- ฉันยังจำได้ ใต้แสงจันทร์นวล
ฉันยังจำได้ก่อนบุปผาเบ่งบาน
อดีตอันมากหลายอ้อยอิ่งในหัวใจฉัน
ครึ่งหนึ่งขมขื่น อีกครึ่งหวานชื่น
แม้นผ่านไปหลายปี มิอาจลืมเลือน
มิอาจลืมเลือน -

บทเพลงเก่าแก่กระซิบแผ่วในคืนฝนตก
อันเป็นฉากจบของหนังเรื่องนี้ที่ว่าด้วย
คำคืนสุดท้ายของโรงหนังเก่าแก่แห่งหนึ่ง
ที่กำลังฉายหนังรอบสุดท้ายเป็นหนังจีนกำลังภายในเก่าๆที่เคยโด่งดังในยุคสมัยของมัน
มันเป็นคืนฝนตกมี่เสมือนฝนจะทำให้ทุกสิ่งเปียกชื้น ไม่เว้นแม้แต่กับชีวิตของคนกลุ่มหนึ่ง
อันประกอบไปด้วยสาวขายตั๋วขาพิการ
ผู้ซึ่งเดินลากขาไปมารอบๆโรงคอยดูโน่นดูนี่และดูแลชายหนุ่มคนฉายหนังที่เราแทบไม่เห็นหน้า
ชายชาวญี่ปุ่นที่เป็นเกย์ และใช้เวลาตลอดหนังฉายตามหาสัมผัสของใครสักคนในมุมมืด
ชายชรานั่งดูหนังเพียงลำพัง
ในขณะที่ชายชราอีกคนมาดูหนังกับเด็กน้อย
เด็กสาวคนหนึ่งนั่งแทะเม็ดแตงโมเสียงดัง
ผู้คนมากหลายเดินวนไปวนมาในซอกหลืบมืดๆนอกโรง
ในค่ำคืนเงียบเชียบ ที่ชีวิตเปียกชื้น
ผู้คนกลุ่มหนึ่งร่วมกันอำลาการจบสิ้นของโรงหนัง และวิถีเก่าของการชมภาพพยนตร์


หนังแทบไม่มีเนื้อเรื่องใดๆให้จับต้อง และเฉกเช่นหนังเรื่องก่อนหน้าของไฉ้หมิงเลี่ยงผู้กำกับชาวไต้หวันที่โด่งดังไปทั่วโลก หนังถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการคารวะ คิงฮู ยอดผู้กำกับหนังกำลังภายในผู้ล่วงลับ (หนังที่ฉายในโรงหนังในหนังคือเรื่องdragon inn หนึ่งหนังกำลังภายในชิ้นโบว์แดงของเขา) รวมไปถึงถูกสร้างขึ้นเพื่อคารวะ ถวิลหา และ หวนไห้อาลัย การดูหนังแบบเก่า ซึ่งสูญหายไปพร้อมการความตายของโรงหนัง stand alone ( ซึ่งก็คือโรงหนังแบบที่เราเห็นในหนัง ) การถือกำเนิดของโรง multiplex และความเฟื่องฟูของการดูหนังแผ่น


หนังเต็มไปด้วยการตั้งกล้องแช่ทิ้งไว้นานๆ ให้คนดูจ้องมองตัวละครนั่งเฉยๆ แทะเล็มซาลาเปา ยืนฉี่ เดินลากขาไปเรื่อยๆ หรือ นั่งดูหนัง ไม่มีสัญลักษณ์แอบซ่อนผ่านการจัดวางองค์ประกอบภาพ นิ่งนานจนแม้หากวูบหลับไปก็จะตื่นขึ้นมาพบตัวละครในอากัปกริยาเดิม ฟังดูเป็นหนังน่าเบื่อสิ้นดี หากแต่ภาพนิ่งๆนานๆเหล่านั้นล้วนปรารถนาเพียงซึมแทรกเข้าโสตเรา และย่อยสลายเราเข้ากับโลกประหลาดในหนัง ตลอดเรื่องมีถ้อยคำเปล่งออกจากปากตัวละครเพียง 4 ประโยคสั้นๆอันไร้ความหมายที่ล้วนกล่าวขึ้นนอกโรง และนอกจากเสียงเพลงจากหนังที่ฉายอยู่ก็ไม่มีดนตรีประกอบอื่นใดเลยไปจนจบ ซึ่งจะว่าไป อากัปกริยาพื้นฐานของหนังใยมิใช่มารยาทสามัญในการดูหนังเล่า !


