วิคเตอร์ นาวอร์สกี้ เดินทางจากคราโครเชียมาอเมริกากับกระป๋องถั่ว
โชคร้ายที่พอเขามาถึง ยังไม่ทันได้เข้าไปในนิวยอร์ค
ก็กลับเกิดการปฏิวัติ รัฐประหารขึ้นในประเทศ
ชั่วข้ามคืน วิคเตอร์ หลายเป็นคนไร้สัญชาติ
กลับบ้านไม่ได้ เพราะพาสปอร์ตถูกระงับ
เข้าอเมริกาก็ไม่ได้เพราะสถานะของบ้านเกิดเมืองนอนของเขาไม่ได้รับการรับรอง
วิคเตอร์ตกค้างอยู่ในสนามบินเจเอฟเค
ดิกสัน หัวหน้า ตม. ของสนามบินบอกเขาว่า อเมริกาปิดลงแล้ว
จากนั้นทิ้งวิคตอร์ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักคำไว้กับคูปองอาหารสองสามใบ โดดเดี่ยวลำพังในที่พักผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง ที่ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าหรูหรา
ผู้คนแปลกหน้าที่ระวังตัวจนกลายเป็นหวาดระแวงแล้งน้ำใจ
วิคเตอร์เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง
รู้วิธีหาเงินจากเครื่องเก็บล้อเลื่อนช่วยลากกระเป๋า
เรียนภาษาอังกฤษจากการเทียบหนงสือท่องเที่ยวของตัวเองกับฉบับภาษอังกฤษ อาศัยพักหลับนอนในพื้นที่เก็บของ
ใช้ความรู้ด้านช่างดัดแปลงจนน่าอยู่อาศัย(และได้งาน)
ผูกมิตรกับบรรดาพนักงานส่งอาหาร คนทำความสะอาด เจ้าหน้าที่ตรวจกระเป๋า
ช่วยเหลือผู้คนด้วยอัธยาศัยไมตรี
และแถมได้พบรักกับแอร์โฮสเตสสาวสวย(มาก) อีกต่างหาก
จากเนื้อเรื่อง ฟังดูเพ้อฝันใช่น้อย
และหากมองดูหนังเรื่องนี้ด้วยดวงตาของความจริงแท้ๆล่ะก็
นี่คงกลายเป็นหนังเพ้อฝันสุดขั้วที่พาเราหลบหนีความจริงสองชั่วโมงไปล่องลอยอยู่กับเรื่องราวมายา(ซึ่งดูเหมือนนี่จะเป็นข้อหาที่steven speilberg พ่อมดฮอลลีวู้ด ผู้กำกับหนังเรื่องนี้มักถูกกล่าวหาเสมอๆ)
แต่ที่แท้แล้วแม้หนังจะมีที่มาจากเรื่องจริง แต่หนังกลับไม่ได้จะมุ่งนำเสนอความจริงแต่อย่างใด
เพราะที่หนังต้องการคือเสียดสี วิถีอเมริกัน
ที่กำลังคืบคลานเข้าครองโลกอยู่ในขณะนี้
เพราะหากจำลองประเทศอเมริกาให้ย่นย่อลงเหลือแค่พื้นที่เท่าสนามบินแห่งหนึ่ง
ใช่หรือไม่ว่าที่แล้วมันคล้ายกัน
บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยร้านรวงหรูหรามากมาย
บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญและเทคโนโลยี
คนผิวขาวหน้าตาดีแต่งกายงดงาม
เบื้องหลังเบื้องล่าง กลับยืนอยู่บนการงานของคนต่างถิ่นทั้งสิ้น


