ในปี 1999 ขณะที่โลกทั้งใบกำลังวุ่นวายกับการที่ดาวเทียมปรามณูของอินเดียดวงหนึ่งหลุดวงโคจร
และไม่อาจรู้ได้ว่าจะโหม่งโลก ที่ตรงไหน และกัมมันตรังสีจะส่งผลต่อผู้คนมากมายเท่าไร
แต่แคลร์ โทเนีย(solveig dommartin นางเอก wings of desire) กลับกำลังเมามายอยุ่ในงานปาร์ตี้ที่เมืองเวนิซ โดยไม่รับรู้โลกใดทั้งสิ้น
หลังงานปาร์ตี้เธอขับรถกลับปารีส
หลบออกนอกทางหลวงเพื่อเลี่ยงบรรดาผู้คนที่พากันอพยพหนี
การเลี้ยวเพียงหนึ่งครั้งพลิกชีวิตเธอไปตลอดกาล
เพราะนั่นทำให้เธอพบกับ เรย์มอนด์ และซิโก้
โจรปล้นธนาคารที่ขับรถมาจากนีซ
ซิโก้เสนอให้เธอขนเงินเข้าปารีสแลกกับส่วนแบ่งสามสิบเปอร์เซนต์ซึ่งแคลร์ตอบตกลง
และระหว่างทางเธอพบกับ เทรเวอร์ (william hurt)ชายหนุ่มหน้าตาดีที่กำลังหลบนี้นักสืบผิวหมึกคนหนึ่ง
เขาติดรถเธอไปปารีส แล้วแอบขโมย สามสิบเปอร์เซนต์ของเธอไปตอนเธอหลับ
เธอมารู้ความจริงเอาที่บ้านของยูจีน(sam neil) แฟนหนุ่มนักเขียนของเธอในปารีส
จะด้วยเหตุผลเรื่องเงิน หรือเพราะชะตาฟ้าลิขิตก็ไม่อาจทราบได้
ในที่สุดแคลร์ก็ออกเดินทางตามหาเทรเวอร์ (หรือแซม ฟาร์เบอร์ อันเป็นชื่อจริง)ไปรอบๆโลก
จากปารีส สู่ ลิสบอน มอสโคว อเมริกา ปักกิ่ง โตเกียว ไล่ไปจนถึง ออสเตรเลีย
และชักพาตัวละครทั้งหมดที่ว่ามา รวมไปถึง นักสืบเอกชนหน้าเงิน ชาวพื้นเมืองอะบอริจิน นักวิทยาศาสตร์ และหญิงชราตาบอด ให้ร่วมเริงระบำกับเธอไปรอบๆโลกก่อนที่โลกจะดับสูญ
......................................................


