อีริส ทำงานในรงงานผลิตไม้ขีดไฟ
เธอมีชีวิตสุดเซ็ง กับแม่ และพ่อเลี้ยง
อในทุกๆวันเธอทำงาน กลับบ้านไปทำหับข้าว ซักผ้ารีดผ้า ดูแลพอ่และแม่ ผู้ซึ่งวันๆเอาแต่นั่งดูข่าวทางทีวี
ภาพข่าวการก่อการจราจลในจตุรัส เทียนอันเหมิน
สุดขั้วตรงข้ามกับชีวิตของอีริส
และหลังเสร็จจากภารกิจประจำบ้าน เธอจะแต่งตัวออกไปโรงเต้นรำ หวังให้ใครสักคนมาโค้งเธอไปเต้นรำ
แต่ไม่เคยมีใครอย่างที่ว่า มีแต่ขวดน้ำส้มเปล่าขวดแล้วขวดเล่า
เย็นวันเงินเดือนออกเดือนหนึ่ง อีริสเจียดเงินเดือนไปซื้อชุดสวยสีชมพู
พอกลับถึงบ้านพ่อเลี้ยงตบเธอและแม่บอกให้เอาไปคืน
ค่ำนั้นเธอแอบใส่ชุดสวยไปโรงเต้นรำ พบผู้ชายคนหนึ่งที่เข้ามาขอเธอเต้นรำ
อีริสเข้าใจว่ามันจะเป็นรักแท้ แต่ชีวิตไม่ปราณีเธอขนาดนั้น
หากกลับตรงกันข้าม ชีวิตกลับเลือกเล่นตลกกับเธออย่างถึงที่สุด
เธอทั้งตั้งท้อง แท้ง ประสบอุบัติเหตุ ถูกไล่ออกจากบ้าน
รุนแรงจนถึงขั้นเธอไม่มีที่จะไปต่อ
และกดดันจนอีริสต้องลุกขึ้นตอบโต้ชีวิตบัดซบของตัวเองอย่างสิ้นหวัง

และนี่คือบทจบของไตรภาคขี้แพ้ของ aki karismaki ูกำกับชาวฟินแลนด์ (ที่ผมรัก)
ซึ่งในคราครั้งนี้ หนังเล่นกับโชคชะตาของผู้คึนชนชั้นแรงงานหนักข้อที่สุดจนไม่อาจแม้เหลือแสงสว่างแห่งความหวังอีกเลย
(ในสองเรื่องแรกนั้น อย่างน้อยหนังยังเหลือทางออกให้กับตัวละครของเขาบ้างแต่ไม่ใช่ในเรื่องนี้)
ภาพโรงงานผลิตไม้ขีดไฟในตอนต้นเรื่อง กดทับ อีริสจนดูตัวเล็กกะจิริด
ผนวกกับใบหน้าอมทุกข์ของ kati outinen ดาราสาวคู่บุญของ คอริสมากิ สร้าอารมณ์หม่นหมองสิ้นหวัง ได้ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง
และเป็นไปในทางนั้นจนถึงที่สุดในตอนท้าย

และยังคงเหมือนหนังของคอริสมากิ เรื่องื่นๆทั้งก่อนหน้าและหลังจากนี้ หนังมีตัวละครหน้าตาประหลาดๆ (และไม่แสดงอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น)
มีเพลงประกอบที่สุดแสนจะไพเราะ และ เรื่องราวเศร้าหมอง ของ -ชีวิตต้องสู้ -
แต่ในหนังเรื่องนี้ ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างสุดขั้ว (ในสองเรื่องแรก และ หนังอีกสองเรื่องในงานไตรภาคฟินแลนด์ของเขา หนังยังนีบว่ามีความปราณีต่อตัวละครอยู่บ้าง)
อีริส เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ทำงานเล็กๆ มีชีวิตเล็กๆ เธอไม่สวย ไม่มีชีวิตสมหวัง ไม่มีทางฝันถึงวันที่ดีกว่า และชีวิตเธอตกต่ำลงเรื่อยๆ
การลุกขึ้นแก้แค้นของเธออาจสร้างความสะใจให้แก่เราคนดู (หนังเลือกไม่ฉายภาพ ฉากเหล่านี้ตรงๆ เรามองเห็นใบหน้า ชืดชาของ อีริสเท่านั้น แต่มันส่งผล ประหลาดล้ำต่อเรา ทั้งสะใจและเศร้าใจ) แต่เราก็รู้เช่นเดียวกับที่อีริสรู้ว่า ตอนจบของมัน จะเป็นอย่างไร ใบหน้าในตอนท้ายเรื่องของเธอ ไม่มีสีหน้าแสดงอารมณ์ใดๆอีกต่อไป (ที่จริงมันเป็นเช่นนั้นเกือบตลอดเรื่อง) ราวกับว่าในที่สุด โลกใบที่เธออยู่ได้กัดกินเธอจนเธอ -ตาย- ไปเนิ่นนานแล้ว

