runaway jury ระหว่างความยุติธรรม กับ กระบวนการยุติธรรม
posted on 30 Jun 2005 11:48 by filmsick in humanism
หนังเล่าเรื่องในศาลของการสืบสวนคดีนายหน้าที่ถูกไล่ออก
คว้าปืนมากราดยิงเพื่อนร่วมงานเป็นเหตุให้หลายคนตายหลายคนบาดเจ็บ
รวมถึง เจอคอบ วู้ด สามีและพ่อของเด็กชายหกขวบคนหนึ่ง
ก่อนที่มือปืนจะยิงตัวตายตาม
เซลเลท์ วู้ดภรรยาม่ายของผู้ตายฟ้องศาลให้เอาผิดกับบริษัทขายปืนที่ปล่อยให้มีการซื้อขายปืนเถื่อนอย่างเสรีโดยไม่สนใจว่าใครจะเอาปืนนั้นไปใช้อย่างไร
โดยได้รับความช่วยเหลือจากทนาย โรห์ (ดัสติน ฮฟฟ์แมน สุดยอดดด)
ขณะที่ข้างฝ่ายจำเลยบริษัทปืน ว่าจ้าง แรงคิน ฟิทช์ (ยีน แฮกแมน สุดยอดด)
ทนายฝีมือดีและใช้วิธีการทุกรูปแบบเพื่อที่จะชนะคดี
และแทนที่จะเน้นที่การไต่สวนในศาล
หนังหันมาเล่นกับการเจาะขั้นตอนของการเลือกคณะลูกขุน
ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการคัดเลือก หรือวิธีการคัดเลือกลักษณะลูกขุนให้เข้าข้างฝ่ายตัวเอง
ก่อนที่หนังจะโฟกัสมาที่ นิโคลาส อีสเตอร์ ลูกขุนหมายเลข9 ที่ไม่ได้อยากเป็นลูกขุนเท่าไหร่ในตอนแรก
แต่เขาก็ถูกเลือก และนั่นอยู่ในแผนของเขาด้วย
หนังโฟกัสไปที่การหักเหลี่ยนเฉือนคมระหว่างลูกขุนตัวแสบความสามารถสูงพอที่จะโน้มน้าวผู้คนรอบข้าง
หรือสร้างแผนกำจัดใครได้ตามใจ
กับทนายใหญ่มืออาชีพรอบจัด ที่ใช้หลักการ-กำจัดจุดอ่อน - มาตลบหลังทุกคน
เกมชิงไหวชิงพริบเปิดฉากขึ้น
โดยไม่เปิดโอกาสให้คนดูอยู่ข้างใครทั้งสิ้น จนกว่าตอนจบจะเปิดเผย
.............................

ขณะที่หนังเดินหน้าไปในเรื่องนั้น
หนังตั้งคำถามกับเราถึงเรื่องของ -ความยุติะรรม-กับ -กระบวนการยุติธรรม-
คดีตัวอย่างในหนังมองดูแล้วแทบจะตัดสินได้เลยว่าใครถูกใครผิด
ด้วยบรรทัดฐานทางศีลธรรมของคนดู(ประกอบกับความหมั่นไส้แคแรกเตอร์เจ้าของบริษัทปืนที่หนังปูทางให้เราเห็น)
แต่ทั้งๆที่เรารู้ว่าความถูกต้องเป็นอย่างไร ความยุติธรรมอยู่ตรงไหน
เราก็รู้ได้แทบจะในทันทีว่าคดีนี้ผู้ที่ถูกคงเป็นฝ่ายแพ้
เพราะกระบวนการยุติธรรมในการเฟ้นหาความจริง มีปัจจัยร่วมหลายด้าน
ตั้งแต่ความเก่งกล้สของทนาย การเล่นกับใจของลูกขุน
ไปจนถึงวิธีสกปรกที่จะเอาชนะ
ฉากเด็ดฉากหนึ่งในหนังเป็นฉากที่โรห์กับ ฟิทช์คุยกันในห้องน้ำ
เมื่อฟิทช์เหยียดหยามโรห์ เรื่องสูท เรื่องอุดมคติ ความถูกต้อง
