the river of no return สายน้ำไม่ไหลกลับ และการดูหนังกับแม่
posted on 28 Jun 2005 16:12 by filmsick in see-it-and-die
ช่วงนี้ใครแวะผ่านไปร้านขายหนังคงเห็น
หนังชุด diamond collection ปกสีดำที่มีแต่ภาพของmarilyn monroe หญิงสาวที่ได้ชื่อว่าsexyที่สุดในโลกคนหนึ่ง
อันเป็นชุดรวบรวมหนังของmonroe หลายเรื่อง
ทั้งthe seven yeas itch ที่มีฉากกระโปรงเปิดคลาสสิคชั่วนิรันดร์
niagara , bus stop และ how to be a millionaire
รวมไปถึงหนังเรื่องนี้ที่ผมหยิบมาดูก่อน
.............................
หนังเล่าเรื่องของ แมทท์ คาลเดอร์
ที่รับบทโดย robert mitchum ดาราตาเยิ้มคลาสสิคคนหนึ่งของฮอลลีวู้ด
คาลเดอร์ เพิ่งออกมาจากคุก และเดินทางมารับมาร์คลูกชายไปอยู่ด้วยกันหลังจากเมียเขาตาย
แมทท์ตั้งใจจะไปทำไร่สร้างชีวิตขึ้นจากผืนดินในยุคตที่ใครๆก็ตื่นทอง
หลังจากพบลูกชายเขาก็พบ เคย์ สาวนักร้องนักเต้นในบาร์
กับเวสตันแฟนหนุ่มของเธอ
พบกันเพียงชั่วครู่แล้วแยกจาก
เวสตันเป็นหนุ่มนักพนัน เขาขนะพนันนได้สิทธิ์ขุดทองในเคาซินซิตี้
เขาจึงชวนเคย์มาด้วยกันโดยเอางเนเก็บของเคย์มาซื้อแพล่องแม่น้ำบ้าระห่ำลงไป
ทั้งสี่มาพบกันอีกครั้งเมื่อแพของเวสตันเกือบจะถูกกระแสน้ำพัดหายไปดีที่แมทท์และลูกชายมาช่วยได้ทัน
แต่เวสตั้นกลับตอบแทนด้วยการขโมยม้าและปืนไปจากแมทท์และทิ้งเคย์ไว้ในกระท่อม
พอดีกับการบุกตะลุยของอินเดียนแดง
แมทท์ มาร์ค และ เคย์ จึงได้แต่เพียงล่องแพไปตามกระแสน้ำบ้าระห่ำเพื่อตามหาเวสตั้น และมเของเขาคืน
จากนั้นหนังเล่นสนุกกับพลอตการผจญภัยไปในแม่น้ำ
ที่ต้องผจญทั้งแก่งหินเกรี้ยวกราด เสือ อินเดียนแดง และคาวบอยหื่นกาม ซึ่ง ภายใต้ข้อจำกัดของยุคสมัย(หนังสร้าวปี 1954) ถือว่าไม่น่ารังเกียจแต่อย่างใด
และภายใต้พลอตสนุกสนานนั้น
หนังว่าด้วยเรื่องของอดีต และปัจจุบัน
ทั้งแมทท์และเคย์มีอดีตขมขื่น(สำหรับเคย์คือปัจจุบันขมขื่นว่าเวสตั้นทิ้งเธอ)
แต่สิ่งที่ทั้งคู่ต้องผเชิญทำให้ได้เรียนรู้ว่า
ชีวิตก็เหมือนแม่น้ำ ที่ไหลไปแล้วไม่ย้อนกลับ
ที่เราต้องทำคือมีชีวิตอยู่สืบต่อไปให้ได้ต่างหาก
ซึ่งแก่นของเรื่องดังกล่าวถูกวางไว้ในบทสนทนายืดยาวแบบพ่อแง่xxxอน
นอกจากจะมีประเด็นยังช่วยเบรคอารมณืตื่นเต้นผจญภัยให้เป็นอารมณ์หวานๆขำๆได้ไม่เลวอีกด้วย
หนังได้การแสดงแบบเก่า(คือ แข็งๆเวอร์ๆอยู่สักนิด) สเน่ห์เลือล้นของสองดารนำ และเพลงประกอบไพเราะ
(ไม่ว่าจะในปี 54 หรือปัจจุบันหลังดูหนังจบเชื่อว่าคุณจะต้องฮัมตามและติดหูอยู่อีกหลายวัน)
...................
