เสือ ร้อง ไห้ : นักสู้คนเศร้า
posted on 29 Jul 2005 13:51 by filmsick in made-in-thailandชีวิต แ ม่ ง ! บัดซบ
แมน หัวปลา รำพึงประโยคนี้ออกมาครั้งหนึ่ง
และนั่นดูเหมือนจะเป็นคำพูดแทน คนทุกคนที่อยู่ในสารคดีเรื่องนี้
สารคดี เสือร้องให้- เล่าเรื่องของชีวิตบรรดาลูกอีสานที่เข้าเมืองมาหา-ชีวตที่ดีกว่า-ในกรุงเทพ
เพื่อจะพบว่าบางทีมันอาจไม่มีอยู่จริง
หนังติดตามชีวิตของ แมน หัวปลา เด็กหนุ่มที่เข้ามาเป็นคนโบกรถในร้านอาหารซีฟู้ด และชีวิตระหกระเหินของเขา จากคนงานชั้นล่าง ไปเป็นเด็กเก็บของในคณะตลก ถูกทดสอบความเข้มแข็งของชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า
หรือ เนตร ผู้ผันตัวเองจากการเป็นกุ๊ก เขาบอกแม่ว่ามาเป็นดารา ทั้งๆที่ที่จริงมาเป็นสตั้นท์แมน เจ็บแทนคนอื่น และเป็นตัวประกอบอดทน ในหนังเรื่องต่างๆ
หรือพี่อ้อย คนขับรถแทกซี่ ผู้มีความใฝ่ฝันเพียงอยากขับรถบรรทุก
หรือ พรศักดิ์ ส่องแสง นักร้องดังผู้ผ่านทั้งช่วงชีวิตรุ่งโรจน์ และโรยรามาแล้ว
..........................................
และงานสารคดี ผีมือ สันติ แต้พานิช อาจ เฝ้าติดตามชีวิตของคนชั้นล่างที่ไม่ได้เป็นคนประสบความสำเร็จใดๆ
ชีวิตเล็กๆที่ดิ้นรนอย่างเงียบเชียบหนักหน่วงเพียงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าทั้งสำหรับตัวเองและครอบครัว
ในโลกใบที่เขาไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่ได้กระทั่งเป็นส่วนหนึ่ง
หนังใช้ตัวเอกหลักๆสามตัว ในฐานะของคนยากจน รู้น้อย และไม่สามารถไปได้ไกลในโลกที่ถูฏขับเคลื่อนโดยทุน และระบบการศึกษาบูดๆเบี้ยวๆ
ชีวิตของแมน เนตร และ พี่อ้อย เป็นเพียงแรงงานที่ถูกมองอย่างไร้ค่า
ภาพผ่านของผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่เราไม่เคยแม้จะใส่ใจเหลียวมอง
ราวกับว่าไม่เคยมีอยู่
พรศักดิ์ ส่องแสง
หนังแทรกชีวิตของตัวเอกทั้งสามด้วยการสัมภาษณ์ พรศักดิ์ ส่องแสง นักร้องเพลงลูกทุ่งผู้เคยโด่งดัง ในอดีต เคยเล่นดนตรีมาแล้วทั่วโลก และเคยร่วงโรยสู่จุดจากพรากของชื่อเสียง
พรศักดิ์ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับ เนตร แมน หรือ พี่อ้อย
แต่เขาอยู่ในฐานะผู้เคยแผ้วถางทางมาก่อน เรียนรู้สุขทุกข์มาก่อน
แววตาโชนประกายยามพูดถึงความสำเร็จในอดีต และเงียบเชียบ เจ็บปวดยามพูดถึงอนาคต
พรศักดิ์ทำหน้าที่สรุป ที่มา และที่ที่จะไปของบรรดาผู้ดิ้นรนทั้งหลาย
เมื่อเขาเฝ้าฝันถึงการกลับบ้านเกิด (ขณะถูกสัมภาษณ์ในห้องของโรงแรมม่านรูด) และพูดถึงสังคมที่ สวมมงกุฎ-เข้าหากัน
บางครั้งความสำเร็จไม่ได้มีแต่ด้านสวยงาม
ในช่วงท้ายหนังอาจดูราวกับจบลงอย่างสวยงามเมื่อทุกคนได้เป็นอย่างที่อยากเป็น
