ในอนาคต
จะมีหุ่นยนต์หนึ่งตัวต่อคน 5 คน
รับผิดชอบงานบ้านแทนมนุษย์
ทำทุกสิ่งที่มนุษย์ไม่อยากทำ
โดยมีกฏ 3 ข้อ
1. หุ่นยนต์จะไม่ทำร้ายมนุษย์
2.หุ่นยนต์ต้องเชื่อฟังคำสั่งของมนุษย์
3.หุ่นยนต์สามารถปกป้องตัวเองได้
จนกระทั่งวันหนึ่ง ศาสตราจารย์แลนนิ่งผู้ประดิษฐ์หุ่นยนต์ ฆ่าตัวตายโดยโดดลงมาจากตึกสำนักงาน
นักสืบสปูนเนอร์ผู้ถูกศาสตราจารย์เรียกตัวมาก่อนตาย(แต่ตั้งโปรปแกรมให้เรียกหลังจากเขาตาย)
ผู้ซึ่งมีแขนข้างหนึ่งเป็นแขนกลและไม่เคยไว้ใจหุ่นยนต์เป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้
โดยมี ดร. คาลวิน นักจิตศาสตร์หุ่นยนต์สาวเป็นผู้ช่วยเหลืออย่างไม่เต็มใจ
ยิ่งสืบค้นลึกยิ่งแปลกประหลาด
และอาจจะเชื่อได้ว่า เป็นการฆาตกรรมมากกว่าอัตวินิบาตกรรม และอาจเป็นฝีมือของหุ่นยนต์NS-5(ซึ่งมีชื่อว่าซันนี่)
ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่หลบอยู่ในจุดเกิดเหตุและที่สำคัญดูเหมือนหุ่นยนต์ตัวนี้จะเก็บความลับสำคัญบางประการไว้
ซึ่งนำมาสู่การผจญภัย ฉากแอคชั่นโชว์เอฟเฟคต์อลังการ และลุ้นระทึก
แต่ภายใต้ฉากหน้าตระการตาเหล่านั้น
หนังมีประเด็นน่าสนใจอยู่ไมใช่น้อย
ซึ่งไม่แน่ใจว่าประเด็นนี้มันมีอยู่ตั้งแต่ครั้งที่เป็นหนังสือของ ไอแซค อาซิมอฟ (ที่เป็นต้นทางของหนังแต่ว่ากันว่าเอามาดัดแปลงเสียเยอะ)หรือเปล่า
หรือเป็นจากหนังเองกันแน่
เพราะเอาเข้าจริงประเด็นหลักของหนังอาจเป็นเรื่องของสมองกับหัวใจ
การสร้างหุ่นยนต์ตามกฏ3 ข้อทำให้เชื่อได้ว่าหุ่นยนต์ไม่มีหัวใจ
เป็นเพียงสมองกลซับซ้อน ซึ่งไม่อาจเข้าภาวะอารมณ์ใดๆได้
ในขณะที่นักสืบสปูนเนอร์เชื่อว่าหุ่นยนต์เหล่านี้(ที่โรงงานใช้หุ่นยนต์สร้างหุ่นยนต์)อาจพัฒนาตัวเองไปถึงระดับขั้นที่มีความคิดซับซ้อนและก่ออาชญากรรมได้
แต่ซันนี่กับถูกพัฒนาให้เหนือกว่านั้น
ในขณะเดียวกันนักสืบสปูนเนอร์ผู้ซึ่งสูญเสียทั้งหัวใจและความไว้เนื้อเชื่อใจไปในอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง(ที่มีผลให้แขนของเขาต้องกลายเป็นแขนกล)
กลายเป็นตัวละครที่ใช้เพียงสมองในการตัดสินใจทุกเรื่อง
และยิ่งในฉากหนึ่งที่ดร.คาลวินวิเคราะห์พฤติกรรมของสปูนเนอร์ว่าเข้าข่ายรุนแรงโดยใช้ทฤษฏีจิตวิเคราะห์
ซึ่งมีหลักฐานแน่นอนแบละเป็นระบบ
มันใช่หรือไม่ว่าในที่สุดมนุษย์ก็ตัดสินกันเองโดยใช้สมองแต่เพียงอย่างเดียว
ทฤษฎีถูกสร้างขึ้นจากผลทางสถิติที่เกิดจากการสังเกตมนุษย์
เป็นเรื่องของสิ่งที่ประชากรเป็นแต่ไม่ใช่จะใช้สิ่งนี้เพียงสิ่งเดียวตัดสิน-มนุษย์-ได้
ทฤษฏีจิตวิเคราะห์ที่ดร.คาลวินใช้จึงมีหน้าที่ไม่ต่างจากกฏ 3 ข้อสำหรับหุ่นยนต์นั่นเอง
ในขณะที่ตอนท้ายเรื่องการก่อการปฏิวัติของหุ่นยนต์ NS-5นั้นก็ไม่ได้เกิดจากการที่หุ่นยนต์แหกกฏ 3 ข้อ
แต่เกิดจากการที่หุ่นยนต์ปฏิบัติตามกฏ 3 ข้อ อย่างเคร่งครัด และ-ไม่มีหัวใจ- อย่างที่ซันนี่ได้ว่าไว้นั่นเอง
.........................................


ในตอนท้ายเรื่องคาลวินบอกนักสืบสปูนเนอร์ว่า ในที่สุดคุณก็มีหัวใจ
เพราะการตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ยิ่งซับซ้อนยิ่งไม่อาจใช้สมองแต่เพียงอย่างเดียวได้
หากต้องใช้หัวใจร่วมด้วย
ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง
เรามักพยายามตัดสินถูกผิดอย่างเป็นเหตุผลและมีระบบ
ใช้ชีวิตภายใต้พลังขับเคลื่อนไม่หยุดนิ่งของสมอง
และปล่อยให้หัวใจค่อยๆเล็กลีบลงทุกทีๆ
บางทีสักวันหนึ่งเราอาจพบว่าเราเองไม่ต่างNS-5และเห็น-อันตรายในตัวเอง
......................................
น่าเสียดายที่บางทีอาจเพราะเอฟเฟคต์อลังการของหนังอาจกลบสารสำคัญเสียจนมิด
รวมไปถึงเสียดายที่น่าจะมีบรรยากาศ-มืด- แบบที่โพรยาสเคยทำในหนังสุดยอดๆ อย่างthe crow หรือ dark city
แต่โดยรวมถือเป็นหนังซัมเมอร์อีกเรื่องที่มีเนื้อมีหนังตามหลังxxxแมงมุมไปติดๆ(จนใจชื้นได้ว่าซัมเมอร์ปีนี้ดูมีหวังกว่าปีที่แล้ว:))
และแม้ว่าประเด็นเหล่านี้เคยถูกพูดถึงในทั้งAI. และ minority report มาก่อนหน้า แต่เพิ่งเป็นครั้งนี้เองที่ผมรู้สึกว่าประเดด็นนี้มันชัดจริงๆ
สรุปง่ายๆว่ามาชวนดูกันครับแม้จะเป็นคอหนังซัมเมอร์หรือไม่ก็ตาม

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet