Katzelmacher เราคือสัตว์โลกผู้หล่อเลี้ยงตนเองด้วยความชิงชัง /FS
posted on 09 Sep 2005 22:18 by filmsick in see-it-and-dieนั่งทอดหุ่ยริมถนน สูบบุหรี่ นั่งเล่นในร้านกาแฟ เล่นไพ่ นินทาชาวบ้าน พูดจาเสียดสีกัน และแอบกิ๊กกับแฟนเพื่อนลับหลัง
นี่คือกิจวัตรประจำวันของหนุ่มสาวชาวเยอรมันกลุ่มหนึ่ง
แมรี่เป็นแฟนกับ ปีเตอร์ พอลเป็นแฟนกับเฮลก้า กุนด้าช่างเสียดสีไม่มีใครรัก ส่วนโรซี่นอนกับทุกคนที่มีเงิน อีริค มักไปหาหล่อนพร้อมเงินเสมอ ขณะที่ พอลแอบกิ๊กกับ เคสาส์ซึ่งเป็นผู้ชายด้วยกัน แถมยังได้เงินมาใช้อีกด้วย ขณะที่เฮลก้ากับปีเตอร์แอบกิ๊กกันอยู่
ลับหลังพวกผู้หญิงปีเตอร์สอนเรื่องการตบตีคนรักเพื่อให้หล่อนยอมตามใจ
สาวๆนินทากันลับหลังไม่กับใครก็ใครคนใดคนหนึ่ง
วนเวียนกันอยู่เช่นนั้น จน จอร์เก้ มาถึง
จอร์เก้เป็นชาวกรีก และมาอาศัยห้องเช่าของอลิซาเบธอยู่ ก่อนหน้านี้เธออยู่นร่วมกับฟรานซึ่งตกเป็นเบี้ยล่างของเธอตลอดเวลา เจอร์เก้ มาอยู่ร่วมห้องกับฟราน
ภายใต้สายตาเหยียดหยามระแวดระวังภัยของหนุ่มๆสาวๆ
ยิ่งต่อมาเขาเริ่มออกเดทกับมารี หญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่ม เชื้อไฟของพวกเขายิ่งคุกรุ่นพร้อมระเบิดได้ทุกเวลา
....................................................................
นี่คือหนังยาวเรื่องที่สองในชีวิตของreiner werner fassbinder หนึ่งในสุดยอดผู้กำกับของโลกนี้ เจขาถ่ายทำหนังเรื่องนี้เป็นหนังขาวดำ ดัดแปลงจากบทละครของเขาเองที่เคยโดนแบนมาก่อน(เพราะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเหยียดผิว) และแม้จะเป็นเพียงหนังยาวเรื่องที่สอง หนังเรื่องนี้ก็กลับแหกขนบของหนังในทำนองเดียวกันจนหมดสิ้น
หนังใช้เวลาถ่ายทำ เพียง 9 วัน และมีบางคนบอกว่านี่คือหนังที่ถ่ายทำราวกับว่ามันเป็นโฆษณา คาลวิน ไคลน์ ความยาวสองชั่วโมง เพราะแทนที่หนังจะเล่าเรื่องอย่างปกติ หนังกลับจับภาพตัวละคร นั่งอยู่ที่ไหนสักแห่ง ที่มีขอบเขตจำกัด กล้องไม่มีการเคลื่อนไหว บีบเหล่าตัวละครไว้ในกรอบภาพ เราดูหนังทั้งเรื่องจบลงโดยไม่อาจอธิบายถึงสภาพสถานที่ได้เลยแม้แต่ฉากเดียว! เหล่าตัวละครจะนั่ง ยืนเดินอยู่หน้ากล้อง เล่นบทของตัวเอง โดยไม่มีใครมองหน้าใคร พวกเขาเหม่อลอย ขณะพูดเสียดสีกัน ราวกับว่าแต่ละคนล้วนติดอยู่ในกรอบของตัวเอง
หนำซ้ำหนังยังลดทอน เรื่องที่ไม่จำเป็นออกจนหมดสิ้น จู่ๆฉากหนึ่งจะโผล่ขึ้นโดยเราไม่เห็นตอนต้นของเหตุการณ์ บางครั้งผุดขึ้นราวกับจับดารา ไปยืนโพสต์ท่ารอ แล้วเริ่มเล่นที่ตรงนั้น ทุกฉากล้วนถูกเลือกสรรมาแล้ว ลดทอนจนเหลือเพียงฉาก พลุ่งพล่าน ทางอารมณ์ ไม่ตะคอกก็เก็บงำจนสัมผัสได้ ยิ่งได้บรรดานักแสดงฝีมือดีมารับบทหลักๆของเรื่อง ( ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10 คน และทุกคน ได้น้ำหนักอย่างทั่วถึง!) อารมณ์ในหนังก็ยิ่งกระเจิดกระเจิง
ที่เราเห็นจึงเป็น พาเหรดของอารมณ์รุนแรง ที่ประดังประเดเข้ามา (ต่อมาfassbinder ใช้วิธีการนี้ แต่ซอยย่อยและจัดจ้านมากขึ้นใน beware of a holy whore ซึ่งในช่วงท้ายเรื่องเราจะแทบไม่เข้าใจอะไรเลย แต่กลับรู้สึกราวตกอยู่ใน มรสุมอารมณ์ อันกราดเกรี้ยว) บางฉากหนังเริ่มต้นด้วยภาพตัวละคร จับไหล่กันราวกับจับค้างไว้เพื่อรอกล้องถ่าย บางฉากตัวละครพูดคุยกันโดยไม่ขยับปาก บางฉาก พวกเขาเหม่อลอย แต่เรากลับรู้สึกถึงพลังพลุ่งพล่าน บางฉากจู่ๆใครบางคนก็ลุกขึ้นไปตบใครบางคน แล้วออกจากเฟรมไป
บางครั้งหนังก็ซ้อนภาพตัวละครสองตัวเดินควงแขนกัน มันเป็นฉากเดียวที่กล้องมีการเคลื่อนไหว และมีเพลง ประกอบ ราวกับเป็นช่วงเวลาที่ใครสักคนได้เปิดเผยตัวตนจริงๆออกมา หรือว่าจริงๆแต่ที่เราเห็นคือความเย่อหยิ่งของอลิซาเบธ ความขี้อิจฉาของกุนดา และความฝันลมๆแล้งๆของเฮลก้า หรือว่าเราทุกคนเย็นชากระทั่งถึงภายใน

กระนั้นภายใต้การจำกัด ทั้งการเล่าเรื่อง และ ฉากหลัง หนังกลับเต็มไปด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านครบรส ในช่วงแรก หนังฉายภาพของบรรดาหนุ่มสาว ที่เลื่อนลอย เย็นชา พวกที่มักจะเกลียดอะไรสักอย่างเสมอ หากไม่มีอะไรให้เกลียดพวกเขาจะหันมาเกลียดกันเอง หนังให้เราเห็นความรักอย่างหัวปักหัวปำของแมรี่ในฉากที่เธอเลือกตำแหน่งเก้าอี้ เห็นความเย็นชาของพวกผู้ชายเมื่อพวกเขาคุยเรื่อง การทำให้เฮลก้าแท้ง และเห็นความสัมพันธ์ที่ลึกเกินกว่าการขายบริการของโรซี่กับอีริค โดยทั้งหมดนั้นถูกสอดใส่ไว้ในการกระทำเล็กๆ หรือการเว้นระยะให้เราเห็นตัวละครหยุดนิ่งก่อนเคลื่อนไหว ภาพที่ดูเหมือนหลุดจากการทำหนังที่ดี กลับเป็นภาพที่มีพลังยิ่ง
และเมื่อเจอร์เก้เข้ามาในฉาก (เล่นโดย ฟาสบินเดอร์ เอง!) พวกเขาก็พบจุดร่วมในความเกลียดที่เขาจะทุ่มความชิงชังทั้งหมด ทั้งที่มีต่อตัวเองและผู้อื่นไปที่นั่น ชายชาวต่างชาติ พวกเขาเริ่มร่ำลือเรื่องความกักขฬะของเจอร์เก้ ลุกลามใหญ่โต ไปเรื่อยๆ ถึงขั้นกล่าวร้ายว่าจอร์เก้เป็นคอมมิวนิสต์! ในฉากหนึ่งหนังแสดงให้เห็นถึงความเลือดเย็น เมื่อพอลกับปีเตอร์ นั่งดื่มกับเจอร์เก้ พวกเขานั่งเงียบ ชนแก้วกันเป็นระยะ แต่หนังให้เราได้ยินเสียงบทสนทนาถึงวิธีการฆ่าเจอร์เก้อยู่ ยิ่งกนังกำหนดให้เจอร์เก้พูดเยอรมันได้เพียงเล็dน้อย การสูญเสียทางการสื่อสารยิ่งทำให้เขาแปลกแยกมากขึ้นไปอีก เพราะกระทั่งกับมารี เขาก็ไม่อาจสื่อสารได้ หากแต่ในฉากที่เขาซบไหล่มารี(ซึ่งกลายเป็นโปสเตอร์หนัง ) กลับเป็นฉากเล็กๆเพียงไม่กี่ฉากในเรื่อง ที่เราได้เห็นบรรยากาศมุมกว้าง และสัมผัสถึงความรัก
ฟาสบินเดอร์พาคนดูเข้าไปในใจกลางความเย็นชาป่าเถื่อนของมนุษย์ ซึ่งไม่ได้จำกัดแต่ยุคสมัยของมนุษย์ถ้ำ เรายังคงเป็นสัตว์เลือดเย็น ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ถ้าเรามีเป้าหมาย เราจะเกลียดผู้อื่น แต่ถ้าไม่มีเราจะเกลียดกันเอง บางทีอาจเพราะความเกลียดชังทำให้เรารู้สึก(เอาเอง) ว่าเราอยู่เหนือผู้คนที่เราเกลียด ทั้งๆที่เท้ความเกลียดชังนั้นฉุดดึงเราสู่ห้วงเหวลึก
หนังจบฉากสุดท้ายด้วยความหวังของมารี ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันจะจบลงอย่างมีความสุข เธอแค่คาดหวังว่าที่กรีซทุกสิ่งคงเปลี่ยนแปลงไป แต่นั่นก็หมายความว่า แมรี่ จะเป็น คนต่างชาติ คนต่อไปหรือไม่ เธอจะตกเป็นเป้านิ่งของความเกลียดชังเหมือนเจอร์เก้หรือเปล่า ไม่มีใครรู้
FOOTNOTE
ข้อมูลหนังดูที่นี่ครับ
http://www.imdb.com/title/tt0064536/
นี่เป็นครั้งที่สามของผมกับฟาสบินเดอร์ส มาถึงตอนนี้โดยส่วนตัว ผมอยากให้เขา ยังมีชีวิตอยู่มากๆ อยากรู้จังว่าถ้าเขายังทำหนัง มันจะออกมายังไง
ตัวหนังหาได้ที่ร้านพี่คนนั้นครับ

edit @ 2005/09/12 10:46:49

ใบปิดหนังสวยมาก
อ่านวิจารณ์หนังของชายทีไรนะ อยากจะวิ่งไปหามาดูเสียเดี๋ยวนี้
#1 By agaligo on 2005-09-10 08:19