pink flamingos ศิลปะบนความถ่อย/ FS
posted on 30 Jun 2005 11:14 by filmsick in sickfilm
มันเริ่มจากรูปภาพทางมุมซ้ายมือของหน้าแรกในคอลัมน์เปิดหัวหนังสือ film virus เล่มแรก ภาพหญิงอ้วนผมบลอนด์นั่งอยู่บนกรง แสยะยิ้มสยองขวัญในภาพขาวดำ ใต้ภาพเขียนชื่อหนัง female trouble และในคอลัมน์เปิดคลินิก มีการพูดถึง john waters และหนังของเขา โดยพุ่งประเด็นไปที่ pink flamingos และฉากลือลั่นที่ว่าด้วยการกินอึหมาสดๆหน้าจอของเจ๊ divine กระเทยร่างยักษ์ คู่บุญของjohn waters ผมนึกในใจว่ามันมีหนังแบบนี้อยู่ในโลกด้วยหรือ เวลาล่วงเลยมาหลายปีนับจากนั้น จนกระทั่งวันหนึ่งผมก็เจอหนังเรื่องนี้ในรูปแบบวีดีโอผ่านการสั่งซื้อทางอินเตอร์เนท เวลา90 นาทีผ่านหน้าเราไป และกลายเป็ ประสบการณ์ที่ไม่อาจลืมลง จนแม้แต่หนังแรงๆในยคหลังอย่าง baise moi หรือ visitor Q ยังต้องชิดซ้ายตกถนนหนังถ่อยไปอย่างเทียบไม่ติด
........................................................

ในบรรดาหนังcultอันหมายถึงหนังเฉพาะกลุ่มที่โดยมากมักเป็นหนังที่ดูเหมือนรสนิยมต่ำ อุดมไปด้วยฉากเพี้ยนๆหลุดโลก
หรือการแสดง การกำกับ ที่ดูแย่ๆแต่สุดขั้วสุดขอบ และมีแฟนพันธุ์แท้ที่คลั่งไคล้มันชนิดสุดจิตสุดใจ john waters จัดเป็นหนึ่งในบรรดาแถวหน้าของผู้กำกับในแนวทางนี้ โดยเฉพาะsetหนังที่ใช้บริการของเจ๊ divine กะเทยร่างยักษ์ อันประกอบด้วย pink flamingos ,female trouble , hairspray , polyester รวมไปถึงอีกเรื่องที่ไม่ได้เจ๊มาเล่นแต่ก็มีกะเทยร่างยักษ์เหมือนกันอย่างdesperate living แต่ดูเหมือน เจ้านกฟลามิงโกสีชมพูจะได้รับการกล่าวขวัญถึงมากกว่าใคร (ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะฉากดังกล่าวของเจ๊แก) ว่ากันว่า john waters ทำหนังเรื่องนี้ด้วยจุดประสงค์เดียวคือ สร้างชื่อ และหลังจากหนังฉายเขาก็มีชื่อขึ้นมาจริงๆ (ที่เจ๋งมากคือไตเติ้ลของหนังไม่มีภาพจากนังเลยแม้แต่ชอตเดียวมีแค่เพียงบทสัมภาษณ์ผู้คนที่ไปดูมาแล้วนำมาตัดต่อ...สุดยอด!)
.......................................................

