****************************

บทความชิ้นนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ ครับ

*****************************

ลมพัดเสื้อผ้าปลิวไสว

แสงแดดตกกรระทบรถไฟ

นอนแผ่บนพื้นบ้านร้องถามมื้อเย็นกับแม่

หลับไปโดยไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า

แล้วตื่นมากินข้าวกลางดึก

ดื่มนมอุ่นๆในคืนฝนตก

นั่งเหม่อในร้านกาแฟ

สายลมล้อเล่นกับใบไม้ ในแดดบ่าย

หรือการฟังเสียงรถไฟกับใครสักคน

โมงยามเรียบง่าย หากสงบงดงาม คือภาพทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้

ซึ่งจริงๆแล้วเพียงเล่าเรื่องของ โยโกะ หญิงสาวผู้ซึ่งกลับบ้านเกิดมาเพื่อเขียนเรื่องนักดนตรีชาวไต้หวันคนหนึ่ง

เธอกำลังท้อง แต่ไม่อยากแต่งงานกับพ่อเด็ก

เธอกลับมาใช้ชีวิตตามลำพัง ไปเยี่ยมพ่อแม่ ไปเก็บข้อมูล ไปนั่งเล่นร้านกาแฟ และผูกสัมพันธ์ กับฮาจิเมะ หนุ่มเจ้าของร้านหนังสือมือสอง ผู้เงียบขรึม และหลงรักรถไฟอย่างสุดจิตสุดใจ

และนี่คือผลงาน เงียบ เรียบ ง่าย ในรูปแบบของ โหว เสี่ยว เชี่ยน ผู้กำกับชาวไต้หวันคนดังที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของ การทำหนังแบบ มาเสเตอร์ชอต เคลื่อนกล้องแต่เพียงน้อย วางกล้องจากระยะไกล ให้คนดูทำหน้าที่เสมือนผู้สังเกตการณ์มากกว่าจะมีส่วนร่วม หนังของโหวเสี่ยวเชี่ยน มักมีเหตุการณ์เกิดขึ้นบนจอไม่มากนัก แต่สิ่งที่สำคัญจะอยู่ใน ที่ว่าง ที่เขาเว้นไว้ให้ ช่องว่างขนาดใหญ่นั้นจะกลืนกินคนดูช้าๆ (ถ้าไม่หลับไปเสียก่อน) จนเราค้นพบว่าในที่สุดเราก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในนั้น และรับรู้เนื้อเรื่อง (ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบนจอ)อย่างเข้าถึง ซึ่งความโดเด่นดังกล่าวนั้น ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากปรมาจารย์ ผู้กำกับชาวญี่ปุ่นผู้ล่วงลับนาม ยาสึจิโร่ โอสุ

หาก ยาสึจิโร่ โอสุยังคงมีชีวิตอยู่ ในปี 2003 นี้เขาจะมีอายุ ครบ 100 ปี ด้วยการณ์นี้ โหวเสี่ยวเชี่ยน จึงได้ชักชวนผู้กำกับอีกสองท่านมาร่วมกันทำหนังเพื่อคารวะ 100 ปี โอสุ น่าเสียดาย ที่ผู้กำกับสองท่าน(ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใคร )ได้ถอนตัวออกไปเสียก่อน จึงเหลือเพียงโหวเสี่ยวเชี่ยน กับหนังเรื่องนี้

แต่แทนที่โหวเสี่ยวเชี่ยนจะทำหนัง บูชาครู- ด้วยการลอกเลียน วิถีแบบโอสุ (เช่นการวางมุมกล้อง ทาตามิชอต อันลือลั่น หรือการจัดวางองค์ประกอบภาพแบบ ธรรมชาติ แต่ผ่านการจัดวางมาอย่างดี หรือ การเล่าเรื่องความไม่สมประสงค์ของชีวิต เรื่องความจริงของ การมีครอบครัว) เขากลับเลือกตั้งโจทย์ให้น่าสนใจมากขึ้นว่า ถ้าหากโอสุยังมีชีวิตอยู่ เขาจะถ่ายทอดชีวิต ของผู้คนในยุคปัจจุบันออกมาได้อย่างไร

