SAW : life is a strange thing just when u know how to use it its gone*
posted on 30 Aug 2005 02:14 by filmsick in sickfilm
******************************************************
บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์
******************************************************
ในห้องปิดตาย
ชายสองคนถูกล่ามโซ่ผูกติดไว้กับท่อเหล็กอันเขื่อง คั่นกลางด้วยศพชายอีกคนในสภาพหัวแบะสมองไหล
พวกเขาไม่รู้ว่ามาที่นี่ได้อย่างไร ไม่รู้ว่าที่นี่มันที่ไหน ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพาพวกเขามา ไม่รู้ว่าถูกจับมาทำไม ไม่รู้กระทั่งว่า จะมีวันได้ออกไปจากห้องหรือไม่
ลอว์เรนซ์เป็นคุณหมอลุกหนึ่งที่กำลังระหองระแหงกับภรรยา แต่ชีวิตเขาก็จัดได้ว่าสุขสบายดี
อดัมเป็นช่างภาพ หลังงานเสร็จเขาเผลอหลับไปในห้องมืด และถูกจับมาจากบ้านของตัวเอง
ถูกจับมาขังในห้องสีขาวหม่นๆสกปรก พวกเขามีเพียงเครื่องเล่นเทป ปืน ลูกกระสุนหนึ่งนัด และเลื่อยสองอันเท่านั้น สำหรับการมีชีวิตรอด ซึ่งนั่นไม่มากพอ เพราะกติกามีว่า ใครคนใดคนหนึ่งต้องถูกฆ่าเพื่อให้อีกคนได้รอดไป!
Saw เป็นหนังเรื่องแรกของสองคู่หู เจมส์ หวัง และ ลีห์ วานเนลล์ ซึ่งทั้งคู่เขียนบท และกำกับร่วมกัน โดยลีห์ วานเนนลล์ นั้นขยับมารับบทนำ อีกต่างหาก (ในบทของอดัม)
หนังเล่าเรื่องในรูปรอบเดียวกับ seven หนังเจ็ดข้อต้องฆ่าอันลือลั่นของ เดวิด ฟินเชอร์
เล่าเรื่องของฆาตกรโรคจิตที่มีวิธีการฆ่าอันแปลกประหลาดพิสดาร และสยดสยอง โดยไม่ได้มีเป้าประสงค์เพียงเยียวยาภาวะโรคจิตของตน แต่มุ่งหวังสอนสั่งสังคม
-คนสมัยนี้แค่สะกิดไหล่มันไม่สนใจหรอก ต้องตะโกนดังๆ ตบหัวแรงๆ จอห์น โด ฆาตกร-ฆ่าล้างบาป- ใน seven บอกไว้เช่นนั้น
และใน saw นอกจกหนังจะดำเนินเรื่องในรูปรอบเดียวกัน กับ seven (ฆาตกรเป็นชายลึกลับ มีวิธีการฆ่าอันแปลกประหลาดตามรูปแบบชีวิตของเหยื่อ และมีมุ่งหวังสั่งสอนผู้คน) หนังยังมีความคล้ายคลึงในส่วนของ เป้าประสงค์ในการฆ่า เพราะหากใน seven เป้าประสงค์คือการ ชี้ให้เราเห็น ถึง บาปเจ็ดข้อในไบเบิ้ล และการทำบาป หรือกระทั่งการละเลยผู้กระทำบาป ทำให้เราเองก็บาปไม่แพ้กัน ใน saw หนังกลับมีศีลธรรมอันมืดหม่นว่า ในทุกวันนี้เรารู้ซึ้งถึงคุณค่าของการมีชีวิตน้อยเหลือเกิน และวิธีที่จะทำให้เราเห็นคุณค่าชีวิตตนมีเพียงวิธีเดียวนั่นคือพาเราไปยังจุดจบของชีวิต
หนังอุดมไปด้วยฉากการฆาตกรรม วิจิตรพิสดาร และพลอตหักมุมชนิดตั้งตัวกันไม่ติด ทำให้คนดูเพริดไปกับเรื่องราวจนลืมคิดไปว่าเนื้อแท้หนังกำลังตบหน้าเราอยู่
ใน saw เหยื่อ ของ ฆาตรกร jigsaw (ฆาตกรมักเฉือนหนังบางส่วนของเหยื่อเป็นรูปจิ๊กซอว์) เหยื่อประกอบด้วย ไอ้หนุ่มชอบฆ่าตัวตาย ที่โดนสั่งสอนด้วยการให้ไต่กรงใบมีด หรือ ไอ้หนุ่มนักแสร้งป่วยที่โดน เผาทั้งเป็นบนพื้นที่เต็มไปด้วยกระจกขณะหารหัสเปิดเซฟชีวิต บนผนัง และ อีสาวขี้ยาที่ต้องผ่าท้อง คนเป็น เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกฉีกปาก
-คนส่วนมากมองไม่เห็นคุณค่าชีวิต เจ้าฆาตกร ประกาศกร้าวในช่วงท้ายเรื่อง แล้วลงมือสอน บรรดาผู้คนที่ใช้ชีวิตราวกับเป็นเพียงของใช้ราคาถูก ด้วยการสอนให้รู้จักกับการไร้ชีวิต !
