โหมโรง : ระนาดกับเปียโน
posted on 29 Jun 2005 15:13 by filmsick in made-in-thailand
ในยุคสมัยแห่งจักรวรรดินิยม
ประเทศไทยเคยพยายามจะเป็น-อารยะประเทศ-
เพื่อหวังจะให้ชาติตะวันตกมองอย่างเป็นมิตร
ด้วยการออกข้อบังคับให้คนไทย สวมหมวก เลิกกินหมาก แต่งตัวแบบสากล
รวมไปถึงกฏหมายข้อบังคับเกี่ยวกับศิลปะประจำชาติ
ด้วยมองว่าล้วนเป็นสิ่งโบราณคร่ำครึ ไม่ศิวิไลซ์
แต่ในปีพุทธศักราช 2547(หลายคนอาจเข้าใจได้มากกว่าถ้าบอกว่าปี 2004)
ประเทศไทยกำลังผเชิญหน้ากับสงครามวัฒนธรรมที่ถาโถมเข้ามา
พร้อมกับการมาถึงของ-โลกาภิวัฒน์-
ที่นอกจากเชื่อมโลกทั้งใบเข้าไว้ด้วยกัน
ยังแอบกลืนกินมันด้วยระบบทุน และวัฒนธรรมการบริโภค
ผลักดันให้หนุ่มสาวแห่งยุคสมัยกลายเป็นหนุ่มสาวที่ล้วนเหมือนถอดออกมาจากเบ้าพิมพ์เดียวกัน
ไม่ว่าจะยุโรป อเมริกา จีน อินเดีย ญี่ปุ่น แอฟริกาใต้ หรือไทย
ตั้งแต่การแต่งตัวเสื้อผ้าทรงผม ไล่ไปจนถึงสิ่งสำคัญ
คือความคิดทัศนคติต่อการมองโลก
จนกระทั่งรัฐบาลต้องออกมาสนุบสนุนให้ผู้คนหันกลับมามองรากเหง้าของตัวอีกครั้ง
หยิบยกเอาวัฒนธรรมมาเผยแพร่(ไล่จนถึงใช้เป็นข้ออ้างในการออกกฏบังคับ)
หากพับทบสองห้วงเวลานี้มาติดกัน
คงน่าขันยิ่งที่มันเหมือนจะยืนอยู่คนละขั้วความคิด
แต่ก็อดขนลุกไม่ได้ที่พบว่าผลลัพทธ์จากทั้งสองกรณี
ล้วนลงเอยในรูปรอบเดียวกัน
คือการพังทลายของวัฒนธรรมเก่า
เพียงแต่ในกรณีหลังบางทีมันอาจไปแล้วไปลับไม่กลับมาอีกเลยก็เป็นได้
...............................................................................................
ผู้กำกับอิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์(เจ้าของหนังไทยในดวงใจผมเรื่องหนึ่ง-ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด-)
พาเราอันเป็นผู้คนในยุคสมัยหลัง
ย้อนกลับไปดูยุคสมัยแรกอีกครั้งในหนังเรื่องที่สองของเขา
และในเมื่อมีผู้รู้เคยบอกว่าเราจะจัดการอนาคตได้ด้วยการเรียนรู้อดีต
มันจึงเป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อยที่เราจะดูหนังเรื่องเรื่องนี้เพื่อใคร่ครวญถึงบ้านเมืองของเราเอง
หนังเล่าเรื่องตัดสลับระหว่างสองยุคสมัย
หนึ่งคือยุคของ -ศร-(ว่ากันว่าดัดแปลงมาจากอัตชีวประวัติของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ)ในวัยหนุ่ม
ที่ต้องต่อสู้กับสงครามในใจ
ขณะค่อยๆพัฒนาเชิงระนาดของตัว
และยุคของท่านครูศร ในวัยชราที่ต้องต่อสู้กับสงครามวัฒนธรรม
กลางยุคสมัยที่ประเทศกำลังสับสนวุ่นวาย
โดยหนังเชื่อมสองห้วงเวลาเข้าไว้ด้วยกันผ่านสิ่งต่างๆไที่ตัวเอกต้องประสบพบเจอ
เช่นในฉาก ประชันระนาดรั้งแรกของศร กับ ขุนอิน ก็เล่าต่อด้วยฉากสงครามฝนประเทศ