และหนังเรื่องนี้ดูจะเป็นการตอบโจทย์ ที่ทำได้อย่างน่าทึ่ง

หากมองในฐานะของ โอสุ

ตัวละครอย่างโยโกะ แทบไม่ได้ต่างอะไรจากตัวละคร ที่มักรับบท โดย เซตสึโกะ ฮาระ ดาราหญิงคู่บุญของ โอสุ บทของเธอมักเป็นเด็กสาวเรียบร้อย สง่างาม หากแต่เข้มแข็ง และกล้าตัดสินใจ ใน early summer เธอตัดสินใจแต่งงานกับชายที่เธอรัก และไปอยู่กัดก้อนเกลือกินกับเขา หรือยืนหยัดที่จะเป็นหญิงม่ายสามีตายใน tokyo story เพียงแต่ในยุคปัจจุบัน การแต่งงานกลับกลายเป็นตรงกันข้าม เมื่อโยโกะ เข้มแข็ง พอจะ มีชีวิตอยู่เพียงลำพัง โดยไม่พึ่งพาผู้ชาย

ในขณะที่ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวนั้น ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะแทนที่โหวเสี่ยวเชี่ยนจะจำลองครอบครัวแสนสุขมา เขากลับเลือกมองมันจากมุมมองปัจจุบัน แม่คนที่เลี้ยงโยโกะ ไม่ใช่แม้ที่แท้จริงของเธอ และเธอเองก็ไม่ได้อยู่กับครอบครัวเหมือนในหนังของโอสุ แต่ครอบครัวของเธอก็จัดอยู่ในแบบฉบับของโอสุ คือยังคงเป็นครอบครัวที่ห่วงหาอาทรกันและกันเสมอ (ฉากน่ารักมากๆฉากหนึ่งคือตอนที่โยโกะหลับไป เธอตื่นมากินข้าวตอนดึก โดยมีแม่มานั่งดูแลเธอ ) หรือพ่อผู้ห่วงใยแต่ไม่ออกปาก ชวนให้ระลึกถึงบทบาทของ ชิสุ เรียว อีกหนึ่งดาราคู่บุญของโอสุ

ความห่วงใยที่ครอบครัวมีต่อชีวิตของเด็กหนุ่มสาวของพวกเขา (ซึ่งมักเป็นประเด็นหลักในหนังของโอสุเสมอมา) ก็ยังคงเป็นประเด็นของหนังเรื่องนี้เพียงแต่ลดความสำคัญลงไป และหันมาจับจ้องมอง การเรียนรู้ที่จะมีชีวิตด้วยตัวเองของโยโกะมากกว่า แต่ที่น่าสนใจ(และผมคิดว่าน่ารักมากๆ) คือความห่วงใยของครอบครัวนั้นเปลี่ยนจากเรื่องของเด็กสาวที่ไม่ยอมแต่งงานมาเป็นเรื่องของเด็กสาวที่ท้องไม่มีพ่อแทน ถ้าโอสุยังมีชิวิต เขาคงทำหนังเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ออกมาเป็นแน่

ในหนัง โยโกะออกตามหาข้อมูลของนักดนตรีชาวไต้หวันผู้หนึ่ง (ซึ่งมีตัวตนอยู่จริง)นาม เจียง เหวิน หากแต่นอกจอ โหวเสี่ยวเชี่ยน บินมาถ่ายหนังเรื่องนี้ที่ญี่ปุ่น (เพราะโอสุไม่เคยถ่ายหนังนอกประเทศเลย) กลายเป็นว่าในหนังชาวญี่ปุ่นแกะรอยชาวไต้หวันผู้ล่วงลับ ในขณะที่นอกจอ ผู้กำกับชาวไต้หวัน ตามแกะรอยผู้กำกับญี่ปุ่นที่ล่วงลับ และระหว่างการสืบค้น โยโกะเดินทางไปถ่ายรูปสถานที่ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปจนหมดสิ้น คาเฟ่ ที่เจียงเหวิน เคยไปนั่งกลายเป็นตึกสามชั้น ร้านหนังสือประจำตัวก็ตกทอดมาสู่รุ่นลูก เมื่อโยโกะเสาะพบ หญิงชราผู้เป็นคนรักของนักดนตรี ภาพในอัลบั้มรูปที่โยโกะได้เห็น เป็นภาพขาวดำ ที่เสมือนหลุดมาจากยุคสมัยในหนังของโอสุทั้งสิ้น บางที ที่แท้ทั้งโยโกะ และโหวเสี่ยวเชี่ยนล้วนกระทำการอย่างเดียวกัน สำรวจตรวจตราความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ด้วยทั้งถวิลหาอาลัย และเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงนั้น

