Gentlemans agreement โลกของเรา-ขาว-ไม่เท่ากัน
posted on 09 Sep 2005 17:41 by filmsick in see-it-and-die
มีความแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างการมีนาสกุล กรีน กับ นามสกุล กรีนสเบิร์ก
ความแตกต่างที่ว่าคือสกุลแรกนั้นเป็นชื่อสกุลของชาวคริสเตียนผิวขาว ในขณะที่สกุลหลัง เป็นชื่อสกุลเฉพาะของคนยิว
และมีช่องว่างในความแตกต่างเล็กๆระหว่างชาติพันธุ์วรรณานั้น
ช่องว่างที่เล็กแต่ลึกและคดเคี้ยว จนแม้หากใครก้าวพลาด ก็ไม่อาจค้นหาหนทางโจนขึ้นมาได้
ฟิล กรีน อาจไม่เคยคิดถึงเรื่องช่องว่างและความแตกต่างเหล่านี้มาก่อน
เขาเป็นนักข่าวบ้านนอกที่เขียนคอลัมน์ได้น่าสนใจจนถูดเรียกตัวเข้ามาทำงานนิวยอร์ค
เขาย้ายมาพร้อมกับแม่ผู้เข้มแข็ง และลูกชายคนเดียวของเขา
ได้พบรักกับแคธี่ ม่ายสาวผู้ดีมีสกุล หลานสาวของบรรณาธิการ
ชีวิตดูราบรื่นอบอุ่น
จนกระทั่งเขาได้รับมอบหมายงานชิ้นแรก
เมื่อบรรณาธิการต้องการให้เขาเขียนเรื่อง การกีดกันยิว
ซึ่งไม่ใช่การเขียนเรื่องในมุมมองของข้อมูล ตัวเลข
แต่ในมุมมองที่มีหัวจิตหัวใจ บทความเชิงลึกที่เจาะเข้าไปในหัวใจคนยิว และคนเกลียดยิว
นั่นกลายเป็นงานใหญ่หลวงที่ทำให้กรีนต้องหนักใจ
และวิธีเดียวที่จะทำให้บทความนี้สมบูรณ์และมีหัวจิตหัวใจ
เขาจึงจัดการแปลงตัวเองเป็นคนยิว บอกทุกคนเว้นแต่คนสนิทว่าเขาเป็นยิว
เปลี่ยนป้ายนามสกุลเป็น กรีนสเบิร์ก
ใช้ชีวิตในฐานะยิว เพื่อที่จะได้ค้นพบว่าสำหรับคนยิวแล้ว
อย่าว่าแต่จะเขียนบทความเลย กระทั่งการมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ก็ดุจะเป็นเรื่องลำบากสาหัสสากรรจ์ กันเลยทีเดียว
..........................................................................
แต่แทนที่หนังจะนำเสนอเหตุการณ์บีบคั้นอารมณ์ผู้ชมโดยตรง
พาผู้ชมไปรับรู้ความรู้สึกถูกเหยียดหยามโดยตรง
และเจ็บแค้นแทนชาวยิว
หนังกลับเลือกที่จะดำเนินเรื่องด้วยเพียงบทสนทนา
ตลอดทั้งเรื่อง(เว้นแต่ในฉากโรงแรม)เราจะเห็นเพียง ฟิล กรีน สนทนา กับผู้คน
กับ แคธี่ กับแม่ กับ เดฟ เพื่อนรักของเขาซึ่งเป็นยิว กับแอนน์บรรณาธิการข่าวแฟชั่นของหนังสือ(celeste holms เล่นได้สง่า และ น่ารักจนได้ออสการ์ประกอบหญิงไปครอง) กับ บรรณาธิการ และกับเพื่อนร่วมงาน ที่ไม่ได้แสดงอาการออกมาตรงๆ
หากแต่เมื่อหนังดำเนินไปข้างหน้า
คนดูกลับรู้สึกได้ถึงภาวะการถูกกีดกัน โดยแทบไม่ต้องมองเห็นฉากเหล่านั้นตรงๆเลย
ตั้งแต่เรื่องเล็กๆอย่างนามสกุลที่ส่อไปในทางยิว (หรือเป็นคนต่างชาติเช่นเดียวกับ เลขาของฟิล ที่ต้องปกปิดสกุลจริง)
การได้รับการรักษาที่ไม่เท่าเทียมกัน (กระทั่งในหมู่หมอซึ่งมีทั้งยิว และหมอคริสเตียน)
การกีดกันที่มีแม้แต่ในหมู่คนที่ถูกกีดกันด้วยกัน ในฉากที่เลขาชาวต่างชาติของกรีน ดูถูกยิว ทั้งๆที่ตัวเองก็ถูกดูถูกเช่นกัน