หนังกำหนดให้วิคเตอร์เป็นคนต่างถิ่น
และนอกจากนั้น ตัวประกอบ อย่างลุงคุปต้า คนกวาดพื้นชาวอินเดีย นายเอนริเก คนส่งอาหารชาวแมกซิกัน นายโจ มัลรอย เจ้าหน้าทีตรวจกระเป๋าผิวดำ ตม.โตเรซ ชาวอเมริกาใต้ หรือแม้แต่รปภ.ผิวหมึก ทุกคนล้วนเป็นคนต่างถิ่นที่อพยพมาหาโอกาสในอเมริการทั้งสิ้น
ดิ้นรนเงียบเชียบเพื่อมีชีวิตอยู่อย่างอัตคัตขัดสน
ขณะที่ผุ้คนบนสนามบิน(อันเปรียบเสมือนตัวแทนชาวผิวขาวชนอารยะ) ไม่มีสักคนที่จะมีน้ำใจ พอที่จะเปิดทีวีให้ วิคเตอร์ดู(ร้านหรูแห่งหนึ่งปิดประตูไล่เขาด้วยซ้ำ)
ไม่มีใครช่วยสอนวิคเตอร์โทรศัพท์
ไม่มีใครให้งานวิคเตอร์ทำ
แน่ล่ะเพราะบรรดาผู้คนต่างถิ่นก่อปัญหาอาชญากรรมมากมาย
เพราะในโลกตอนนี้มันได้กลายเป็นโลกที่-ความไว้วางใจได้หายไปจากเรา-
ผู้คนไม่ไว้ใจกันและกันอีกต่อไป
ลุงคุปต้าด่าว่าวิคเตอร์ที่กวาดพื้นที่ตัวเองทำสกปรกเพราะกลัววิคเตอร์จะแย่งงานเสียด้วยซ้ำ
มันเป็นเช่นนั้น ความไว้วางใจที่หายไปพาเอาน้ำใจจากไปด้วย
โลกในสนามบินที่ประดับดวงไฟหรูหราจึงดูแห้งแล้งเหลือใจ
วิคเตอร์กลายเป็นตัวแทนของคนเล็กๆที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ ความฝัน และความเข้มแข็ง
เขาช่วยเหลือผู้คนถึงขั้นยอมงัดข้อกับดิกสัน ผู้ซึ่งสามารถชี้เป็นชี้ตายเขาได้
ซึ่งนั่นทำให้เขากลายเป็นวีรบุรุษในสายตาชาวสนามบิน
และที่น่าสนใจคือ ในโลกแห้งแล้งแบบนั้น
ผู้คนดูเหมือนจะแสวงหาวีรบุรุษมากกว่าอยากเป็นวีรบุรุษ
ทุกคนติดรูปถ่ายเอกสารมือของวิคเตอร์ไว้ตามร้าน เพื่อยึดเหนี่ยวว่าบนโลกนี้ยังมีคนที่ทำความดีอยู่
แต่ในขณะเดียวกันไม่มีใครสักคนที่จะกล้าก้าวออกมาทำเช่นวิคเตอร์
ซึ่งจะว่าไป นี่ใยไม่คล้ายกับสังคมแสวงหาวีรบุรุษที่เราเป็นกันอยู่ในตอนนี้
แต่แม้ว่าหนังจะเสียดสีสังคมอเมริกันสักเท่าไร
หนังกลับเลือกจะให้ความหวังผู้คนอย่างมาก
และยังคงเชื่อมั่นอยู่กับ อเมริกันดรีม
ไม่ว่าจะเป็นการพยายามเข้าไปในนิวยอร์ค หรือ แจซซ
(ซึ่งโดยส่วนตัวพักหลังผมหมั่นไส้อเมริกันดรีมอยู่หลายส่วน แต่ในเรื่องนี้กลับทำออกมาดูดีแฮะ)
ในฉากสุดท้ายเมื่อลุงคุปต้า ถือไม้กวาดออกไปหยุดเครื่องบิน
คล้ายการประกาศก้องจากคนชั้นล่าง ถึงเรี่ยวแรงและความฝันทั้งหมดทั้งมวล
เพราะเป็นเพราะพลังของคนตัวเล็กนี่เองที่ผลักโลกนี้ให้หมุนไปข้างหน้า
(ทำให้นึกถึงdirty pretty things หนังดีอีกเรื่อง ที่ว่าด้วยสถานะคนต่างถิ่นที่มาเป็นชนชั้นแรงงานในเมืองใหญ่ได้น่าสนใจมากๆ)
คุปต้าอกกับวิคเตอร์ว่าเขาจะกลับบ้าน
ดูเหมือนบ้านเป็นประเด็นอีกเรื่องในเรื่องที่น่าสนใจ
เพราะในเมื่อคนต่างถิ่นอพยพมาจากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อรอคอยโอกาสที่ดีกว่า
และถ้าจะว่าไปอเมริกันชนก็อพยพมาจากบ้าน
และขณะนี้อเมริกันชนหลายคนก็รังเกียจ-บ้าน-ของตน(ภายใต้การนำของผู้นำบ้าอำนาจ)
หนังบอกเราว่า แม้จะมีสงคราม วิคเตอร์ ก็ไม่ได้กลัว-บ้าน-ของเขา
ราวกลับจะเป็นถ้อยคำปลลอบประโลมให้อเมริกันชนเลิกเกลียดกลัวบ้านตนเอง และ รอได้- (เหมือนที่วิคเตอร์บอกดิกสัน) ว่าสักวันหนึ่งจะมีวันที่ดี
หนังได้บารมีของ ทอม แฮงค์ มาโอบอุ้มหนังไว้เต็มๆ
อบอุ่นใจดีมีพุง (คล้ายเราเลยแฮะ) กลายเป็นบุคลิกของผู้ชายที่น่าคบที่สุดในโลกคนหนึ่ง
และทอม แฮงค์เล่นได้อย่างไร้ที่ติ แต่น่าเสียดายที่ยังเป็นบทแบบเดิมๆที่เขาเล่นมาหลายครั้งหลายหน
ในขณะที่แคทเธอรีน ซีต้า โจนส์ โปรยเสน่ห์เฉพาะตัวจนชวนเคลิ้ม
ในขณะทีตัวประกอบคนอื่นๆ(โดยเฉพาะลุงคุปต้า) พาเหรดกันขโมยซีนได้อย่างน่ารักน่าชัง
และดูเหมือนsteven speilberg ยังคงอารมณ์ค้างจากงานก่อนหน้าอย่างcatch me if you canทำให้หนังเรื่องนี้ดูคล้ายๆกันในส่วนของเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีประกอบ หรือการถ่ายภาพแบบเก่าๆ
และเช่นที่เคยเป็นมา หนังยังคงมีตัวเอก หัวใจเด็กเช่นเดียวกับหนังทุกเรื่องของลุงสปีลเบิร์ก
..................................................


