ในยามเช้า คุณนายมูเคอร์จี จะขึ้นมาตากผ้าบนลาานกว้างชั้นสอง
จากที่นั่นเธอมองลงไปเห็นเด็กหญิงดูการ์ แอบเข้ามาเก็บฝรั่งที่ตกตามพื้นในสวนของเธอ
เธอโกรธมาก บริภาษเด็กคนนั้นเป็นขี้ขโมย ด่าทอถึงพอ่ถึงแม่
สโบรจยา แม่ของดูร์การ์ กำลังตักน้ำอยู่ในบ่อข้างล่าง
เธอได้ยินทุกถ้อยคำ และได้แต่เก็บกลืนฝืนทนมันไว้
แสงแดดลอดแนวไม้ตกกระทบสวนป่าหน้าบ้านของเธอ
งดงามในความทุกข์ยากเสมอมา
และนั่นคือเรื่องราวก่อนการเกิดของอาปู และเป็นเรื่องที่เขาต้องผเชิญไปตลอดวัยเยาว์ของตน
.....................................................................

อาปูถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวเล็กๆที่ยากจน
ในยุคสมัยที่อังกฤษยังปกครองอินเดียอยู่
พ่อของเขาเป็นถึงบัณฑิต และนักฝัน ผู้ใฝ่ฝันจะเป็นนักประพันธ์มีชื่อ
หากแต่ในชีวิตจริงเขาเป็นเพียงคนเก็บค่าเช่า เสมียนต่ำต้อยที่ได้เงินเดือนบ้างไม่ได้เงินเดือนบ้าง
ขณะที่แม่ของเขาคือหญิงผู้ถูกกรอบของความเป็นจริงบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา
เธอหวั่นเกรงความอดอยากของครอบครัว โกรธที่ถูกดูถูก เก็บซ่อนทุกความฝันไว้ภายใน
และบ่อยครั้งระบายความทุกข์เศร้าลงกับคุณป้า หญิงชรา ที่อาศัยอยู่ด้วย
เธออยากไล่คุณป้าไปให้พ้นๆ แต่พอคุณป้าไปได้ไม่นานก็กลับมา
ดูการ์ พี่สาวของอาปูกำลังเป็นสาวรุ่น เธอรับรู้ถึงความอัตคัตของครอบครัว แต่ก็อดอยากได้อยากมีเหมือนเพื่อนๆไม่ได้
พวกเขาทั้งหมดอาศัยในบ้านเก่าเจียนพังท้ายสวน
เป็นอยู่อย่างอัตคัตขัดสน แต่ก็มีโมงยามงดงามในชีวิตเช่นกัน
คุณป้าเล่านิทานให้หลานๆฟัง
แม่ถักเปียให้ดูการ์
พ่อสอนหนังสือให้อาปู พาไปดูละคร
สองพี่น้องหยอกล้อ พากันไปดูรถไฟ
ที่แท้ชีวิตเป็นเช่นนั้น มีความงดงามและมีความทุกข์ทน
และสิ่งเหล่านั้นถูกขับลำนำ ผ่านมือของ สัตยาจิต เรย์ นำความปวดร้าวและสวยงาม จากชมพูทวีปมาสู่โลก
สร้างเรื่องเล่าเล็กๆ ให้กลายเป็นบทโศลกอันยิ่งใหญ่ ชั่วนิรันดร์
...........................................................................
ครั้งที่สัตยาจิต เรย์ สร้างหนังเรื่องนี้เมื่อปี 1955 เขาไม่เคยทำหนังมาก่อน Subrata Mitra ตากล้องของเขา (ซึ่งจต่อมาทำงานร่วมกันอีกหลายต่อหลายเรื่อง)ก็ไม่เคยถ่ายหนังมาก่อน ดารนำทั้งหมดก็ล้วนเป็นชาวบ้านที่ไม่เคยเล่นหนังมาก่อน แต่ภายใต้ความเป็นมือใหม่นั้น ผลลัพทธ์ที่ได้ กลับกลายเป็นความบริสุทธิ์ อันแสนจะงดงามและรวดร้าว ของชีวิตชายขอบ ผู้คนทุกข์เข็ญแห่งชมพูทวีป

เพราะแทนที่จะทำตามขนบของหนังชีวิตรันทด ที่มักจะประดังประเด สถานการณ์เรียกน้ำตาเข้าหาคนดูไม่หยุดหย่อน ( ยิ่งโดยเฉพาะหนังอินเดีย ที่หลายๆเรื่องถึงขั้นแถมผ้าเช็ดหน้ามาในแผ่นกันเลยทีเดียว) หนังค่อยๆเล่าเรื่อง ของผู้คนจนยาก ทั้งความสุขและทุกข์ที่พวกเขาพานพบ หัวเราะยินดี ต่อสู้ และโสกเศร้า ทอดอาลัย และแทนที่จะมุ่งตรงไปข้างหน้า กล้องกลับใช้เวลาอ้อยอิ่งอยู่กับการจับภาพ ทุ่งหญ้าสูงท่วมหัว ล้อเล่นกับสายลม สระบัวที่ใบบัวไหวพะเยิบ แมงมุมน้ำ กระโดดเชื่องช้า ภาพสายฝนที่หยดย้อย แสงแดที่ส่องลอดเงาไม้ กระทั่งในบางฉาก กล้องถึงขั้นทอดเวลา รอให้สุนัขเดินตามตัวละครพ้นเฟรมออกมาด้วย