แต่อย่างไรเสีย หนังก็ถูกถ่ายทำด้วยวิธีการของโหวเสี่ยวเชี่ยน หนังจึงออกมาอย่างนิ่งเงียบ กกระทั่งความรัก หนังเล่าถึงความสัมพันธ์น่ารักๆของ โยโกะ กับฮาจิเมะ โดยที่ตลอดทั้งเรื่องทั้งคู่แทบไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวกันเลยด้วยซ้ำ ทั้งคู่อยู่ร่วมกันอย่างเงียบๆในร้านหนังสือมือสองของฮาจิเมะ ซึ่งมักส่องะกายระยิบระยับจากเงาแดดที่สะท้อนจากกระจกรถราที่วิ่งผ่านไปมาข้างนอก แสงสว่างเรื่อเรืองวูบวาบ ให้บรรยากาศทั้งสงบเงียบ และส่องประกาย

ฮาจิเมะหลงรักรถไฟ เขาถึงกับมีงานอดิเรกในการออกไปอัดเสียงรถไฟ ที่เขาค้นพบว่าในแต่ละวัน แต่ละสถานี แต่ละครั้งมันมีเสียงแตกต่างกัน โยโกะเองก็ทราบเรื่องนี้ เธอซื้อนาฬิกาที่ระลึกการรถไฟจากไต้หวันมาฝากเขา ขณะเขาตามหาเทพนิยายเล่มที่เธอเก็บเอามาฝันมาให้เธออ่าน ทั้งคู่โทรหากันในวันฝนตก ออกไปตระเวนเก็บข้อมูลด้วยกัน ในวันที่โยโกะป่วย ฮาจิเมะก็มาทำกับข้าวให้เธอกิน ความรักของทั้งคู่เกิดขึ้นเงียบๆ รับรู้โดยแทบไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำ ฉากหนึ่งขณะโยโกะไม่สบาย ทั้งคู่เดินไปตามถนน โยโกะเอ่ยบอกฮาจิเมะ ว่าฉันไม่สบาย ฉันท้อง ไม่มีความบีบคั้น ไม่มีสีหน้าปั้นยาก ฮาจิเมถามเบาๆว่าอะไรนะ เท่านั้น

และในฉากถัดมา ฮาจิเมะมาหาโยโกะที่บ้านพร้อมกับภาพกราฟฟิค ซึ่งที่แท้แล้วคือการบอกรักโยโกะนั่นเอง ภาพรถไฟซ้อนทับกันเป็นวงกลม ข้างในมีเด็กทารก(ซึ่งโยโกะบอกว่ามีดวงตาเศร้า) ที่ผูกนาฬิกา และหูฟังบันทึกเสียง ฮาจิเมะบอกว่านี่คือมดลูกของรถไฟ

หากโยโกะเคยฝันว่าลูกของเธอโดนเปลี่ยนตัวกับภูติพรายเธอก็ไม่ต้องกลัวอีกแล้วเพราะตอนนี้ลูกเธอได้สงบลง ภายใต้การคุ้มครองของมดลูกรถไฟแล้ว

และในฉากสุดท้าย ซึ่งสรุปความสัมพันธ์ได้อย่างน่าทึ่งมาก เมื่อฮาจิเมะขึ้นรถไฟ ไปพบโยโกะกำลังนั่งหลับ เขารอจนเธอตื่นขึ้นแล้วลงรถไฟมาพร้อมกัน โยโกะยืนอยู่เคียงข้างขณะเขาอัดเสียงรถไฟ เมื่อภาพไกลออกมาเราเห็นรถไฟ สามสี่ขบวนวิ่งซ้อนทับเข้าออกกัน