wim wenders ผู้กำกับชาวเยอรมันทำหนังเรื่องนี้ในปี 1991ให้ว่าด้วยเรื่องในอนาคตอีก 8ปีข้างหน้า
และแม้เราจะได้ดูมันในปี 1991 1999 หรือ 2004
แม้เวลาที่ผันผ่านไปจะทำให้เราได้รู้ว่าโลกจริงไม่ได้เป็นเช่นที่เห็นในหนัง(ปี 99 แบบในหนังเทียบกับปี 99 ของจริงออกจะถือว่า เชยแหลกเสียด้วยซ้ำ)
แต่แก่นสารในหนังเรื่องนี้ก็ยังคงชัดเจน ไม่ล้าสมัยไปตามกาลเวลา
ดังนั้นในปี 2004 กับเวลา 158 นาทีของหนัง(ฉบับจริงdirectors cut ยาว 4 ชั่วโมง)
มันจึงทำให้เราได้เข้าใจว่า
บางทีสิ่งที่หนังต้องการจะบอกเล่าคือความเข้าใจ โลก- นอกโลกที่เราเห็นในหนัง
โลกที่เราอาศัยอยู่จริงๆ
ในหนัง เราได้เห็นแคลร์ และแซม เดินทางไปที่ต่างๆรอบโลก
เวนิซ ปารีส ลิสบอน มอสโคว์ ปักกิ่ง โตเกียว นิวยอร์ค
แต่ที่ตาเราเห็นกลับไม่ใช่อื่นใดนอกจากทัศนียภาพแปลกแยก
เพราะที่เราเห็น คืองานปาร์ตี้สีแดงในเวนิซ
บ้านพักในปารีส สถานีรถไฟในลิสบอน เรียวกัง ในโตเกียว
สถานที่ที่เอาเข้าจริงไม่สามารถระบุแยกได้ว่าเป็นที่ไหน
จริงอยู่เราเห็นหญิงในชุดกิโมโน เราเห็นป้ายภาษาจีน และเห็นโลกเลวร้ายในอเมริกา(ฉากซื้อ รถยนต์ด้วยเงินสดเสียดสีอเมริกาได้ร้ายกาจยิ่งนัก)
แต่หากไม่ได้รับการบอกกล่าวจากตัวละครในหนัง(ที่จริงจาก voice-over อันเป็นเสียงของจีน )
เราก้ไม่อาจรระบุได้เลยว่ามันที่ไหนกันแน่
การเลือกถ่ายในสถานที่อันแทบไม่เป็นเอกลักษณ์
ทำให้ตัวหนังกลายเป็นการสร้างโลกเฉพาะขึ้นมาหนึ่งใบ
โลกพิเศษ ที่โตเกียวไม่ได้เป็นโตเกียวจริงๆ ลิสบอน ไม่ใช่ลิสบอนจริงๆ
เป็นโลกสมมติที่ชื่อเมืองพ้องพานกับชื่อจริงเท่านั้น
แต่มันเป็นเช่นนั้นจนเมื่อตัวละครทั้งหมดถูกชักพาไปยังออสเตรเลีย
และนั่นเป็นครั้งแรกตลอดเวลายาวนานของหนังที่-ทัศนียภาพ-
อันเป็นเสมือนตัวละครเอก ในหนังของลุงวิม มาตลอดได้อวดโฉม
ในออสเตรเลีย เราได้เห็นทะเลทรายเวิ้งว้างกว้างใหญ่ ภูเขาหินลึกลับซับซ้อน
ทัศนียภาพที่ประหลาดตาอย่างถึงที่สุด(เมื่อเทียบกับทัศนียภาพของเมืองอื่นในหนัง)
แต่กลับมีอยู่จริงอย่างถึงที่สุด
และที่นั่นเองที่ปริศนาได้รับการเฉลย
การหลบหนีของแซม เป็นการตามหาบางสิ่ง
และการตามหาแซมของแคลร์ เป็นการหลบหนีความจริงประการหนึ่ง
ตัวละครในเรื่องทุกตัว หากไม่ตามหาอะไรสักอย่าง ก็หลบหนีอะไรสักอย่างอยูเสมอ(และที่จริงทุกตัวละครต้องพากันหลบหนี สารกัมมันตรังสีจากดาวเทียมดวงนั้น)
ดังนั้นที่แท้แล้วการหลบหนี กับ การตามหา ก็คือ สองด้านบนเหรียญเดียวกัน
ดูห่างไกลคนละขั้วแต่กลับใกล้ชิดกันอย่างถึงที่สุด
และเมื่อการตามหากับการหลบหนีมาซ้อนทับกันหนังก็ชักนำทุกตัวละครที่เป็นคู่อาฆษตกันให้มาอยู่ร่วมกัน
กลายเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ที่ผจญภัยไปรอบๆโลกพร้อมๆกัน
(จนในช่วงท้ายมีฉากที่ทุกตัวละครถ่ายรูปร่วมกันด้วยซ้ำ)
หรือบางที ความสมานฉันท์ของผู้คนเหล่านั้นเกิดจากการต้องผเชิญความจริงที่ว่าโลกอาจกำลังจะแตกดับ
เป็นมิตรเมื่อร่วมทุกข์
ชวนให้คิดต่อไม่ได้ว่าบางที ถ้าเราเห็นผู้อื่นเป็น-เพื่อนร่วมทุกข์-จริงๆ
โลกคงไม่ร้อนเดือดไปด้วยไอสงคราม(จนสักวันหนึ่งอาจถึงการแตกดับ)เหมือนเช่นที่เป็นทุกวันนี้ก็ได้