หนังพูดถึงการรอคอยอยู่บ่อยครั้ง
ถึงขั้นขึ้นคำโปรยเสียด้วยซ้ำว่า ชีวิต คือ การรอคอย
บ้างรอคอยโอกาส(อย่างดิกสัน) บ้างรอคอยความฝัน(อย่างวิคเตอร์) บ้างรอคอยความรัก(อย่างเอริเก้ และ เอมิเลีย แอร์โฮสเตสสาวสวยบาดใจเพราะเธอคือ แคทเธอรีน ซีต้า โจนส์)
บางคนรอแล้วสมหวัง บางคนรอแล้วผิดหวัง
แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั่นย่อมดีกว่ารอแล้วหันหลังให้เวลาที่มาถึง
เราใช้เวลาในชีวิตส่วนใหญ่หมดไปกับการรอคอยเพื่อกระทำบางสิ่งที่อาจใช้เวลาเพียงชั่วครู่เท่านั้น
ชีวิตอาจคือการรอคอย แต่มันไม่ได้มีแค่การรอคอย
เพราะหากเอาแต่รอคอย ชีวิตคงเปลืองเปล่า
แม้เราอาจพบหลายสิ่งระหว่างทาง
แต่หากรอคอยแล้วกลับหันหลังให้เป้าหมาย
ที่ผ่านไปก็เพียงแค่เปล่าเปลือง
ดังนั้นในฉากท้ายเรื่องวิคเตอร์จึงกลับเข้าไปนิวยอร์ค สานสัญญาและความฝันของเขา
เฉกเช่นกับผู้รอคอยอีกหลายร้อยล้านคนบนโลกนี้
ขอเพียงอดทนย่อมพบวันที่ดี

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

คุณคะ..คุณเขียนบทความนี้เองหรือเปล่าคะ



ถ้าใช่... ฉันอยากบอกว่า

ฉันตกหลุมรักตัวหนังสือของคุณเข้าเต็มเปาเลยล่ะ

จังหวะของถ้อยคำคุณสวยมาก


เขียนต่อไปเรื่อยๆนะคะ จะติดตามอ่าน

#1 By illuminate (72.81.124.11) on 2008-05-19 10:09

นั่นดิ..

#2 By m (125.25.69.101) on 2009-05-28 20:28