ไล่เรื่อยไปจนถึงการถากถางด้วยวาจา ที่ทอมมี่ ลูกชายของฟิลได้รับ
นำมาซึ่งฉากสำคัญ ระหว่าง ฟิล กับ แคธี่
เมื่อแคธี่ปลอบทอมมี่ว่าไม่เป็นไร เราไม่ได้เป็นยิวจริงๆเสียหน่อย
และนั่นทำให้ฟิลหัวเสียเอามากๆ
เพราะที่แท้แล้วสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ได้อยู่ที่การดูถูกเหยียดหยามโดยตรง
หากมันอยู่กับผู้คนที่บอกว่าไม่เกลียดยิว
คนธรรมดาสามัญที่บอกว่ารักโลก และเอื้ออารีต่อโลก อย่างเท่าเทียม
แต่ก็ยังปล่อยให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวันโดยไม่ได้แก้ไข
บางที การรู้สึกว่า ดีจังที่ฉันไม่ได้เป็นยิว กลับซ่อนนัยยะการเหยียดยิวรุนแรงมากกว่า การแสดงการดูถูกออกมาตรงๆมากมายนัก
และความเอื้ออาทรจอมปลอม ที่เคลือบบนทัศนคติบิดเบี้ยวนี้สามารถส่งต่อไปถึงลูกหลานได้
ปลูกฝังทัศนคติ ดีใจจังที่ฉันไม่ได้เป็นยิว(ไม่ได้เป็นคนดำ ไม่ได้อ้วน ไม่ได้จน ไม่ได้โง่)ลงไปในใจเด็กๆ
นี่ต่างหากที่ทำให้การเหยียดหยาม กีดกันผู้คนยังดำรงคงอยู่
...........................................................
หนังได้การแสดงที่หนักแน่นของดารานำทุกคน โดยเฉพา Gregory peck (โดยส่วนตัว เขาเป็นดาราที่ชายผมชอบเป็นอันดับสองรองจาก james stewart) ที่มักได้รับบทผู้ชายหัวแข็งที่ยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม และต่อสู้เพื่อมันเสมอๆ ไม่ว่าจะใน to kill a mocking bird , the guns of navarone หรือแม้แต่หนังคาวบอยอย่าง Mckennas gold ( ซึ่งผมชอบเพลงประกอบมาก)
และในหนังเรื่องนี้เขาไม่ทำผู้ชมผิดหวัง ความ แมน- ของเขาผลักดันให้เราเอาใจช่วย(น่าแปลกที่ ความ-แมน- แบบนี้กลับไม่พบอีกแล้วในปัจจุบัน ที่เราให้นิยามใหม่สำหรับความ แมน - และความแมนแบบในหนังกลายเป็นความทึ่ม หัวโบราณไปแล้ว)
ในขณะที่ Dorothy Mcguire ดูอ่อนหวาน เป็นผู้ดี จนทำให้คนดูเข้าใจว่าทำไมเธอจึงมีความคิดความเชื่อแบบที่เธอเป็นอยู่
ในขณะที่ผู้หญิงที่โดดเด่นที่สุดในหนังกลายเป้น celeste holms ในบทแอนน์ เพื่อนผู้รู้ใจ และ anne reeves ในบทแม่ ผู้เข้มแข็ง ที่ทำให้เรารู้สึกว่าดีจังที่มีแม่แบบนี้
หนังโดดเด่นที่บทภาพยนตร์ บทสนทนาเฉียบคม ประกอบกับฝีมือการกำกับของ Elia kazaan (ซึ่งทำหนังดีๆไว้เยอะมาก ยกตัวอย่างเช่น on the water front , east of eden และ a streetcar named desire เป็นต้น ) และการเล่าเรื่องแบบเก่าที่ค่อยๆปูลักษณะตัวละคร แล้วบีบรัดคนดูช้าๆ นักดูหนังหน้าใหม่อาจมองว่าน่าเบื่อยืดยาด แต่หากใช้เวลากับมันสักนิดเราจะพบว่ามันส่งผลสะเทือนใจลึกซึ้งกว่าความหวือหวามากทีเดียว
..............................................................