ดูข้อมูลหนังได้ที่นี่คัรบ

http://www.imdb.com/title/tt0098532/
..............................................................................................
และในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงบทจบของ ไตรภาคขี้แพ้ของ คอริสมากิ
พร้อมๆกับแสงสว่างที่ค่อยๆ ืมืดลงช้าๆ จนที่สุดไม่เหลือแสงใดอยู่อีก
ชีวิตของนิคานเดอร์ คนเก็บขยะ ใน shadow in paradise จะอย่างไรเสียก็ยังได้รับแสงตะวันสอ่งฉาย(จนสามารถก่อเงามืดบนสรวงสวรรค์ของเขาตามชื่อเรื่องได้)
ในขณะที่เทสโต คนงานเหมือง ใน ariel นั้นเล่า หลังสายฝนอันคลี่คลุมชีวิต ผ่านพ้นก็ยังเหลือแสงมาพอที่จะส่องทอประกายสายรุ้งดังเพลง over the rainbow (ภาคภาษาฟินแลนด์)ในตอนท้ายเรื่อง
หากแต่กับ อีริสไม่ได้เป็นเช่นนั้น แม้เธอจะทำหน้าที่-ผลิต - แสงสว่าง(เธอทำงานในโรงงานทำไม้ขีดไฟ) หากแสงสว่างเล็กจ้อยจากไม้ขีดไฟของเธอกลับไม่มากพอจะนำทางเธอให้ก้าวพ้นความมืดมนในชีวิตออกมาได้ หนำซ้ำเมื่อมันไหม้ลามก้านไม้ชีด มันยังเผาไหม้เธออีกด้วย

หนังทั้งสามเรื่อง ของ คอริสมากิ วนเวียนเล่าเรื่องของ ผู้คนชนชั้นแรงงาน
คนหาเช้ากินค่ำที่มีชีวิตอย่างซื่อตรงหากยากลำบาก
และดูเหมือน คอริสมากิจะบริภาษสังคมอุตสาหกรรม อยู่ลึกๆ
ในสังคมที่กดให้คนสิ้นไร้สมรรถภาพ กลายจาก มนุษย์ ผู้มีการงานอันเป็นที่รัก ไปสู่สิ่งมีชีวิตตายซากที่ทำงานอยู่ภายใต้เครื่องจักรกลขนาดมหึมา
ในหนังทั้งสามเรื่องนี้ คอริสมากิ มักเปิดฉาก ด้วยภาพของเครื่องจักร ใน shadow inparadise เรามองเห็นรถเก็บขยะคันใหญ่เบ้อเริ่ม และคนงานตัวเล็กจ้อย ขนขยะใส่ท้ายรถ ในขณะที่ ariel หนังเปิดฉากด้วยการปิดตัวของเหมืองขนาดใหญ่ และใน the match factory girl หนังเปิดด้วย ภาพกระบวนการผลิตไม้ขีดไฟ ตั้งแต่ต้นจนจบ กล้องแช่นิ่งภาพเครื่องจักรไร้วิญญาณ ปราศจากมนุษย์โยสิ้นเชิง เป็นเวลาเกือบห้านาที
ตัวละครชนชั้นแรงงานของคอริสมากิ มักถูกวางตำแหน่งให้ถูกบีบอัดอยู่ใต้เครื่องจักรนั้น เป็นเพียงเฟืองตัวเล็กๆที่ไร้ความสำคัญโดยสิ้นเชิง (ใน ariel หลังจากเหมืองปิด เทสโต ไม่สามารถหางาอะไรทำได้ นอกจากงานแบกหามที่ท่าเรือ หนำซ้ำเมื่อติดคุก เขาก็ทำงานในโณงงานขนาดใหญ่อีกเช่นกัน)
แต่ชีวิตเล็กๆของคอริสมากิ ไม่ได้ตายซากเหมือนฉากหน้า (อันหมายถึงการแสดงของบรดานักแสดงหลักๆของเขา) ตัวละครของเขาดิ้นรนอย่างเงียบเชียบ และ พยายามจะมีความสุขตามอัตภาพ นิคานเดอร์ พยายามจะรักใครสักคน เทสโต ชอบฟังวิทยุ และ อีริส ชอบไปโรงเต้นรำ เหตุการณ์เล็กๆน้อยๆในหนังของคอริสมากิ มักมีขึ้นเพื่อเน้นย้ำ ความสุขเล็กๆในชีวิตยากจนของผู้คนของเขา นิคานเดอร์แม้จะยากจนยังคงใส่สูทและหวีผมเรียบ เทสโต ขับรถเปิดประทุน คันหรู หอบวิทยุเครื่งใหม่ไปไหนต่อไหน และอีริส ไม่ว่าจะยังไง ก็จะยังใส่เสื้อสวย