ย้อนกลับมาที่-การหลบหนีเพื่อตามหา-ของแซม
หนังเฉลยว่าที่แซมเร่ร่อนไปรอบๆโลกนั้น
เพราะต้องการเอากล้องพิเศษที่พ่อ ของเขา(max von sydow)ประดิษฐ์ขึ้น
ไปเก็บภาพ สถานที่ และญาติพี่น้อง ลูกสาวที่พลัดหายไป ซึ่งบัดนี้อาศัยอยู่ทั่วโลก
เก็บเอามาแปลงสัญญาณในห้องทดลองกลางทะเลทราย
ส่งสัญญาณให้แม่ตาบอดของเขาได้มองเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต
ซึ่งการทดลองที่เป็นไปอย่างลุ่มๆดอนๆได้รับการช่วยเหลือจากแคลร์
ทำให้แม่ของแซมได้มองเห็น-โลก- ที่เธอมองไม่เห็นมาร่วม50ปี
แต่การมองเห็นนั้นนอกจากจะนำความปีติกลับนำพาทุกข์โศกมาด้วย
เมื่อเธอค้นพบเงียบๆว่าโลกนี้มันเปลี่ยนแปลงไปมากมาย
- โลกปัจจุบันดูทึมและน่าเกลียดเกินกว่าที่เธอคิดเอาไว้
เธอรักษามารยาทที่จะไม่เอ่ยออกมา
หากแต่เสียใจแทนคนที่เห็นมัน
(voice-overของ)แซมบอกกับเราเช่นนั้น
หา อีดิธ แม่ของแซมผู้มืดบอดเป็นตัวแทนของโลกเก่าอันสวยสดงดงาม
โลกเก่าใบนั้นก็ไม่ได้มีอยู่แล้ว
เราอาจไม่เข้าใจเพราะเราเห็นโลกมาโดยตลอด
แต่หากพับทบเวลา 50 ปีนั้นเข้า(ด้วยการที่เธอตาบอดตอนอายุแปดขวบ)
เราก็อาจพบว่ามีความเปลี่ยนแปลงมากมายมหาศาลบนโลกใบนี้
มากมายจนมัน น่าเสียใจ- ก็เป็นได้
และหากอีดิธเคือโลก(ใบเก่า)ก็เป็นไปได้ว่าญาติพี่น้องทั้งหมดที่ปรากฏในภาพเหล่านั้น
ก็คือ เพื่อนร่วมโลก-ของเรานี่เอง เพื่อนร่วมโลกที่เราอาจไม่เคยคิดถึงว่าพวกเขาจะมีชิวิตอยู่อย่างไร
คิดและทำสิ่งใด ทั้งๆที่อาศัยอยู่ร่วมโลกใบเดียวกัน
และเมื่อโลกเก่าสูญสลาย(พร้อมการจากไปของอีดิธ)และทุกคนรับรู้ถึงโลกใบใหม่(ดาวเทียมไม่ได้ตก ผู้คนทุกคนยังมีชีวิตอยู่ทุกที่บนโลก)
ผู้คนก็ไปจากทะเลทรายนั้น กลับไปใช้ชีวิตเช่นที่เคย
และในตอนนี้นี่เองที่หนังเริ่มวิพากษ์-เทคโนโลยี-
เมื่อพ่อของแซม เริ่มทำการทดลองใหม่ จากการบันทึกภาพให้คนตาบอดได้มองเห็น
ไปสู่การบันทึกความฝัน ให้ปรากฏเป็นสัญญาณภาพ
บันทึกจิตใต้สำนึกของมนุษย์ที่ไม่อาจควบคุม
เทคโนโลยีที่ทำฝันให้จริง(อย่างหลอกๆ) และเราเสพย์ติดฝันนั้นจนไม่อาจรับรู้ถึงความลวงของมัน
คล้ายกับการที่เราพึ่งพาเทคโนโลยีมากมายเสียจนหากวันไหนไฟดับ
ชีวิตเราก็แทบจะดำเนินต่อไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง(หนังเทียบส่วนนี้กับแบตเตอรี่ในเครื่องฉายฝันนั้น)
เมื่อเรา-หลงทางอยู่ในจิตวิญญาณของเราเอง- ก็เปล่าประโยชน์ที่จะตามหา
และในฉากสุดท้ายของหนัง
แคลร์ได้ออกไปทำงานบนห้วงอวกาศ
ใช้ความสามารถพิเศษในการรับรู้ภาพของเธอดูแลสถานการณ์มลภาวะของโลกจากบนอวกาศ
คล้ายกับจะบอกว่า หากเราเปิดตา ทำความเข้าใจโลก เราก็จะสามารถดูแลมันได้
โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี หรือ สงคราม แต่อย่างใด
..........................................................................


และเช่นที่เป็นเสมอมา
Wim wenders ยังคงศรัทธาในมนุษย์และโลกนี้อย่างไม่เสื่อมคลาย
นับจากบทกวีบนแผ่นฟิล์มอันคล้ายเป็นการบอกรักโลกทั้งใบอย่างwings of desire
คราครั้งนี้เขายังคงรัก ศรัทธา สงสัย ซักถาม และแสดงความเห็น ต่อโลกใบนี้
ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งผู้ซึ่ง - เริงระบำไปรอบๆโลก - (ตามชื่อนิยายของ จีน )เฉกเช่นเราทุคน
เพียงแต่ว่า เราเอง ได้เคยเห็นบ้างหรือไม่ ว่าโลกนี้น่ารักน่าอยุ่เพียงใด
หรือต้องรอ จนกว่าโลกจะดับสูญ -

.............................................
ปล. ผมเจอวีดีโอหนังเรื่องนี้
ในกองวีดีโอเก่าที่ร้านซึทาญ่า
ราคา ม้วนละ 9บาท
ในชื่อไทย สุดวันที่สิ้นโลก ครับ

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet