The flavor of green tea over rice รสชีวิตในมื้อเย็น
posted on 09 Sep 2005 02:41 by filmsick in see-it-and-dieคุณนายซาตาเกะ ไม่ค่อยพึงใจในชีวิตตัวเองเท่าใดนัก
คุณซาตาเกะสามีของเธอเป็นพนักงานชั้นผู้น้อยผู้เงียบขรึมและใช้ชีวิตน่าเบื่อ
เธอแต่งกับเขาผ่านทางการดูตัวของครอบครัว
แม้ไม่ใช่ชีวิตแต่งงานที่เธอปรารถนาแต่เธอก็แก้ลำด้วยการใช้ชีวิตโดยมากขลุกอยู่กับกลุ่มเพื่อนเก่าชาวไฮโซ และหลานสาวของเธอ
ครั้งหนึ่งเธอหลอกสามีว่าเพื่อนไม่สบายแล้วหนีไปเที่ยวบ่อน้ำร้อน
เรียกสามีตัวเองว่าคุณทึ่ม เบื่อหน่ายชีวิตชืดๆของสามีตน
ขณะที่หลานสาวเธอกำลังหนักอกเรื่องการดูตัว แต่แทนที่เธอจะคัดค้านเธอกลับยุส่ง จนหลานสาวตอกหน้ากลับมาว่า กลัวจะเป็นเหมือนชีวิตคู่ของเธอ นั่นทำให้เธอโกรธมาก และพาลมาลงเอากับสามีของเธอ
หงุดหงิดกับท่าทางไม่อนาทรร้อนใจของเขา กับชีวิตเจียมตัวของเขา
จนกระทั่งสามีถูกส่งตัวไปเมืองนอกแบบฉุกเฉิน ขณะที่เธอจู่ๆก็หายตัวไป และไม่ยอมแม้แต่จะไปส่ง คุณนายซาตาเกะกลับมาอาศัยในบ้านตามลำพัง และค่อยๆเข้าใจว่าที่แท้ รสชาติของชีวิตเรียบง่ายนั้นเป็นเช่นไร
.............................................................................
นี่คือหนังในยุคต้นของปรมาจารย์ผู้กำกับ ยาสึจิโร่ โอสุ เป็นหนังเรื่องหลังจาก late spring และ ก่อนหน้า Tokyo story สองมาสเตอร์พีซอันลือลั่นของเขา และแม้หนังเรื่องนี้ จะถูกพูดถึงน้อยกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าหนังเรื่องนี้จะมีคุณค่าน้อยกว่าหนังสองเรื่องนั้นแต่อย่างไร
จะว่าไปแล้วนี่นับเป็นหนังที่แปลกออกไปจากหนังเรื่องอื่นๆของโอสุ เพราะหนังขยับมาเล่าเรื่องราวขบขันปนขมขื่นของครอบครัวชนชั้นกลางที่ไม่ได้สงบเงียบ เรียบนิ่ง หรือเข้าอกเข้าใจในความแตกต่าง หากแต่มีอารมณ์ขันเล็กๆ และมีนัยยะของการเสียดสีความไร้สาระของชนชั้นกลางไว้ จนทำให้กว่าจะได้สร้างหนังก็กินเวลาล่วงไปหลายปีหลังจากที่คิดบทไว้ (ในสมัยนั้นผู้สร้างต้องส่งบทให้หน่วยงานขอรัฐเซนเซอร์ก่อนสร้าง โอสุจึงไม่ได้สร้างเรื่องนี้)
ตัวหนังนั้นแม้จะมีไสตล์อันเป็นพื้นฐานเช่นการจัดวางตำแหน่งภาพ (การเลือกวางกล้องในฉากชั้นสองของบ้าน และฉากโต๊ะอาหาร เป็นวิธีของโอสุที่สมบูรณ์แบบและน่าจดจำมาก) รองรับการเคลื่อนไหวของตัวละคร หากแต่หนังเรื่องนี้กลับมีการเคลื่อนกล้อง ซูมเข้า เลื่อนออก มีการขยับตำแหน่งของกล้องซึ่งไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนักในหนังของโอสุ รวมไปถึงตัวเรื่องที่มีความน่ารักทั้งในแบบหนุ่มสาวและในแบบครอบครัวที่จะทำให้เรายิ้มได้หลังดูจบ