และในตอนนั้น ทั้งคูก็ได้สงบ อบอุ่นอยู่ด้วยกัน ภายใน-มดลูกของรถไฟ-แล้ว

หนังโดดเด่นด้วยอารมณ์สงบนิ่ง ผู้คนในหนังไม่ได้ไขว่คว้าอะไรอยู่อ่างเอาเป็นเอาตาย พวกเขาผ่านเรื่องเหล่านั้นมา และกำลังใช้เวลาใคร่ครวญถึงมัน ภายใต้ความอบอุ่นของขบวนรถไฟ ถนนเส้นเล็กๆ ร้านหนังสือเงียบๆ เรื่องเล่าเก่าแก่ ความหมายของชีวิต ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ไม่ได้พุ่งตรงเข้ากระแทกใคร หากแต่ค่อยซึมช้าๆเข้าไปในชีวิต

หนังตั้งชื่อเรื่อง café lumiere แต่ตลอดเรื่อง เราไม่ได้เห็นคาเฟ่ชื่อนี้เลย ร้านกาแฟประจำของโยโกะ ชื่อ คาเฟ่ เอริก้า ร้านกาแฟของนักดนตรี มีชื่อว่า-แดท- โหวเสี่ยวเชี่ยนเคยเขียนไว้ในเวบไซต์ทางการของหนังว่า อารมณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ เหมือนกับการนั่งจมในร้านกาแฟ ใคร่ครวญคิดและเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งอย่างเงียบ ๆ และในเมื่อ พี่น้องลูมิแยร์ คือผู้ประดิษฐ์ภาพยนตร์ขึ้น (ภาพแรกที่พวกเขาถ่ายคือภาพรถไฟ!) หนังเรื่องนี้หากเป็นร้านกาแฟมันจึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมีชื่อว่า คาเฟ่ ลูมิแยร์ ใช้ศักยภาพของภาพยนตร์ สร้างอารมณ์สงบนิ่ง ใคร่ครวญ ขึ้น ราวกับอยู่ในร้านกาแฟ ร้านกาแฟในรูปแบบของภาพยนตร์ และหากจะมี หนังของใคร ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น คาเฟ่ ลูมิแยร์ อีกล่ะก็ คงจะเป็นหนังของ ยาสึจิโร่ โอสุ บรมครูที่โหวเสี่ยวเชี่ยนคารวะ เป็นแน่แท้

F O O T N O T E

ข้อมูลของหนังหาดูได้ที่นี่ครับ

http://www.imdb.com/title/tt0412596/

เวบไซต์ทางการของหนังครับ

http://www.coffeejikou.com/index_e.html

หนังออกเป็นแผ่นลิขสิทธิ์ของ j bicsเรียบร้อยแล้วในชื่อไทยว่า หนังสือ กาแฟ รักแท้ไม่มีบทบรรยาย

(ชอบชื่อไทยของหนังแฮะเพราะนอกจากมันจะกุ๊กกิ๊กดี คำว่าไม่มีบทบรรยาย ยังเป็นการพูดถึงทั้งความนิ่งเงียบของตัวหนัง และ สภาวะที่หนังเข้าฉายครั้งแรกในบ้านเราเมื่องาน BKIFF 2005 ในสภาพไม่มีซับ (และผมอยู่ในนั้นด้วย))

โดยส่วนตัวนี่เป็นหนังเรื่องที่สองในรอบปี ที่ทำให้เกดความสุขสงบขณะดู ราวกับ ได้พบ ช่วงพักของชีวิต โดยเรื่องแรกคือหนังเรื่อง shara ทั้งสองเรื่องสมควรดูต่อกันอย่างยิ่ง (แต่ทั้งนี้ ควรเตรียมกาแฟ ให้พร้อม และนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ก่อนรับชม ครับ)


Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

หนังนิ่งๆ เงียบๆ ไ้ด้ความสงบสุดยอด เหมาะสำหรับผู้ต้องการพักผ่อนจิตใจ หลังจากเหนื่อยล้ามาทั้งวัน (แต่ไม่ได้หมายความดูแล้วหลับเน้อ)

แต่ที่งงอย่างนึง เคยเข้าไปอ่านเรื่องย่อหนังเรื่องนี้หลังจากดูจบ จากเวบ movieseer.com เค้าเล่าเรื่องราวได้ละเอียดมากมาย
จนสงสัยว่า ไิอเรื่ิองที่เค้าเล่าเนี่ย มันมาจากไหนหว่า ในหนังมันไม่มีซักหน่อย!!