และผู้คนในหนังของคอริสมากิ ไม่ได้ร้างน้ำใจเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะ บรรดาผู้ชาย ทรงผมประหลาด (ซึ่งมีอยู่ในหนังทุกเรื่องของเขา ) เพื่อนสนิทของนิคานเดอร์ ทุบกระปุกออมสินของลูกให้นิคานเดอร์ยืมเงิน เพื่อนของเทสโต ยอมแลกชีวิตตัวเองเพื่อเทสโต ในขณะที่เพื่อนของอีริสให้ที่พักพิงแกเธอ ในโลกแห้งผากร้างไร้ของสังคมอุตสาหกรรม อย่างน้อย ก็ยังมีผู้ชายทรงผมแปลกประหลาด เหล่านี้ อยู่เป็นเพื่อนเสมอ
และบทเพลงแสนไพเราะก็เป้นเสมือนตัวแทนของหนังคอริสมากิเช่นกัน มีเพลงเสมอในหนังของเขา และเป็นที่น่าสังเกตว่า ยิ่งเพลงเพราะเท่าไร เนื้อหากลับยิ่งหมองเศร้ามากเท่านั้น และที่สำคัญ ยิ่งมีจำนวนเพลงมากขึ้น ความเศร้าหมองของตัวละครก็เพิ่มขึ้นไปด้วย (ใน the match factory girl มีเพลงประกอบเยอะที่สุด หนังกลับบีบคั้นจนถึงที่สุด)

หลังจ่กสิ้นสุดไตรภาคขี้แพ้ คอริสมากิยังคงทำงานไตรภาค ฟินแลนด์ อันประกอบด้วยหนังอย่าง drifting cloud และ the man without a past ึซึ่งยังคงวนเวียนอยู่ในเรื่องของชนชั้นแรงงาน และยังคงรักษาสไตล์เดิมๆ ไว้ครบถ้วน(โดยเฉพาะ ยังมี kati outinen ตามมาเป็นนางเอกหน้าป่วยอยู่เช่นเดิม) แต่คราวนี้ดูเหมือนคอริสมากิจะสอดแทรกการวิพากษ์ถึงระบบการทำงานของรัฐเอาไว้ อย่างแนบเนียน (ไว้เรื่องใหม่ออกจบชุดนี้แล้วมาคุยกันยาวๆอีกสักรอบ) ได้แต่หวังว่าบทจบของไตรภาคฟินแสนด์ คงไม่เจ็บปวดเท่านี้

งานของคอริสมากิ อาจไม่ใช่งานที่จะดูได้ง่ายดายนัก ความจืดชืด ของตัวหนัง สีสันมืดๆเก่าๆ เรื่องเล่าที่ไม่ได้พาฝัน การแสดงแบบซังกะตาย (แต่ได้อารมณ์) ผลักให้หนังของเขา กลายเป็นหนังที่ผู้คนอาจผ่านเลยได้โดยง่าย แต่ลึกลงไปในเนื้อหา หนังกลับเต็มไปด้วย อารมณ์เข้มข้น ของมนุษย์ และ ความหวังถึงสิ่งที่ดีกว่า อันเป็นคุถณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์ดังที่ เฮมมิงเวย์เคยกล่าวไว้ว่า

มนุษย์เกิดมาเพื่อที่จะพ่ายแพ้ แต่มนุย์ไม่เกิดมาเพื่อที่จะถูกทำให้พ่ายแพ้

คารวะ อากิ คอริสมากิ ผู้กำกับที่ผมรัก มาตรงนี้ หลายๆจอกครับ

ดูกระทู้ของ ariel ได้ที่นี่
http://www.bioscopemagazine.com/review/index-in.php?id=14993


ดูกระทู้ของ shadow inparadise ได้ที่นี่(ท้ายกระทู้จะมีทางไปดูกระทู้อื่นๆที่ผมเขียนถึง คอริสมากิไว้ด้วยครับ)


http://www.bioscopemagazine.com/review/index-in.php?id=14379>;

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เราว่าเราดูหนังเยอะแล้วนะ
มาบลอคนี้ทีไรงงทุกที
ไม่เคยดูสักเรื่อง

#1 By ข้าวปุ้น on 2005-09-09 14:32

Moncler Shop

#2 By Moncler Shop (27.159.232.173) on 2011-09-09 11:10