หนังกำหนดให้ตัวละครเป็นนางมารร้ายที่นึกดูถูกสามีของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ฉากหนึ่งเธอถึงกับเปรียบเทียบสามีตัวเองกับปลาคาร์ฟ โดยมีเพื่อนๆคอยยุยงหัวเราะชบชันกันเป็นที่สนุกสนาน แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รักเขา เพราะพอโดนล้อหนักเข้าเธอก็ไม่พอใจ (แม้จะไม่ได้ห้ามปรามก็ตาม) มันอาจเพราะเธอเสียหน้าที่สามีตัวเองกลายเป็นเรื่องขบขัน แต่ในอีกทางหนึ่ง เธอก็ยังนึกห่วงใยเขาอยู่และยิ่งเมื่อเขาจู่ๆก็จากไป บ้านที่ว่างเปล่า ยิ่งทำให้เธอระลึกถึงเขาอย่างรุนแรง(หนังอาศัยการจัดวางกล้องในตำแหน่งเดิม ซ้ำๆ ภาพเฟรมว่างเปล่า ปราศจากตัวละคร ในตำแหน่งเดิมที่เราเคยเห็น สร้างความรู้สึกอ้างว้างได้อย่างมากมาย)
ในขณะที่ส่วนของ คุณโมคิจิ เขาเป็นคนบ้านนอกที่เข้ามาทำงานในเมือง เคยเป็นทหาร และยังคงสนุกกับการคบหาเพื่อนทหาร ดูแลช่วยเหลือน้องชายของเพื่อนเก่า (ชิสุ เรียว ดาราคู่บุญของโอสุ มาเล่นบทเพื่อนทหารได้น่ารักและผ่อนคลายตามสมควร) เขาชอบกินอาหารพื้นๆ นั่งรถไฟชั้นประหยัด ขยันทำงานและไม่เคยปริปากบ่นภรรยา ขณะที่เธอคิดว่าเขาเป็นคนทึ่มๆ เขากลับรู้เห็นเป็นไปในทุกเรื่อง รู้กระทั่งว่าชีวิตสมรสของตนนั้นน่าเศร้า แต่มันก็เป็นเรื่องที่-ช่วยไม่ได้-
หากแต่ ทาเอะโกะผู้รู้ดีกลับแนะนำให้หลานสาวของเธอกระโดดเข้าร่วมวงไพบูลย์กับชีวิตเยี่ยงเธอพอถูกตอกหน้ากลับเธอก้หัวเสียและโทษทุกคนยกเว้นตัวเอง ในขณะที่สามีของเธอ(ที่ถูกล้อว่าทึ่ม) กลับมองอย่างเข้าใจมากกว่า
หนังทำท่าจะเป็นหนังเชิดชูความเรียบง่ายของชีวิต เป็นสุขกับการมีชีวิตแบบง่ายๆไม่ฟุ้งเฟ้อ แต่หนังก็ตั้งคำถามน่าสนใจ เมื่อฉากหนึ่งที่ทาเอโกะระบายทุกอย่างกับสามีว่า มันผิดหรือที่เธอเติบโตมาเช่นนี้ ได้รับการเลี้ยงดูแบบประคบประหงม สบายใจอยู่ในรถไฟชั้นหนึ่งและอาหารเลิศรส ความแตกต่างของผู้คน อาจถูกผูกพ่วงด้วย ชนชั้น หรือเงินทุน หากแต่มันมันไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ร่วมกันไม่ได้เสียหน่อย เพราะครอบครัวคือการเติมเต็มและรักษาช่องว่างระหว่างกันต่างหาก
หนังเลือกจบเรื่องบนโต๊ะอาหาร สถานที่เฉพาะสำหรับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใดๆ ทาเอโกะได้เรียนรู้การเป็นภรรยา การกินอาหารพื้นๆ การเติมน้ำชาลงบนข้าว การมีชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยฉากกุ๊กกิ๊กของหนุ่มสาว ที่ทำให้หนังปิดตัวลงอย่างอิ่มเอมมากกว่า เศร้าสร้อยดังหนังเรื่องอื่นๆของเขา
F O O T N O T E
ข้อมูลหนังหาดูได้ที่นี่ครับ
http://www.imdb.com/title/tt0044982/
โดยส่วนตัวผมคิด(เอาเอง)ว่านี่น่าจะเป็นหนังที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นกับยาสึจิโร่ โอสุ เพราะหนังดูสบายและยังไม่นิ่งมาก (หนังเรื่องนี้ถือเป็นการปูทางสำหรับทาตามิชอต ในtokyo story อีกด้วย) ครับ


แต่ละเรื่องโดน ๆ ทั้งนั้น
ตอนมันฉายไปอยู่หลืบไหนก็ไม่รู้
#1 By ข้าวปุ้น on 2005-09-09 02:53