แต่ใช่หรือไม่ที่มันแลกมาด้วยการสูญเสียแม่ ของ แมน การสูญเสียเพื่อนของเนตร ภาพความสูญเสีย เอาเข้าจริงมีขนาดใหญ่โตและส่งผลกระทบมากกว่าความสำเร็จของพวกเขาความสำเร็จเพียงเล็กน้อยอาจเป็นเพียงแค่น้ำหล่อเลี้ยงให้พวกเขามีชีวิตสืบต่อ เพื่อก้าวข้ามความเจ็บปวดนั้น
เพลงลูกทุ่งร่วมสมัย
หนังเรื่องนี้โดดเด่นด้วยการเลือกใช้เพลงลูกทุ่งร่วมสมัยเป็นหัวใจหลักในการเดินเรื่อง
บางเพลงบอกเล่าชีวิตเปลี่ยวเหงา บางเพลงบอกถึงการกลับบ้าน บางเพลงเล่าถึงความรักหักพัง ตัวเอกเกือบทั้งหมดชอบร้องเพลง เพื่อคลายความทุกข์เศร้า และทุกเพลงที่หนังเลือกมา ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นเพลงๆหนึ่ง แต่ยังสะท้อนถึงชีวิตของพวกเขาได้จริงจนเจ็บอีกด้วย
และนี่คือหน้าที่ และ อำนาจ ที่เพลงลูกทุ่ง มีต่อสังคมไทยมาตลอด
และเพลง คิดถึงพี่ไหม- เพลงเก่าแก่ของ ศรคีรี ศรีประจวบ ซึ่งถูกเลือกมาเป็นเพลงปิดระหว่างการกลับบ้านของพวกเขา ไม่ได้มีความหมายแค่ชายหนุ่มร้องให้หญิงคนรัก ภาพท้องฟ้าที่เปิดกว้าง (ขณะที่ตลอดเรื่องภาพท้องฟ้ามักถูกปิดกั้นตลอดเวลา และเนื้อหาเพลงที่พูดถึงความคิดถึงชองคนไกล ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลง ที่เศร้าหมอง และสวยงามอย่างร้ายกาจ (สารภาพว่าผมน้ำตาซึมใส่เพลงนี้เป็นคำรบสอง หลังจาก มนต์รักทรานซิสเตอร์ เคยเลือกเพลงนี้มาบีบหัวใจผมก่อนหน้านี้)
บ้านที่กลับไม่ได้และหน้าต่างที่เล็กแคบ
หนังเล่าถึงตัวละครผู้ดิ้นรนในเมืองหลวง
คิดถึงบ้านทุกลมหายใจแต่ไม่อาจกลับไปได้
เพราะการล่าถอยกลับบ้านของพวกเขา ไม่ได้มีความหมายแค่การกลับไปพักผ่อนชั่วครู่ชั่วยาม แต่มันหมายถึงความล้มเหลวของการต่อสู้ แมนบอกว่า อายเขาที่ไม่มีเงิน มันไม่ได้หมายความอย่างง่ายเพียงแค่ว่าเรื่องของการเห็นแก่เงิน แต่มันหมายรวมเอาถึงศักดิ์ศรีของนักสู้อีกด้วย เมื่อจากไปก็ไม่ควรหวนกลับจนกว่าจะประสบชัยชนะ
และในทุกการเล่าเรื่องกล้องมักแพนภาพไปยังบานหน้าต่าง
ในห้องของแมนมีเสื้อผ้าแขวนติดราวลูกกรง ในห้องของพรศักดิ์ มีม่านเก่าแก่ขาดวิ่น นอกกระจกรถพี่อ้อยท้องฟ้าบนถนนกรุงเทพถูกซ้อนทับด้วยทางด่วนยกระดับ ปิดฟ้าสีส้มจนหมองเศร้า
บานหน้าต่างคือทางออกสู่อิสรภาพของการมีชีวิต ทางออกนั้นก็ช่างเล็กแคบ และเจ็บปวดเกินกว่าจะก้าวพ้นได้โดยง่าย
ขณะเรามองดูชีวิตของพวกเขา มีคำถามผุดขึ้นในใจว่าทำไมเพวกเขาถึงต้องมาที่นี่ ทำไมพวกเขาจึงไม่อยู่-บ้านเกิด- ของตัวเอง
เพื่อความร่ำรวย เพื่อชื่อเสียงหน้าตา เพื่อเงิน เป็นเหตุผลง่ายๆที่อาจมีคมมากพอจะบาดทุกผู้คน
เพราะลึกลงไปภายใต้เหตุผลเหล่านั้น ซ่อนนัยยะทางการเมืองหลายประการเอาไว้
ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งว่า ที่แท้ นี่อาจเป็นภาพความบิดเบี้ยวของโลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบทุน
