออกมา นั่นคือ ความกลัว- แม่ผัวใช้หน้ากาปีศาจ และตำนานนรก ครอบคลุมลูกสะใภ้ ไว้ด้วยความกลัว แต่โดยจริงแท้แล้ว เรื่องทั้งหมดถูกสร้างขึ้นมาจาก-ความกลัว- ของนางเอง และเป็นความกลัวนี้เอง ที่ผลักดันให้สตรีทั้งสอง เดินทางไปสู่จุดจบที่โพรงลึกลับชั่วกัปชั่วกัลป์

และเป็นเช่นสิ่งแรกที่หนังเอ่ยถึง โพรงลึกลับดำมืดที่มีอยู่มาก่อน ไม่ใช่อื่นใดนอกจากความชั่วร้าย สัญชาตญาณดิบภายในตัวเรานั่นเอง

และหากมองจากมุมมองของเพศหญิง โพรง(ซึ่งมีนัยยะแทนอวัยวะเพศหญิง) ทำหน้าที่ในการบอกเล่าความกลัวอันเก่าแก่ ที่กดทับเพศหญิงอยู่ นั่นคือ ความกลัวอันเกิดจากกำหนัดนั่นเอง

เพราะกระทั่งในสังคมยุคปัจจุบัน ค่านิยมรักนวลสงวนตัวยังคงครอบหัวเพศหญิงส่วนใหญ่ของโลกนี้อยู่ มิพักต้องพูดถึงยุคสมัยอันล่วงพ้น ดังนั้น การกำหนดกำหนัด ของตนจึงกลายเป็น-ความกลัวอันเก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งของเพสหญิง การกลัวปีศาจและเรื่องเล่าเก่าแก่ของลูกสะใภ้ คล้ายบอกถึง ความกลัว ใน ระบบศีลธรรม และความผิดบาปในกำหนัดแห่งตน ในขณะที่ความกลัว (อันนำมาซึ่งความริษยา) ของแม่เฒ่า อาจแทนถึง ความกลัวในความชราของตน ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการแย่งชิงตำแหน่งแห่งที่ในการมีเพศสัมพันธ์ (ดังในฉากที่นางพยายามยั่วฮาจิฉากนั้น) ความกลัวอันเก่าแก่ ไม่ได้ถูกคลี่คลาย หากถูกกดทับซับซ้อน ถูกระบายไปในรูปของความริษยา อาฆาตแค้น ความเกลียด ชิงชัง แผ่กระจายจนเป็นเหมือนทุ่งหญ้าลึกลับนั้น

หนังควบคุมความรู้สึกน่าหวาดผวา สยองขวัญไว้ได้ตลอดระยะเวลาของหนัง ทั้งภาพ และเสียงดนตรีประกอบ(ที่มีเพียงเสียงกลองรัวกระหน่ำ ปรากฏอย่างถูกจังหวะ) ยิ่งช่วงท้าย หนังเพิ่มความคลุมเครือลงในความตายของฮาจิ และชะตากรรมของสตรีทั้งสอง ยังผลให้หนังจบลงอย่างลึกลับ ดำมืดอย่างถึงที่สุด และขลัง อย่างมาก

พ้นไปจากมุมมองทางเพศ หนังเล่าเรื่องความกลัวอันเก่าแก่ ฉีกกระชากสัญชาตญาณดิบเถื่อนของมนุษย์ได้อย่างน่าทึ่ง บางที ขณะที่เราขนหัวลุกในหนัง มันไม่ได้มาจากเพียงภาพและเสียง หากมันมาจากการับรู้ว่าหนังกำลังฉีกหน้ากากปีศาจที่เราสวม และพบว่าใบหน้าเราไม่ได้ต่างจากแม่เฒ่าเลยแม้แต่น้อย เน่าเฟะเละเทะจนเกินเยียวยา!

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้เหมือนกัน

สังขารไม่เที่ยง

#1 By agaligo on 2005-09-29 09:01

อ่านแล้วเศร้าใจ แต่ก็อยากดูค่ะ

ว่าแต่เรื่องของอาปูล่ะคะ ยังมีอีกภาคนี่นา... รออยู่นะคะ

#2 By Mrs. Holmes on 2005-09-29 09:25

ยังไม่อ่านค่ะแวะมาเยี่ยม
และส่งความคิดถึง

#3 By sofa on 2005-09-29 11:05

ยังไม่ได้ดู apur sansar เลยครับ
เป็นหนังในคิว แต่ยังไม่ได้ดูเท่านั้น

เมื่อคืนดู clockwork orange นังมันเจ๋งข้ามยุคจริงๆ

#4 By filmsick on 2005-09-29 12:59

คุ้นๆๆนะพี่ ที่ร้านมีใช่ปะ


ปล..อาทิตย์นี้คงได้เจอกัน เยส!!!

