เราทุกคน ที่แท้ก็เป็นเพียงผงฝุ่นในสายลม

บางทีหนังเรื่องนี้อาจอยากบอกเราเช่นนั้น

...................................

นี่คือหนังที่เล่าเรื่องของ หวัง และเหวิน สองผงฝุ่นหนุ่มสาวจากดินแดนชนบทของไต้หวัน ที่ถูกสายลมของโชคชะตา และความแร้นแค้นทุกข์เข็ญพัดพาพวกเขาให้โดยสารรถไฟเข้ามาทำงานในไทเป ก่อนหน้านี้พวกเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนซื่อ และเด็กสาวไร้เดียงสา เติบโตมาด้วยกันท่ามกลางดินแดนชนบท เมื่อเรียนจบมัธยม หวังเข้ามาไทเปก่อน เพื่อมาหางานทำ ได้งานเป็นลูกจ้างโรงพิมพ์ที่โดนโขกสับทุกเมื่อเชื่อวัน ก่อนที่เหวินจะตามเข้ามาทำงานเป็นสาวโรงงานเย็บผ้า และสายลมแห่งโชคชะตายังคงเล่นงานเด็กหนุ่มสาวคู่นี้ไม่หยุดหย่อน ทั้งความยากลำบากของชีวิตในเมืองใหญ่ ความหนักหนาสาหัสของการงาน หวังไม่เคยบอกรักเหวิน แต่เขาคอยดูแลเธอเสมอ และในยามที่เข้าป่วยไข้เหวินก็มาคอยเฝ้าพยาบาล แต่สายลมแห่งโชคชะตายังไม่หยุดเล่นตลก เมื่อหวังโดนหมายเกณฑ์ไปเป็นทหารในเกาะแก่งห่างไกล ทิ้งเหวินไว้เพียงลำพัง กลางเมืองใหญ่ เวลาล่วงผ่านไปสามปี สายลมของความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว ทำให้เหวินแต่งงานไปกับใครคนอื่น เพื่อนที่เคยอยู่ไทเป ก็ล้วนต่างถูกสายลมพัดพาให้ต่างต้องซัดเซพเนจรไปไม่รู้หน สายลมพัดพาหวังกลับมาบ้าน รถไฟเปิดหวูด ทิ้งท้ายมาแต่ไกล ในเสียงหวูดนั้น ไม่อาจทราบได้ว่าชิวิตของหวังจะถูกพัดพาไปไกลเพียงไร

....................................................

โหว เสี่ยว เชี่ยน ผู้กำกับคนดังของไต้หวันทำหนังเรื่องนี้ขึ้นในปี 1987 ว่ากันว่าในบรรดาหนังรุ่นแรกของเขาทั้งหมด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาพอใจน้อยที่สุด บางทีอาจเพราะในบรรดาหนังของโหว เสี่ยวเชี่ยน ทั้งหมด หนังเรื่องนี้ดูมีเนื้อเรื่องบีบคั้นผู้คนมากที่สุด

แต่อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยวิธีการของโหวเสี่ยวเชี่ยน หนังวางกล้องในระยะไกลและ กันให้คนดูเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ ตัวละคร กระทำการสามัญเช่น กินข้าว สูบบุหรี่ พูดคุย หรือกระทั่งเหม่อลอยไปไกลแสนไกล หากแต่นั่นคือการปล่อยให้คนดูซึมซับเหตุการณ์ด้วยตนเอง และให้แก่นสารของเรื่อง ไหลผ่านตัวเราโดยไม่ต้องกล่าวออกมาตรงๆ

หนังอาศัยรถไฟ เป็นเสมือนตัวแทนของความเปลี่ยนแปลง มีฉากสถานีรถไฟอยู่หลายครั้ง กระทั่งฉากแรกของหนังก็ปรากฏขึ้นในขบวนรถไฟ เมื่อทั้งคู่โดยสารรถไฟกลับบ้าน และเหวิน พูดดรื่องทำข้อสอบไม่ได้ ขณะที่หวังช่วยเธอถือข้าวของ ความรัก ความเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างถูกบรรจุลงในฉากง่ายๆนี้จนหมดสิ้น และ นาฬิกาเป็นอีกตัวแทนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลง ทุกครั้งที่มีการจับภาพสถานีรถไฟ กล้องจะเริ่มต้น ที่ภาพของนาฬิกา ทั้งฉากการมารอรับพ่อ การมารอรับเหวิน และตัวหวังเองก็ได้รับนาฬิกากันน้ำเรือนหนึ่งจากพ่อ เข็มนาฬิกาล้วนอาจหมุนวนที่เดิม แต่เวลาเดินทางไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง กระแสลมของชีวิต พัดพาผงฝุ่นเช่นหวังและเหวินให้กระจัดกระจายไปตามเรี่ยวแรงกำลังของตน เมื่อจดหมายของเหวินเดินทางมาถึงเกาะแก่งห่างไกล หวังก็ได้แต่ซบหน้าร้องให้กับนาฬิกาเรือนนั้นเพียงลำพัง