หรือในช่วงประชันระนาดในตอนท้าย
ก็ตามด้วยฉากปะทะคารมของท่านครูศร กับผู้พันหนุ่ม
(อันถือเป็นฉษกที่ทรงพลังทางการแสดงมากที่สุดฉากหนึ่งในหนังไทยยุคนี้
และต้องขอบคุณที่เลือกคุณ พงษ์พัฒน์ มารับบทผู้พัน สีหน้าของคุณพงษ์พัฒน์ตอนได้ยินเสียงระนาดครั้งสุดท้ายขณะออกจาบ้านท่านครู นี่เยี่ยมมากๆ)
และแม้เวลาของท่านครูศรบนจอจะน้อยกว่าศรในวัยหนุ่ม
แต่ก็กลับเป็นช่วงเวลาอันเป็นหัวใจของเรื่อง
(ในขณะที่ช่วงวัยหนุ่มเป็นเหมือนผงชูรส ด้วยการเล่าเรื่องกระชับฉับไว สวยงามและ สนุกสนาน)
ยิ่งได้รับพลังจากการแสดงอันเยี่ยมยอดของคุณ อดุลย์ ดุลยรัตน์
ทำให้ทุกการปรากฏตัวของท่านครู ล้วนสง่างามและมีบารมี
บารมีอันพึงมีในผู้ศิวิไลซ์
หนังพูดเรื่องความไม่ศิวิไลซ์ของดนตรีไทยไว้หลายครั้งจนอดคิดตามไม่ได้ว่า
ความศิวิไลซ์นั้นคืออะไร และวัดจากอะไร
ความศิวิไลซ์ไม่น่าจะใช่การฟังเพลงคลาสิค จิบไวน์
หรือคงไม่ใช่การมีเทคโนโลยีรุ่นล่าสุด
หรือการขับรถหรู
หรือวิถีชีวิตแบบชนชั้นสูง
แต่ความศิวิไลซ์น่าจะหมายถึงการตื่นรู้
มากพอที่จะละเมียดละไมกับสิ่งต่างๆในชีวิต
ซึ่งหนังได้แสดงความศิวิไลซ์ของดนตรีไทยไว้อย่างน่าชื่นชม
แต่มันก็หมายรวมไปถึงสิ่งอื่นด้วย
ความเก่า ความใหม่
ตะวันออก ตะวันตก
ไม่ใช่เครื่องหมายของความศิวิไลซ์
หากเป็นเพียงเปลือกนอกของผู้ที่ไม่อาจเข้าถึงความศิวิไลซ์ไดๆเลยต่างหาก
................................................................................................

ในหนแรกที่เข้าไปดูผมคิดเอาว่าหนังน่าจะใช้ดนตรีประกอบทั้งหมดเป็นดนตรีไทย
แต่กลับพบว่าหนังเลือกใช้ดนตรีประกอบในทางสากล
ซึ่งถือว่าเป็นการคิดถูกมาก
เพราะนั่นทำให้ เสียงระนาด และเสียงดนตรีไทยทั้งหมดที่ได้ยินในเรื่อง
ถูกขับให้โดดเด่นขึ้นมาเป็นตัวละครสำคัญอีกตัว
ทั่ทั้งอ่อนหวาน(ในฉากสีซอที่หวานที่สุดในโลก และน่าเสียดายที่มีแค่ฉากเยว ไม่เช่นนนั้นหนังคงหวานขึ้นอีกเป็นกอง)
ดุดัน(เสียงระนาดของขุนอินเป็นตัวอย่าง)
พลิ้วไหว(เสียงรันาดช่วงต้นของศร)
ไปจนถึงตื่นเต้นเร้าใจ(ในฉากประช้นระนาด)
และสงบงดงงาม(ในฉากท้ายเรื่อง ผมชอบคำว่า-เป็นบุญหู-ที่ยายคนหนึ่งพูด มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ)
ซึ่งต้องขอบคุณผู้กำกับและทีมที่ปรึกษาทางดนตรของเรื่อง
ที่ทำให้ผมผู้ซึ่งวางตัวเองไว้ห่างไกลดนตรีไทยมาก ได้-เป็นบุญหู-กับเขาบ้าง
จะว่าไปถ้ามีของดีขนาดนี้ การฟื้นฟูคงไม่ใช่เรื่องยาก(แสดงว่าที่ผานมาความพยายามในการเผยแพร่ดนตรีไทยมันผิดทางไหมหนอ)
......................................................................................