#5 By วาซาบิ on 2005-09-30 14:08

ถึงพี่ชาย....คิดถึงแต่วาซาบินะ
ทีเราไม่เห็นคิดถึงบ้าง..
ฮึ..ฮึ...เคืองนะเนี่ย
...เอ๊ะหรือว่าพี่ชายกับวาซาบิ
เป็น....โอ้ยๆไม่อยากจะคิดเลย
ฮื่อๆ....เคืองๆ

#6 By sofa on 2005-09-30 15:47

ดู CLOCKWORK ORANGE แล้ว อย่าลืมฟังเพลงของวง MOLOKO ด้วยล่ะ (รู้สึกว่าวงนี้จะตั้งชื่อวงตามศัพท์ที่ปรากฏใน A CLOCKWORK ORANGE)

#7 By M.SCUDERY FEATURING MOLOKO (210.86.146.65 /192.168.0.41) on 2005-10-01 22:55

พี่ชายผม add M พี่แล้วนะ มีหยังครับ ขอให้บอก จะได้จัดให้

#8 By วาซาบิ on 2005-10-03 14:08

ข้าน้อยทำไรผิดอีกพี่
ไม่เข้าใจ

#9 By sofa on 2005-10-03 20:29

อ๊าาาา พี่ทำผมหลอน

ตามหนังเลยอ่ะ >_<

ความมืดดำ สีขาวดำ

การฆาตรกรรม กำหนัด

อิจฉาริษยา อ๊ากกกก

เป็นได้ขนาดนั้นนะนั่น

แต่ก็น่าดูมาก ผมอยาก

ดูหนังยุคขาวดำของญี่ปุ่น

มาก ๆ แต่หาไม่ค่อยเจอ

ตอนนั้นได้ดูเรื่อง Funeral

Parade of Roses หรือ...

Bara no soretsu ก็ทำเอา

ผมชอบมาก ๆ เลย รู้สึกมัน

คลาสสิค เนื้อเรื่องมันดิบ

เรื่องนี้ก็น่าดูอีกแล้ว ไม่รู้

ร้านเฟมมีให้เช่าเป่า ?? -*-

clockwork orange อยากดู

มาก ๆ มีพี่คนนึงแนะนำมา

เหมือนกัน ต้องเช่า ๆๆ !!!!~

#10 By การเยียวยาในเขตร้อน (58.11.70.185) on 2005-10-05 11:08

ok.ค่ะฟาเข้าใจพี่
สำหรับฟาเคลียค่ะ

#11 By sofa on 2005-10-05 13:32

แค่อ่านก็เศร้าแล้วค่ะ

#12 By @ I'm a Box @ on 2005-10-05 23:17

เพิ่งดูมาเมื่อวานครับแล้วก็ได้อึ้งไปอีกรอบ (หลังจากที่เืดือนก่อนผมได้ดู Woman in the Dunes) ดูจบแล้วทึ่งว่านี่หรือหนังยุค 60? เพราะมันสารที่สื่อออกมาช่างตรง รุนแรงและยังใช้ได้ทั้งในยุคปัจจุบัน

ที่ผมรู้สึกอีกอย่างคือหนังเหมือนจะบอกกับเราว่ายังไงเราก็ควบคุมสัญชาติญาณดิบไปไม่พ้นหรอก หากเรายิ่งต่อต้านเราก็ยิ่งเข้าใกล้ความเป็นปีศาจขึ้นทุกทีๆ ซึ่งถ้าเป็นหนังยุคนี้ตัวสะใภ้คงต้องได้รับโทษอะไรบางอย่างกับความกำหนัดของตน แต่กับเรื่องนี้มันตรงกันข้าม ซึ่งนี่แหละที่ทำเอาผมอึ้งครับ

แล้วในเรื่องนี้ก็ทำให้ฉากการวิ่งผ่านทุ่งด้วยสีหน้ากระหายอยากของตัวสะใภ้เข้าขั้นคลาสสิคเลยสำหรับผมครับ 555

ที่สำคัญผมชอบตอนจบมากๆ ตัดจบ ขึ้นเครดิต แต่สมองคนดูไหลทะลัก

#13 By Seam - C on 2010-06-05 08:09