หนังปล่อยให้เหตุการณ์ทั้งหลายในเรื่องเกิดขึ้นราวกับไม่สลักสำคัญ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถูกเล่าผ่าน โดยไม่เร้าอารมณ์ ราวกับว่ามันเป็นเพียงสิ่งที่ชีวิตต้องพบเจอ ฉากความตายของคุณป้า นอกจากนี้หนังยังกำหนดให้อาปู ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้ามองมากกว่ามีส่วนร่วม (เดาว่าในตอนสองและตอนสาม เหตุการร์ทั้งหมดจะส่งผลต่อชีวิตของอาปูมหาศาล) แต่ภายใต้ความเรียบน่ง สั่นไวหวเพียงน้อยนั้นได้ก่อคลื่นใต้น้ำไว้ในใจคนดูด้วย

และภายใต้สถานการณ์อัตคัตขัดสน หนังไม่ได้มุ่งทำร้ายตัวละคร เพราะเหล่าตัวละครนั้นที่แท้เป็นมนุษย์ที่มีทั้งเวลาดีงามและโมงยามมรสุม หนังปล่อยให้เราได้เห็น อาปู วิ่งเล่น ดูการ์เฝ้าฝัน คุณยาย เล่านิทาน แม่ยิ้มหัว พ่อสูบยาเส้น ในขณะเดียวกัน เราก็ได้ยินเพลงบทเศร้าของคุณยาย (คนแก่เฒ่าล้วนล่วงลับไปหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงข้ายาจกพเนจร ) ความเคียดแค้นของแม่ (ฉาก ตีดูการ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สะเทือนอารมณ์และจริงจังมาก ) ความฝันเศร้าสร้อยของดูการ์ (ที่มองดูเพื่อนสาวแต่งงาน) และความเพ้อฝันหลักลอยของพ่อ(ความเพ้อฝันเกี่ยวกับการละคร และการซ่อมบ้าน) ทั้งหมดถูกร้อยรวมกันอย่างเรีรยบเรื่อย เงียบเชียบ งดงาม และเจ็บปวด ราวกับโศลกเก่าแก่ที่รันทด แต่ไพเราะงดงาม

แต่ภายใต้ความเรียบนิ่งของเรื่องราว หนังสอดแทรกประเด็นทางสังคมไว้อย่างแน่นหนา ผ่านทางบทพูด ของผู้พ่อ (โดยเฉพาะถ้อยคำของเพื่อนบ้านในฉากการไปจากแผ่นดินบรรพบุรุษในตอนท้าย สะท้อนความแห้งแล้งน้ำใจออกมาได้ชัดเจน) ในฉากเรียกอารมณ์รุนแรงเพียงฉากเดียวของหนัง ฉากลูกปัดที่ทำให้ดูการ์ถูกแม่ตี เป็นได้ทั้งการสะท้อนความจริงธรรมดาของชีวิตแม่ลูกและสะท้อนนัยแห่งการแบ่งแยกชนชั้นไปในคราวเดียว ความอดอยากไม่ได้ถูกเน้นย้ำเรียกน้ำตา แต่ในฉากที่แม่แนบหน้าลงกับหน้าของดูการ์ ขณะที่สายฝนโหมกระหน่ำบ้านหลังเก่า กับสะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรง เช่นเดียวกับบทเพลงของยายเฒ่า ที่ทำให้ทั้งหวนรำลึกถึงความจริงแห่งชีวิต และโศกเศร้าในชะตากรรมสามัญของเธอ

และหาก สัตยาจิต เรย์เป็นเสมือนผู้ขับลำนำเรื่องเล่าแห่งชมพูทวีป ระวี ชังการ์ก็คือเจ้าของท่วงทำนองอันเป็นเสมือน น้ำตาแห่งคนธรรพ์ ยามใดที่ซีตาร์ของเขาบรรเลง ยามนั้นหัวใจคนดูก็ถูกกระชากออกมาบดขยี้ (ในฉากส่าหรีของพ่อ เพียงโน้ตเดียวของดนตรีก็พาอารมณืคนดูทะยานไปจนถึงจุสูงสุดโดยแทบไม่ต้องปรุงแต่ง)