ในอดีตนั้น ผู้คนมักจะแต่งตัวสวยงาม ออกจากบ้านแต่หัววันเพื่อไปโรงหนัง เพื่อไปดูหนัง ในยุคหนึ่ง-หนัง- เคยเป็นมหรสพอันยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นความบันเทิงสำหรับผู้คนทุกเพศวัย ทุกชนชั้น

หนังเคยทำหน้าที่บอกเล่าโลกฝันงดงาม สำหรับคนผู้ทนทุกข์

หนังเคยเล่าเรื่องผจญภัยน่าตื่นเต้นสำหรับผู้คนในโลกอันน่าเบื่อหน่าย
หนังเคยจุดประกายความฝันงดงามลงในใจของเด็กๆ
หนังเคยรับใช้สังคมด้วยการเป็นกระบอกเสียงแก่ผู้ถูกกดขี่
หนังเคยเป็นเครื่องมือทางการเมืองอันทรงประสิทะภาพ
หนังเคยทำหน้าที่ให้เกิดประเด็นถกเถียงทางศีลธรรม ปรัชญาอันเผ็ดร้อน
และหนังเคยเป็นดินแดนพิเศษที่ผู้คนเข้าไปถกเถียงกับตัวเองถึงปรัชญาต่างๆ คุณค่าของการมีชีวิตอยู่บนโลกผ่านทางตัวละคร
ก่อนที่หนังจะถูกลดทอนคุณค่าลงเป็นแค่การฆ่าเวลาพักขาของคนเดินห้าง
เป็นความบันเทิงฉาบฉวยที่ดูจบแล้วก็สิ้นสุดกัน
และกลายเป็นการยัดเยียด วัฒนธรรมบริโภคเข้าในหัวเราอย่างบ้าคลั่ง


-ในตอนนี้ไม่มีใครเขาดูหนังกันอีกแล้ว- ตัวละครตัวหนึ่งในหนังพูดประโยคนี้ ด้วยท่าทีเรียบเฉย แต่แฝงร่องรอยอาลัยไว้ ตัวละครที่พูดเป็นหนึ่งในสามคนจากผู้คนทั้งหมดในเรื่องที่ตั้งใจดูหนัง ในขณะที่คนอื่นๆ แทะเม็ดแตงโม เดินไปเดินมา หรือหาเซ็กส์ชั่วคราว ยิ่งเรารู้ว่าสองในสาม(รวมถึงคนพูดประโยคนี้)เป็นนักแสดงเก่าที่มาดูหนังของตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย มันยิ่งทำให้ประโยคนั้นดูหวนไห้อาลัยมากขึ้น แต่การที่หนังเลือกคนที่สามไว้เป็นเด็กน้อย บางทีนั่นเท่ากับว่าเรายังวาดหวังว่าเด็กๆจะ-หลงรัก-หนังเหมือนที่ครั้งหนึ่งผู้คนเคยหลงรัก

ในโรงฉายนั้นอาจว่างร้างคน แต่หนังกลับให้ในซอกมุมมืดๆของโรงหนัง บริเวณโกดังเก็บของ หรือในห้องน้ำ กลับเต็มไปด้วยผู้คนเดินสวนกันไปมา ราวกับว่าหนังรอบนี้มีคนมาดูมากหลาย
ท่ามกลางบรรยากาศมืดทึม รวมไปถึงบรรยากาศกึ่งแฟนตาซีที่ครอบคลุมหนังทั้งเรื่อง และมุกประหลาดๆเกี่ยวกับประตูห้องน้ำ บางทีใช่หรือไม่ว่าผู้คนเหล่านั้นอาจเป็นภูตผีวิญญาณ ที่มาร่วมรำลึกอาลัยให้กับโรงหนังแห่งนี้ วิญญาณนักดูหนังในโรงหนังผีสิง(ซึ่งป็นประโยคแรกในหนังเรื่องนี้) ร่วมระลึกถึงวิถีการดูหนังที่มีวิญญาณ



แม้จะโอบคลุมด้วยบรรยากาศหม่นเศร้าทอดอาลัย หนังเรื่องนี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยอารมณ์ขันและมุกเสียดสีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฉากที่เกย์หนุ่มพยายามหาไม้ขีดจุดบุหรี่แต่ไม่สำเร็จแต่กลับพบควันบุหรี่ลอยมาจากเหนือหัว หรือฉากการยืนฉี่ที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ หรือการพ้องคำพูดและดนตรีประกอบในหนังที่ฉายเข้ากับการกระทำของตัวละครในเรื่อง โดยเฉพาะตอนที่เกย์หนุ่มหวาดกลัวหญิงสาวเม็ดแตงโม(มุกนี้ฮามาก)

และแม้หนังจะถูกสร้างขึ้นเพื่อถวิลหาวิถีภาพยนตร์แบบเก่า แต่สิ่งซึ่งยังคงมีในหนังทุกเรื่องของไฉ้หมิงเลี่ยงนั่นคืออารมณ์โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาของผู้คน ความสัมพันธ์ที่ไม่อาจบอกกล่าว การสื่อสารที่ล้มเหลว และผู้คนที่ปิดกั้นตัวเอง มีสองสิ่งในหนังที่ปรากฏซ้ำอยู่บ่อยครั้งคือ บุหรี่ กับบันได
ผู้คนในโรงหนังพากันสูบบุหรี่เพื่อปิดกั้นตัวเองไว้ในม่านหมอกควัน มีแต่เกย์หนุ่มชาวญี่ปุ่นเท่านั้นที่หาไม้ขีดไฟไม่ได้ และในท้ายมี่สุดเขาได้สูบบุหรี่ แต่ไม่ได้มีเซ็กส์ บางทีบุหรี่กับคนดูหนังก็อาจไม่แตกต่างกัน คือการปิดกั้นตัวเองไว้ในโลกเฉพาะชั่วครู่ชั่วยาม