ภาพยนตร์ เรื่องนี้ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1947 (และคว้าออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครอง)
ยุคสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สองใหม่ๆ ทั่วโลกยังระอุคุกรุ่นไปด้วยปมประเด็นการแบ่งแยกกีดกันทางเชื้อชาติ
หากแต่น่าแปลกจนถึงขั้นน่าตกใจยิ่งที่เราพบว่า แม้เวลาจะล่วงเลยไป 58 ปี
ประเด็นการกีดกันแบ่งแยกผู้คน ยังควงเป็นปัญหาสำคัญที่กัดกินผู้คน ไม่ว่าจะในอเมริกา หรือในที่ต่างๆทั่วโลก
ในฐานะของการเป็นหนังและในฐานะของหนัง มันอาจน่าตื่นเต้นที่เราได้พบว่าประเด็นของหนังยังคงสดใหม่จนเราสามารถมีอารมณ์ร่วมได้
หากแต่ในฐานะพลเมืองโลก มันกลับชวนให้ตระหนกว่าเอาเข้าจริงแล้ว ผู้คนไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย
แม้เราจะมีการศึกษา มีเทคโนโลยี มีการเชื่อมโยงข้อมูล มีเครื่องบินที่บินเร็วเหนือเสียง มีโทรศัพท์มือถืออันเล็กๆที่เป็นได้ทั้งคอมพิวเตอร์ และ กล้องถ่ายรูป
มนุษย์ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม
เหตุการณ์ที่ ฟิล กรีน และครอบครัว ประสบพบเจอ ยังดำรงคงอยู่ในโลกเราตอนนี้
อาจเพียงเปลี่ยนจากยิว เป็น คนดำ เป็นคนผิวเหลือง เป็นคนจน
เปลี่ยนจาก คริสเตียน ไปเป็นคนรวย คนบ้าอำนาจ และประธานาธิบดีบางประเทศ
ตัวละคร และฉากหลังอาจหมุนเวียนเปลี่ยน แต่เหตุการณ์ยังดำเนินซ้ำไม่รู้จบ
ไม่ว่าในปี 1947 หรือ 2005 ไม่ว่าเราจะอ้างว่าเรา วิวัฒน์ ไปสักเท่าไหร่
แท้จริงแล้ว เรายังวนเวียนอยู่ในอคติเดิมๆนั่นเอง ทั้งๆที่ นี่ต่างหากเป็นสิ่งที่เราต้องเร่งพัฒนาที่สุดแท้ๆ
.................................................................................
ชื่อ โลกของเราขาวไม่เท่ากัน ได้มาจากชื่อบทความของ คุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ หนึ่งในกองบก. Open นิตยาสารที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งของไทย และบทความชิ้นนี้เป็นบทคสามที่ผมชอบมากที่สุดชิ้นหนึ่งในนิตยสารเล่มนี้ครับ
ดูข้อมูลหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่ครับ
http://www.imdb.com/title/tt0039416/
ขออนุญาต กล่าวชื่นชม บริษัท ซีวีดีไว้ตรงนี้ที่ทำหนังอเมริกัน คลาสสิค หลายๆเรื่องออกมาให้ได้ดูกันครับ ชุดล่าสุดนี่ นอกจาก จะมีเรื่องนี้ยังมี all about eve (กรี๊ด!) และ an affair to remember (ใครที่เคยดู sleepless in seattle ต้องอยากดูเรื่องนี้แน่ๆ ) (ทั้งสามเรื่องตั้งชื่อได้เท่ มากครับ เรื่อง gentlemans agreement ตั้งชื่อว่า แอนตี้ยิว(ตรงตามหนังเป๊ะ) all about eve ตั้งชื่อว่า วิมานลวง(เก๋มาก) และ an affair to remember ตั้งชื่อว่า รักฝังใจ (ตรงสุดๆ) ก่อนหน้านี้ก็มีชุดสัตว์ประหลาด ชุด มารีลีน มอนโร และชุด เอลวิส เพรสลีย์ (วู้ววววว) มาให้ได้ชมกันแล้ว
นับเป็นโอกาสของนักดูหนังบ้านนอกของผมอย่างมากครับ
คารวะ ซีวีดี หนึ่งจอกครับ
เรื่องทำนองนี้สิ เศร้าจริงจัง และพี่เห็นด้วยค่ะที่ว่า มันไม่ได้อยู่ที่การดูถูกเหยียดหยามกันตรง ๆ แต่อยู่ที่คนที่กล่าวว่าตนไม่เกลียดยิว แต่ก็ไม่ได้ทำให้อะไร ๆ ดีขึ้น
ชื่อเรื่องฟังแล้วปวดใจ... เนอะ
#1 By Mrs. Holmes on 2005-09-12 23:12