ตัวหนังนั้นสร้างจากนิยายของ Bibhutibhushan Bandyopadhyay โดยเจ้าตัวลงมาดัดแปลงบท ร่วมกับ สัตยาจิต เรย์ รวมไปถึงในอีกสองตอนต่อมาของ อาปู นั่นคือ aparajito และ apu sansar ซึ่งทั้งสองตอนเล่าเรื่องชีวิตในช่วงวัย รุ่น และวัยผู้ใหญ่ ของ อาปู ความสูญเสียอันเป็นธรรมดาแห่งโลก การดำเนินไปข้างหน้าของชีวิต และทั้งสามเรื่องจนถึงบัดนี้กลายเป็นไตรภาคที่ดีที่สุดชุดหนึ่งของโลกไปแล้ว

ไบนจอภาพยนตร์ไม่ได้มีบ่อยครั้งนักที่เราจะได้เห็นการดำเนินไปของบรรดาชีวิตเล็กๆ ที่ถูฏมองด้วยดวงตาอันเข้าใจในความเป็นมนุษย์ แลเห็นทั้งด้านสุข และทุกข์ และบอกเล่าโดยไม่พยายามบอกให้เชื่อ ใช้ตัวละครสั่งสอนศีลธรรม หรือบีบคั้นกำลังขวัญผู้คน เพียงมองดูตัวละครในฐานะมนุษย์ที่ล้วนมีเรื่องเล่าของตน และหยิบจับเรื่องเล่านั้นมาเล่าต่อ ปล่อยให้คนดูมองเห็นความลื่นไหลของมัน และได้เข้าใจชีวิต ในฐานะบทกวี ของการดำรงคงอยู่ เกิดแก่เจ็บตาย เป็นลำนำจากถนนสายเล็ก ดังเช่นความหายของชื่อหนังเรื่องนี้

คารวะ สัตยาจิต เรย์ มาตรงนี้ หลายจอก ครับ

f o o t n o t e

หนังเรื่องนี้ และอีกสองตอนที่เหลือหาได้ที่ร้านพี่คนนั้น(เวอร์ชั่นออนไลน์ครับ) และไม่ว่าจะยังไง ก็ควรหามาดูเป็นบุญตากันสักครั้งครับ เพราะนี่คือ น้ำตาคนธรรพ์ ในปฐมบทแห่งลำนำโศกจากชมพูทวีป

ข้อมูลหนังดูได้ที่นี่ครับ

http://www.imdb.com/title/tt0048473/


edit @ 2005/09/21 18:09:06

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เคยดูแต่ภาคต่อครับ อาปูโตเป็นวัยรุ่นแล้ว

#1 By yuttipung (202.44.8.98 /10.1.11.185) on 2005-09-21 19:21


วันนี้มีเรื่องมาแนะนำ
...ท่านลองหันไปมองตัวหนังสือในบล็อคที่เบียด ๆ กันนั่นสิ ..
มันมีสาเหตุมาจากอะไรนะ
ทำไม .. ทำไม มันต้องเบียด ๆ กัน
เมื่อเกิดสถานการณ์นี้ขึ้นมา แล้วเราจะแก้ไขมันได้หรือเปล่า
เราจะแก้มันด้วยตัวเองหรือเปล่านะ
ช่ายยย .. คุณแก้มันได้ด้วยตัวเอง
ถ้าหากโทรมาภายใน 10 นาทีนี้
เราจะแถมสินค้าให้อีก 1 ชุดในราคาสุดพิเศษ

แต่...ถ้าท่านไม่โทรมา
ก็จงไปที่ manage blog >> theam >> css >> ลบบรรทัดที่มีคำว่า line-high ออกให้หมด
ปัญหาตัวหนังสือที่เคยเบียดกันจะหมดไป จนคนรอบข้างของคุณต้องแปลกใจและร้องทักว่า
โอ๊วว จอร์จคุณทำมันได้อย่างไรคะ !!!!

#2 By สวัสดี on 2005-09-22 13:10

ขอบคุณค่ะ หนังน่าสนใจดีค่ะ

คนบนดาว B613 (คห.2) ก็น่าสนใจค่ะ

#3 By Mrs. Holmes on 2005-09-22 15:09

น่าดูอะ พี่เล่าแล้วก็อยากดู แต่ เห็นหนังที่ร้านแล้ว แทบจะ หลับ ....

#4 By วาซาบิ on 2005-09-22 17:21

คิดถึงพี่ชายอ่ะ
ทำงานทั้งเหนื่อยทั้งยากอ่ะพี่
แวะมาเยี่มค่ะ

#5 By sofa on 2005-09-23 17:31

หนังน่าสนใจดี

#6 By iJigg (124.121.137.58) on 2009-11-19 10:05

เคยดูแต่ภาคต่อครับ

#7 By ดูหนังออนไลน์ (58.8.42.213) on 2011-08-08 02:22