ไม่ได้เป็นหนังที่ไม่ดูไม่ได้
แต่เป็นรสชาติหวานชื่นจากอดีตที่ตอนนี้ไม่มีทางจะหาดูได้อีกต่อไปในหนังยุคปัจจุบัน

..........................
ผมดุหนังเรื่องนี้กับแม่ และน้าสาว
ทั้งสองคนจบป4 และเป็นนักดูหนังบ้านนอกที่โตในยุคของshane และ ขุมทองแมคเคนน่า
แม่รู้จัก จอห์น เวย์น เอลวิส เพรสลีย์ ตีคู่ไปกับ มิตร ชัยบัญชาและ สุรพล สมบัติเจริญ
คราครั้งโน้นการดูหนังมีมนต์วิเศษ
เพราะทีวียังมาไม่ถึง
ภาพเคลื่อนไหวบนจอมืดดึงให้ผู้คนแต่งตัวสวยงามออกจากบ้านไปเพื่อดูหนัง
สนุกสนานกับเรื่องผจญภัยง่าย(ลองหาthe majestic หรือ cinema paradisoมาดู นั่นละมนต์เสน่ฆืของหนัง)
แต่ในโลกตอนนี้ในยุคสมัยของมัลติเพลกซ์
ดูเหมือนหนังคลี่คลายมนต์เสน่ห์ของตัวเองลงไปมาก
กลายเป็นเพียง-สินค้า- และความบันเทิงชั่วคราวระหว่างเดินห้าง
แต่ก็เป็นในยุคปัจจุบันนี้ที่หนังแตกยอดคุณค่าความเป็นศิลปะของตัวเองออกในระดับสูง
หลายคนหยามหมิ่นหนังบันเทิงว่าเป็นงานพาณิชย์ที่ไม่มีคุณค่าอะไร
แต่ใช่หรือไม่ที่-หนัง-รับใช้ผู้คนด้วยหน้าที่อันหลากหลายกว่านั้น
สำหรับแม่ หนังเป็นความทรงจำสวยงามของแม่กับพ่อ
หนังเป็นโลกอีกใบที่พาเราไปยังที่ที่เราไม่เคยไป
ไปเป็นคนที่เราไม่เคยเป็น
หนังเป็นความบันเทิงที่ทำให้อะดรีนาลีนฉีดพล่าน
เช่นเดียวกับหนังเป็นสิ่งยกระดับจิตวิญญาณ
เครื่องมือเรียกร้องเสรีภาพ
และเครื่องมือทางการเมือง
เมื่อหนังรับใช้ผู้คนในหลายระดับ
บางทีการมองด้วยมุมแคบๆอาจทำให้เราพลาดที่จะทำความเข้าใจ-หนัง-ก็เป็นได้
ผมเองก็เพิ่องเข้าใจ
วันที่ผมดูหนังเหล่านี้กับแม่
หลังหนังจบแม่ชมเปาะว่าสนุกมาก(ทั้งๆที่ไม่ค่อยชมหนังใหม่ๆมากขนาดนั้นมานาน)
บางทีในบางที่ บางคน หนังบางเรื่อง ก็ใช่ว่าจะด้อยค่าเสมอไป
หากลองมองหนังจากมุมของผู้อื่น
บางทีเราอาจดูหนังด้วยความสนุกมาขึ้นก็ได้
ผมละเมออะไรไปนี่.....