ในขณะที่หญิงสาวขาพิการไม่ได้ดูหนัง เธอเดินไต่บันไดวกวนเอาซาลาเปาครึ่งลูกไปให้คนฉายหนังผู้ซ่อนตัวเองไว้ภายใต้หมอกควันของบุหรี่ ไต่ขึ้นเชื่องช้า(และหนังแช่กล้องให้เราเห็นเต็มๆทั้งกระบวนการ) และไต่ลง และไต่ขึ้นไปดูซาละเปาอีกครั้ง ในตอนจบเธอไต่บันไดขึ้นไปเก็บกวาดโรงหนังที่ว่างเปล่าก่อนจะไต่ลงและเดินออกไปจากเฟรม

หากการไต่บันใดคือการเรียกร้องความสนใจเธอใยมิคล้ายกับหนังเรื่องหนึ่ง หนังคือการเรียกร้องความสนใจจากผู้คนที่ซ่อนตัวไว้ในความมืด ยิ่งเมื่อประสานรวมกับฉากหนึ่งที่เธอเดินเข้าไปหลังจอและสบตากับตัวละคร แสงจากจอสะท้อนลงบนตัวเธอทาบทับเป็นหนึ่งเดียวกัน และเมื่อหนังพิการและคนดูเอาแต่ซ่อนตัว โรงหนังจึงต้องถูกปิดลง แต่ในเมื่อโรงหนังปิดชั่วคราว เด็กน้อยอาจตกหลุมรักหนังไปแล้ว และอย่างน้อยซาลาเปาก็ได้รับการดูแล เราจึงเชื่อว่าในสายฝนนั้น หญิงสาวจะฮัมเพลงเก่าแผ่วเบา อบอุ่นด้วยความทรงจำที่-มิอาจลบเลือน-


และตัวหนังมีชื่อภาษาจีนว่า bu san อันแปลว่าพบกันใหม่(คู่กับหนังthe missing ของหลี่คังเซิงดาราขาประจำของพี่ไฉ้ ซึ่งเล่นเรื่องนี้ด้วย the missing มีชื่อจีนว่า bujian แปลว่า หาไม่เจอ) บางทีในโรงหนังว่างเปล่าที่ไหนสักแห่ง ใครสักคนอาจฉายหนังเรื่องนี้ และเราก็จะได้มองดูภาพโรงหนังว่างเปล่านิ่งนานในตอนท้าย และ พบกันอีกครั้ง

....................................................
และหนังเรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงโรงหนังเก่าแก่หัวมุมถนน
โรงที่ตอนนี้ไม่มีอยู่อีกแล้ว(กลายเป็นคาเฟ่ไปเสียฉิบ)
โรงหนังที่เป็นสิ่งแรกๆที่สว่างเรื่องเรืองขึ้นในความทรงจำเกี่ยวกับ-วัยเยาว์-ของผม
คารวะ หวนไห้อาลัย และร่วมรำลึกถึงโรงหนังเพิร์ล จังหวัดภูเก็ต
สถานที่ในความทรงจำของผม ที่ไม่ได้มีอยู่อีกต่อไป



edit @ 2005/09/19 15:27:51
edit @ 2005/09/19 15:28:46

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ปีนี้ไม่ลงไปดูเทศกาลหนังกรุงเทพฯ เหรอ
เห็นว่าน่าสนใจ

แล้วอย่าลืมเอามาเล่าให้ฟังอีกนะ

#1 By agaligo on 2005-09-16 08:01

หนังดูจะเอื่อยเศร้านะคะ
ปกติพี่จะคิดถึงของกินมากกว่าสถานที่ค่ะ

แล้วก็จะปลอบตัวเองว่า อย่างน้อยเราก็โชคดีที่เกิดมาทันกินขนมครกที่อร่อยที่สุดในโลก

#2 By Mrs. Holmes on 2005-09-16 08:24

โรงหนังผีสิง... นึกถึง

ชอว์บราเธอร์ (เขียนงี้

ป๊ะครับ ?) เหมือน....

โศกนาฏกรรมกลาย ๆ

แฮะ หนังนิ่ง ๆ อย่างงี้

เกรงว่าจะหลับ เหมือน

Cafe Lumiere ^^' แต่

ก็น่าดู ผมชอบบรรยากาศ

โรงหนังเก่า ๆ แม่เล่าให้

ฟัง... เกิดไม่ทันครับ แต่

ชอบนะ อยากอยู่ในยุคนั้น

มั่งจัง โปสเตอร์สวยมาก
อืมในหนังมี โปสเตอร์หนังเรื่อง the eye คนเห็นผี ติดอยู่ในโปรแกรมหน้าโรงหนังด้วยแฮะ แล้วถ้าดูเครดิต จะมีขึ้นว่า รามอินทรา กรุงเทพ อยู่ 2 บรรทัด น่าจะเปนห้องบันทึกเสียง

#4 By mrblack (124.121.65.55) on 2006-11-12 11:22