เราอาจไม่ได้เห็นบ้านเกิดของพวกเขา แต่เราเองคงรับรู้อยู่เต็มอก ว่าทุกข์เข็ญ แร้นแค้นของชนบทเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และไม่ได้รับการแก้ไขไดๆนอกจากการกระทำซ้ำซ้อนโดยรัฐ นอกเหนือไปจากภาพของคนเล็กๆสามสี่คนในหนัง เราเห็นตัวอย่างได้ทั้งจากเรื่องของยายไฮ หญิงชราผู้หวงแผ่นดิน และถูกกระทำซ้ำซ้อนจากการจัดการของรัฐ จนลูกหลานต้องแตกกระสานซ่านเซ็นเข้ามาหางานทำในเมืองหลวง
หากการพัฒนาประเทศ มีอยู่จริง มันก็ไม่ได้กระทำการอื่นใดนอกจากพรากลูกหลานออกจากบรรพบุรุษ ออกจากแผ่นดินเกิด และส่งพวกเขามาอ้างว้างเปลี่ยวเหงา กลางเมืองใหญ่ กลายเป็นส่วนเกินที่คนเมืองรังเกียจทั้งๆที่พวกเขาคือผู้รับภาระสิ่งที่คนเมือง ไม่ยอมทำ
ว่ากันว่า การจัดระบบการศึกษาอาจเป็นปัญหาใหญ่โต แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ได้ฆ่าตัดตอนลูกหลานของเกษตรกร ด้วยการส่งพวกเขาเข้าสู่ระบบการศึกษา ที่แปรรูปให้เด็กๆกลายเป็นผลผลิตสำหรับรองรับงานอุตสาหกรรม ในฐานะลูกจ้าง ในโรงเรียนไม่มีการสอนให้เด็กๆรู้ว่าพอ่แม่ของพวกเขากระทำสิ่งใด ชุมชนของเขาเป็นเช่นไร หากแต่ได้หลอมละลายความคิดของพวกเขา หลายคน เมื่อหลุดพ้นจากระบบการศึกษาก็กลายเป็นคนเมืองสมบูรณืแบบที่ไม่อาจกลับคืนเรือนของตนได้
ผมไม่รู้ว่าที่ผมคิดขณะดูมันเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ มันเป็นอคติต่อระบบทุน และเป็นการขวางโลกที่กำลังพัฒนาหรือเปล่า
ชีวิตของเนตร แมน พี่อ้อย อาจเป็นตัวอย่างของความล้มเหลวในความพยามพัฒนาที่ปล่อยให้ประชาชนต่องดิ้นรนกันอย่างยากลำบาก
หรือมันอาจเป็นแค่ ภาพผ่านของผู้คนที่ต่างดิ้นรนเพื่อความฝันของตน เป็นคน ที่แค่อยากได้อยากมีเช่นคนทั่วไป
บางทีคำตอบอาจอยู่ในสายลมก็เป็นได้
.................................................................
ท้องฟ้าที่เปิดกว้าง
เรือนชานอันอบอุ่น
หากใครได้ดูคนค้นคนตอน สงกรานต์ของลูกอีสาน(ซึ่งเป็นตอนที่สะท้อนภาพสังคมไทยได้ดีที่สุดตอนหนึ่ง คงพอเข้าใจ
ความสำเร็จขอนักสู้ ไม่ได้อยู่ที่ความร่ำรวยหรือการมีชื่อเสียงดอก
มันอาจเพียงคือการกลับคืนแผ่นดินมาตุภูมิ และได้กราบเท้าบุพการีขณะที่ท่านยังมีลมหายใจ ก็เป็นได้
FOOTNOTE
คารวะคุณ สันติ แต้พานิช มาตรงนี้หนึ่งจอกครับ ที่ทำหนังเรื่องนี้ออกมา
โดยส่วนตัวปีนี้เป็นปีที่ผมชอบหนังไทยหลายเรื่อง เพราะในที่สุดหนังไทย ก็พูดถึงเรื่องที่ควรพูดเสียที เรื่องของผู้คน ที่เป็นเจ้าของประเทศตัวจริง เรื่องของคนทุกข์ (นับจนถึงตอนนี้ เฉิ่ม- ยังเป็นหนังที่ผมชอบที่สุดในรอบปีครับ โดยมี เหมืองแร่ และ เสือร้องให้ ตามมาไม่ไกลนัก)

#1 By Mrs. Holmes on 2005-07-29 15:46