บางทีสิ่งสำคัญที่หนังอยากเล่า
อาจซ่อนอยู่ในฉากที่ลูกชายของท่านครูซื้อเปียโนเข้าบ้าน
หนแรกท่านครูดูไม่พอใจนัก
แต่เมื่อลูกชายลองเล่น ท่านกลับลองตั้งใจฟัง
ก่อนจะเล่นตาม
วินาทีนั้นเสียงระนาดเคล้าคลอคู่เคียงไปกับเสียงเปียโน
สอดประสานเป็นหนึ่งเดียว
บางทีที่เราต้องทำไม่ใช่การปฏิเสธสิ่งใหม่ๆ
ไม่ใช่การยึดติดอยู่กับวัฒนธรรมเดิม
ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน
ไม่ใช่การยกวัฒนธรรมของตัวให้เป็นของสูงแล้วเหยียบย่ำวัฒนธรรมของผู้อื่น
หากมันคือการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วม
เปิดมจพอที่จะรับฟัง
ยืดหยุ่นเพื่อที่จะประยุกต์
ไม่ใช่แค่เฉพาะกับดนตรีไทย
แต่กับวัฒนธรรมทุกประเภท
การรู้จักยืดหยุ่นทำมให้วัฒนธรรมเคลื่อนไหว
เมื่อมีการเคลื่อนไหว
ก็คือมีชีวิต
......................................................................................
-มันยังดังอยู่นั่นเลย
ครูศรบอกกับเพื่อนสนิทเช่นนั้นเมื่อถูกถามถึงสภาวะของดนตรีไทย
มันอาจเป็นเพียงถ้อยคำของคนเพ้อไข้
หรืออาจเป็นปรารถนาในใจท่านที่หวังจะให้สานต่อ
หรือบางทีอาจเป็นสิ่งที่หนังอยากบอกกับเรา
บทเพลงที่เราไม่เคยได้ยิน
รากเหง้าที่เราไม่เคยใส่ใจ
มันยังดังอยู่ตรงนั้น
และผมเชื่อว่าหลังหนังจบลง
หลายคน(รวมทั้งผม)คงได้ยินมันชัดขึ้น
หลายคนที่เคยผ่านเลยอาจเหลียวกลับมาดูรากเหง้าอันล้ำลึกของเราอีกครั้งอย่างพินิจพิเคราะห์
หวังไปถึงอีกหลายคนที่มีความสามารถพอจะเปิดโอกาสให้เสียงดนตรีนั้นได้ดังไปจากรุ่นสู่รุ่น
เหมือนที่ขุนอินฝากศรไว้
และที่สำคัญืที่สุด
หวังว่าอีกหลายคนที่เคยปฏิเสธวัฒนธรรมทั้งของเราเองและของตะวันตก
คงจะได้เข้าใจมากขึ้น มากพอที่จะเสาะหาวิถีที่จขะอยู่ร่วมอย่างสวยงาม
เหมือนเสียงระนาดกับเสียงเปียโนในหนังเรื่องนี้
edit @ 2005/06/29 15:23:07

#1 By aun (203.113.81.132) on 2005-07-11 19:30