หนังไม่ได้แสดงชัดเจนว่าหวังกับเหวินรักกัน ไม่มีฉากแสดงความรักเลยในหนังเรื่องนี้ แต่หนังกลับให้คนดูรู้สึกได้เอง เมื่อหวังไม่พอใจทีเหวินดื่มกับเพื่อนของเขา หรือ เมื่อหวังป่วย เหวินก็เดินทางมาดูแล (แต่ไม่ได้มีฉาก วาบหวามเลยแม้แต่ฉากเดียว)

ในหลายครั้ง หนังมักทอดสายตาของกล้องไปยังหุบเขาเขียวขจี ที่ยื่นทอดออกไปในทะเล ซึ่งฉากเช่นนี้ก็ปรากฏใน city of sadness หนังอีกเรื่องของโหว บ่อยครั้ง หากนั่นคือภาพฉายภูมิทัศน์ของประเทศไต้หวัน ประเทศเล็กๆที่ล้วนตกอยู่ภายใต้กระแสเชี่ยวกรากของชะตากรรม

ไต้หวันถูกยึดครองโดยญี่ปุ่นร่วมห้าสิบปี จนกระทั่งพ่ายสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นคืนไต้หัวนให้แผ่นดินใหญ่ ในสมัยการปกครองของพรรคก๊กมินตั๋ง มิคาด เฉิน อี้ ตัวแทนที่ส่งมาปกครองไต้หวันนกลับรีดนาทาเร้น กดขี่ข่มเหงผู้คนรุนแรงจนเกิดกรณีจลาจล เนื่องจาก ความตายของหญิงผู้หนึ่ง ยังผลให้ นักศึกษา ผู้นำชุมชน และปัญญาชน ลุกขึ้นต่อต้านและการปราบปรามครั้งใหญ่ ต่อเนื่องยาวนานหลายปี (รายละเอียดเหล่านี้ถูกใส่ไว้ในฉากหลังโดยแทบไม่กล่าวถึงหากส่งผลกระทบสำคัญยิ่งของcity of sadness) และกระทั่งตัวของโหวเสี่ยวเชี่ยนเอง เขาก็เป็นคนแผ่นดินใหญ่ที่มาเติบโตบนไต้หวัน และพยายามกลับไปยังแผ่นดินแม่หลายครั้ง แต่ไม่อาจอยู่ได้ความแปลกแยกต่อสถานที่ ถูกถ่ายทอดมายังตัวละครในหลายต่อหลายเรื่องของเขา รวมถึงเรื่องนี้ด้วย และถ้าเป็นเช่นนั้น ทั้งหวัง เหวิน โหว และ ประเทศไต้หวัน ใช่หรือไม่ที่ล้วนต่างเป็นผงฝุ่นในสายลม

เสียงหวูดรถไฟ ในท่ามกลางภูมิประเทศในฉากสุดท้าย บอกเล่าความเปลี่ยนแปลง ที่ยังคงต้องมาถึง จากความรุนแรงของการปฏิวัติ จนถึงหารดิ้นรนในโลกเสรีนิยม ของหวังและเหวิน

กระทั่งเราเองก็เป็นเพียงผงฝุ่นในสายลม

เมื่อเสียงหวูดชีวิต กู่เพรียก เราก็จำแต่ต้องล่องลอยไปอย่างไม่รู้ทิศทาง

.......................................

F O O T N O T E

ดูข้อมูลของหนังได้ที่นี่ครับ

http://www.imdb.com/title/tt0091406/

ผมเคยเขียนถึงcity of sadness ไว้ ดูได้ที่นี่ครับ

http://www.bioscopemagazine.com/review/index-in.php?id=15420&wording=city%20of%20sadness


-

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อึ๋งงง
ชอบ คุน Filmsick จังง่ะ
แบบว่าชอบหนังนอกกระแส
แต่ มะค่อยได้มีโอกาสดูงือๆ
ว่าแต่ แล้ว Noi albinoi อ่า =[]\=

#1 By |tO tRy Not on 2005-08-08 23:23

http://filmsick.exteen.com/20050530/noi-albinoi

ทางนี้ครับ

#2 By filmsick on 2005-08-08 23:57

หึหึ... หลายสิบปีก่อน พี่ฟังเพลง Dust in the wind แล้วก็เลยเขียนลงในสมุดบันทึกไว้ว่า เราก็แค่ฝุ่นผงในสายลม

ขอบคุณนะคะ หนังเรื่องนี้น่าสนใจ

#3 By Mrs. Holmes on 2005-08-09 09:23