คุณหมอ กับ อดัม ก็เช่นกัน คุณหมอคอยตัดสินชี้เป็นชี้ตายชีวิตผู้อื่น โดยไม่เคยสนใจว่าบรรดาผู้คนเหล่านั้นก็ล้วนมีชีวิต ในขณะที่งานของอดัม อาจเป็นการทำลายชีวิตผู้อื่น โดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
และที่น่าตกใจที่สุดอยู่ในฉากท้ายเรื่อง หลังการเล่นเกมเอาเถิดเจ้าล่อ ระหว่าง เหยื่อทั้งสอง กับ ฆาตกร ผู้คุมเกมอย่างเงียบเชียบ ในที่สุด ทั้งคู่ก็ถูกบีบให้เล่นไปตามเกม ของความห่วงใยในชีวิต ของผู้อื่น(ทีก็เช่นกัน มักไม่มองเห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง) แต่แทนที่หนังจะบอกว่า มาเห็นคุณค่าชีวิตตัวเองกันเถอะ บทจบของหนังกลับไปไกลกว่านั้นด้วยการบอกว่า วิธีที่เราจะเอาตัวรอดได้ ไม่ใช่แค่ต้องเห็นคุณค่าของตนเอง แต่อาจหมายถึง การลดทอนคุณค่าของผู้อื่นลงไป!-
เพราะในที่สุด คนที่รอดจาก เกมชีวิต นี้ มีเพียงคนเดียว และคนนั้นไม่ใช่อดัม หรือคุณหมอ (ในสภาพขาข้างเดียวคุณหมอไม่น่ารอดไปขอความช่วยเหลือ ขณะที่อดัม นั้นไม่รอดแน่ๆ) หากแต่เป็น อมันด้า
สาวขี้ยา ที่ถูกจับใส่ที่ครอบปาก ที่กำลังถ่างออกตามเวลา
เพราะวิธีที่เธอรอด คือการผ่าท้องผู้ชายคนหนึ่งซึ่งยังไม่ตาย ! เพื่อเอากุญแจที่อยู่ข้างใน
หนังบอกกับเราว่า บางครั้งกระทั่งการตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง ก็ไม่เพียงพอเสียแล้ว หากอยากมีชีวิตสืบต่อก็มีแต่ต้องพรากชีวิตผู้อื่นเท่านั้น!
หนังตั้งชื่อเรื่องว่า saw ซึ่งในที่นี้หมายถึง เลื่อย(ที่กลายมาเป็นไม้เด็ดของหนัง) แล้วยังหมายถึง การจ้องมอง อีกด้วย และหาภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ-การจ้องมอง- ชะตากรรม ของ-เหยื่อ- ผู้ซึ่งถูกสั่งสอนถึงคุณค่าการใช้ชีวิต ด้วยการจบชีวิตลงเสีย นัยยะหนึ่งเราสนุกกับมัน เพราะนั่น-ไม่ใช่- ชีวิตเรา หรือชีวิตของคนที่เรารัก หนังตบกะโหลกสั่งสอน ว่าเราต้องรักชีวิตให้มาก แต่ก็เหยียดหยามเราว่า รักชีวิตด้วยการเชิดชูชีวิตตัวเองเหนือกว่าคนอื่นน่ะสิ
ดังนั้น การจ้องมอง ครั้งนี้จึงนำพาความขนหัวลุกมาให้ ไม่ใช่เพราะเรื่องราวหรือภาพอันสยองขวัญ หากแต่ เป็นเพราะเรากำลัง-จ้องมอง- เข้าไปในใจของเรา หัวใจที่มีเลื่อยอยู่หนึ่งอัน ไม่ใช่สำหรับเลื่อยขาตนเอง แต่สำหรับเลื่อยขาผู้อื่นต่างหาก!
F O O T N O T E
* ชื่อบทความ ได้จากเนื้อเพลง hello (turn your radio on) โดย shakespear s sister
edit @ 2005/08/30 02:19:54
edit @ 2005/08/30 02:21:38
ถึงแม้จะเป็นบทเรียนที่โหดร้ายไปหน่อย
แต่มันก็ทำให้เราได้คิดอะไรเยอะขึ้น
#1 By ข้าวปุ้น on 2005-08-30 02:20