หนังเล่าเรื่องของเจ๊ divine มนุษย์ที่ได้ชื่อว่า -ถ่อย-ที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ หลังจากโด่งดังในหนังสือแทบลอยด์จนโดนหมายหัว
เธอและครอบครัวอันประกอบด้วย แม่ของเธอที่เป็นหญิงร่างยักษ์สวมชุดชั้นในนอนในเปลเด็ก คุกกี้ส์ลูกชายจอมเพี้ยน และคอตต้อนเพื่อนสาวร่างผอมบางจอมซ่าส์ พวกเธอหลบมาอาศัยในรถบ้านสีชมพูแปร๋น โดยมีรูปปั้นนกฟลามิงโกอยู่หน้าบ้าน
โดยมีคู่แค้นคู่กัดเป็นสองสามีภรรยาอย่างเรย์มอนด์ และคอนนี่ มาร์เบิ้ลที่อยากเหลือเกินที่จะเป็นคนที่ถ่อยที่สุดในโลก สองสามีภรรยาทำงานด้วยการลักพาตัวผู้หญิงจากข้างถนนมากักขังในห้องใต้ถุนให้คนรับใช้จัดการให้ท้อง(ด้วยวิธีการสุดช๊อค) รอให้พวกหล่อนคลอดแล้วตาย จากนั้นเอาเด็กทารกไปขายคู่รักเลสเบี้ยน!
ตัวหนังจริงๆมีเท่าที่เล่า นอกเหนือจากนั้นคือการ-แข่งกันถ่อย- ของสองตระกูลนี้ ซึ่งยังผลให้เกิดฉากอย่าง การเอาไส้กรอกผูกไอ้นั่น(นี่เป็นหนังที่เราเห็น-ไอ้นั่น-พรืดเต็มจอทุกยี่สิบนาที)แล้วเอาไปอวดสาว หรือฉากอย่างการเอาเนื้อสดหนีบซอกขาแล้วเดินเฉิดฉายประกอบเพลง girl can't help it หรือฉากการแก้แค้นด้วยการ -เลีย- -ถ่ม- -ถุย-ไปทั้งบ้าน และฉากมหาโหดอย่างฉากการโชว์ -รูตูด- กันแบบจะๆ(สยองมาก) ฉากการร่วมรักที่มีไก่มาอยู่ตรงกลางระหว่างชายหญิง (ว่ากันว่าไก่ตัวนั้นตายหลังฉากนี้ john waters ประกาศว่า ก็ผมกินไก่นี่นาผมรู้ว่ามันไม่ได้ตายจากหัวใจวายด้วย ! ต่อมา ไก่ที่ตายได้เข้าฉากในรูปของเนื้อไก่ที่ตัวแสดงกินในฉากต่อมา) และฉากออรัลเซ็กส์ของแม่กับลูกแบบจะๆ(อีกแล้ว) หนังเต็มไปด้วยคำหยาบคาย บทตลกๆที่ตัวละครถ้าไม่พูดเหมือนท่องก็จะพูดด้วยน้ำเสียงกระเส่าสุดสยอง ถ่ายภาพดิบๆแบบโฮมวีดีโอ เริ่มต้นและจบลงในแบบด้านที่ตรงกันข้ามกับคำว่า-งดงาม-และ-รื่นรมย์-โดยสิ้นเชิง
แต่บัดเดี๋ยวก่อน
หนังดิบๆเรื่องนี้เต็มไปด้วยพลังบางประการที่ผลักอกคนดูจนต้องลงไปจุกแอ้กบนพื้น ส่วนหนึ่งมาจากพลังล้นเหลือของเจ๊ divine ที่เป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมด ในทุกฉากที่เจ๊ปรากฏตัว(ซึ่งก็คือเกือบทุกฉากในหนัง)ผลักดันให้ความเพี้ยนของหนังไปไกลถึงขีดสุด นอกจากนี้วิธีการที่หนังเล่าในจุดหนึ่งดูเหมือนหนังจะเสียดสีความบ้าคลั่งในการเป็น -somebody- ของผู้คน
เพียงแต่คราครั้งนี้หนังเลยเถิดไปจนถึงสุดขอบของเขตแดนภาพยนตร์บนดิน (หนังติดเรท nc-17และที่จริงแล้วหนังก้าวขาอยู่ในทางของหนังโป๊ หรือ snuff filmsอยู่ข้างหนึ่งแล้ว) ความบ้าคลั่งของตัวละครในเรื่องโดยเนื้อแท้ไม่ต่างจากความบ้าคลั่งของเรา
เพียงแต่มันถูกย้อม ดัด แต่งหน้าแต่งตาจนออกมาอุบาทว์เกินทน(ลองดูหน้าของเจ๊divine เพื่อเป็นตัวอย่างได้เลย) สะท้อนความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวในตัวเราออกมาจนเราสะอิดสะเอียน และจนถึงทุกวันนี้ ผ่านมา 32 ปี(หนังสร้างปี 72) พลังของหนังยังคงแผ่ซ่าน ใหม่สด(สยดสยอง)ทุกครั้งที่เราเปิดดู(เชื่อว่ามีน้อยคนที่จะดูมันซ้ำเรื่อยๆ)
..................................................

หนังเรื่องนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยเรื่องราวสูงส่งยากต่อการตีความ ไม่ได้ยกระดับจิตวิญญาณเรา(หนำซ้ำอาจฉุดเราลงได้อีกต่างหาก)
ไม่ได้มีภาพถ่ายสวยงามหรือเรื่องราวเร้าใจ แต่สิ่งหนึ่งที่หนังมี(ซึ่งหาได้ยากยิ่งในหนังเรื่องไหนๆ) คือการพาตัวเองไปอยู่ที่สุดเขตแดนด้านหนึ่งของภาพยนตร์ ในฐานะหนึ่งหนังถ่อยเรื่องนี้แสดงศักยภาพของความเป็นศิลปะอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ประนีประนอม และเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน ซึ่งจัดเป็นศิลปะแท้ในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน
edit @ 2005/09/25 22:16:54
#1 By Mrs. Holmes on 2005-06-30 11:28