โรห์ถามฟิทช์ว่าทำไปทำไม
เขาตอบว่าเขามาเพื่อที่จะชนะคดี
แวบหนึ่งอดคิดไปถึงบทสัมภาษณ์อ.เจิมศักดิ์ที่เคยได้ยินมาที่ไหนสักแห่งที่บอกไว้ว่า
แล้วในท้ายที่สุดเราก็จะสนใจแต่ว่าจะมีเงินมากเท่าไหร่มากกว่าจะสนใจว่าได้มันมาอย่างไร
และกบความยุติธรรมดุเหมือนจะเป็นเช่นกัน
กระบวนการยุติธรรมทำให้ความยุติธรรมเป็นเรื่องที่ขึ้นอยุ่กับใครเก่งกว่าเงินถึงกว่า
แทนที่จะเป็นใครถูก ใครผิด
(ชวนให้นึกถึงบางคดีคุ้นๆแบบนี้ในบ้านเรา(ที่คุณก็รู้ว่าคดีอะไร))
แต่ในอีกทางมันก็เปนจริงที่ว่า
เบื้องหลังเบื้องลึกของความถูกต้องฉาบฉวยนั้น
มีปัจจัยมามายต้องนำมาพิจารณา
หากตัดสินกันง่ายๆโดยไม่ดูปัจจัยแวดล้อม
โอกาสของการตัดสินผิดจะมีมากกว่าหลายเท่านัก
นอกจากนี้หนังยังชวนให้ใคร่ครวญถึงการครอบครองปืนในปัจจุบัน
มันง่ายไปหรือไม่ที่จะอ้างว่ามีไว้เพื่อปกป้องครอบครัว
แต่ไม่สามรถป้องกันอารมณ์ของตัวเองได้
.......................................................

หนังได้การแสดงสุดยอดของดารานำมาเป็นตัวชูรสหลัก
จอห์น คูแซก ทำหน้าที่ได้ดีตามบท ดูธรรมดาสามัญ ค่อยๆฉายความฉลาดเฉลียวเจ้าเล่ห์ออกมาโดยไม่ขัดเขิน
ราเชล ไวซ์ ได้ทำอะไรมากขึ้นเยอะกว่าบทในthe mummyทั้งสองภาคแม้จะยังไม่มากนักแต่ก็ใช่ว่าจะถูกข่มมิดจอ(จากรัศมีล้นเหลือของผู้แสดงร่วม)
ด้านของรุ่นใหญ่ ยีน แฮกแมน ทำหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติในบทคนเจ้าอารมณ์เจ้าเล่ห์ รอบจัด ถ้าไม่ติดที่ว่านี่เป็นครั้งที่ร้อยแล้วกระมังที่เขารับบทแบบนี้(crimson tide , extreme measure , the firm , unforgiven , misisippi burning เป็นตัวอย่าง)
และคนที่เจ๋งที่สุดในเรื่องกลายเป็น ดัสติน ฮอฟฟ์แมนในบททนายตงฉินที่ทำให้คนดูเชื่อได้ว่าเขาเป็นคนตรง อาจไม่ได้เก่งกาจมากนัก แต่มีศักดิ์ศรีมากพอ
(บทนี้ของเขาทำให้นึกถึงบททนายที่ดูปอนๆแต่เก่งกาจของ โรเบริ์ต ดูวัลใน civil actionหนังจอห์น ทราโวลต้า ที่จบเหมือนจริงจนคนดูอาจรับไม่ได้)
หนังสร้างจากบทประพันธ์ของ จอห์น กริแชม เจ้าพ่อนิยายทนายความ แม้จะไม่ได้มันมากเหมือนอย่างthe client หรือ a time to kil(เรื่องนี้มีปัญหาตรงตอนจบที่ดูง่ายดายมากเกินไปและออกจะไม่ถูกต้องในระดับหนึ่ง)
แต่ก็สนุกใช้การได้ทีเดียวครับ
แล้วจะมาแทรกแซง
#1 By xawarzd on 2005-06-30 12:14