#1 By ifine™ on 2005-07-18 12:59

ชอบดูหนังเงียบ เรียบ นิ่ง เหมือนกันค่ะ

เรื่องนี้ก็น่าดู
ขอบคุณนะคะ

#2 By Mrs. Holmes on 2005-07-18 14:37

ตามประสางูๆปลาๆนะครับเจ้าชาย

คำว่า Lumiere ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า แสงครับ

ไม่ว่าจะแสงอาทิตย์ แสงไฟระยิบระยับ หรือ แสงแดดยามบ่าย ที่คุณเขียนถึง

แสง ทำให้อุ่น เหมือนที่คุณว่าดูหนังเรื่องนี้เหมือนได้พักผ่อน เต็มอิ่ม และอุ่นใจ ผมคิดเอาเองว่าคงเป็นความจงใจอีกอย่างนอกเหนือจากเหตุผลของพี่น้องลูมิแยร์ ที่สร้างหนัง

ยังไม่ได้ดูครับ แต่เช่ามาแล้ว มาแอบอ่านก่อน สร้างความอยาก

#3 By เบน on 2005-07-26 23:32

ความจริงหนังเรื่องนี้
ฉันก็ชอบนะ
ตอนซื้อมาน่ะ
เหลือเป็นแผ่นสุดท้ายพอดี

#4 By Rachinai (202.129.34.212) on 2005-11-23 16:04

หลับคับเรื่องนี้sad smile

สารภาพว่าดูไม่จบทั้งๆที่เป็นแฟนลุงโอสุ

#5 By saadpralard (58.64.76.70) on 2008-09-24 14:11

หนังเรื่องนี้หากเป็นร้านกาแฟมันจึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมีชื่อว่า คาเฟ่ ลูมิแยร์ ใช้ศักยภาพของภาพยนตร์ สร้างอารมณ์สงบนิ่ง ใคร่ครวญ ขึ้น ราวกับอยู่ในร้านกาแฟ ร้านกาแฟในรูปแบบของภาพยนตร์ และหากจะมี หนังของใคร ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น คาเฟ่ ลูมิแยร์ อีกล่ะก็ คงจะเป็นหนังของ ยาสึจิโร่ โอสุ บรมครูที่โหวเสี่ยว

#6 By tiffany bracelets (205.209.142.131) on 2010-12-14 10:02

ละ ในฉากสุดท้าย ซึ่งสรุปความสัมพันธ์ได้อย่างน่าทึ่งมาก เมื่อฮาจิเมะขึ้นรถไฟ ไปพบโยโกะกำลังนั่งหลับ เขารอจนเธอตื่นขึ้นแล้วลงรถไฟมาพร้อมกัน โยโกะยืนอยู่เคียงข้างขณะเขาอัดเสียงรถไฟ เมื่อภาพไกลออกมาเราเห็นรถไฟ สามสี่ขบวนวิ่งซ้อนทับเข้าออกกัน

และในตอนนั้น ทั้งคูก็ได้สงบ อบอุ่นอยู่ด้วยกัน ภายใน-มดลูกของรถไฟ-แล้ว

#7 By tiffany jewelry (205.209.142.131) on 2010-12-14 10:06

หนังเรื่องนี้หากเป็นร้านกาแฟมันจึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมีชื่อว่า คาเฟ่ ลูมิแยร์ ใช้ศักยภาพของภาพยนตร์ สร้างอารมณ์สงบนิ่ง ใคร่ครวญ ขึ้น ราวกับอยู่ในร้านกาแฟ ร้านกาแฟในรูปแบบของภาพยนตร์ และหากจะมี หนังของใคร ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น คาเฟ่ ลูมิแยร์ อีกล่ะก็ คงจะเป็นหนังของ ยาสึจิโร่ โอสุ บรมครูที่โหวเสี่ยว

#8 By tiffany rings (205.209.142.131) on 2010-12-14 10:12

นิ่ง เรียบ ง่าย และชวนหลับได้อย่างง่ายดาย
(แต่ผมก็ดูจบนะ) confused smile

#9 By R O C K on 2011-06-11 21:03