Cure จิตสังหาร
posted on 28 Jun 2005 16:03 by filmsick in sickfilm
************เนื่องจากมีความจำเป็นต้องเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์เพื่อทำความเข้าใจ แลกเปลี่ยน ดังนั้น สำหรับท่านที่ยังไม่ชมภ่าพยนตร์เรื่องนี้ เมื่อเห้นสัญลักษณ์ +++++++++++++ ปรากฏ ของใหยุดอ่าน ครับ (เว้นแต่ท่านไม่คิดจะดูฆนังเรื่องนี้ซึ่งจะน่าเสียดายมากกกกก) **************
เพียงในช่วงระยะเวลาสามเดือน
เกิดคดีฆาตกรรม ขึ้นมากมายหลายคดี
ทุกคดีล้วนพบผู้ต้องหาทั้งสิ้น
ทุกคนจู่ๆก็ฆ่าผู้คนที่ตัวรู้จักรักใคร่อย่าไร้เหตุผล
-ราวกับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ผู้ต้องหาคนหนึ่งบอก
คดีเกิดขึ้นคนละที่ ผู้ต้องหาคนละคน วิธีการฆ่าก็แตกต่างกันไป
ฟังดูไม่มีอะไรเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน
จะเว้นเสียก็แต่ในเหยื่อทุกราย จะถูกปาดคอเป็นรูป ตัว X
ซึ่งกระทำโดยผู้ต้องหาแต่ละคนๆไป
ซึ่งก็เป็นเพราะสิ่งนี้เอง ทาคาเบะ จึงถูกส่งตัวมาสางคดี ที่ล้วนไม่เกี่ยวเนื่อง หากแต่เชื่อมโยงกันจนน่าสงสัย
ท่ามกลางความมืดมิดของการสางคดี ชีวิตส่วนตัวของทาคาเบะก็ดูมืดหม่น เขามีภรรยาที่ป่วยเป็นโรคประสาท มีอาการพูดจาติดขัด หลงๆลืมๆ
เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะทั้งดูแลเธอ และทำงานไปพร้อมๆกัน
ขณะเดียวกันชายจรจัดไร้ชื่อคนหนึ่งพเนจรไปยังที่ต่างๆกัน เขาหลงๆลืมๆ พูดจาติดๆขัดซ้ำไปซ้ำมา
ชี้ชวนผู้คนให้เล่าเรื่องของตัวและมองไฟแช๊คของเขา
และคดีประหลาดผูกโยงทั้งสองเข้าด้วยกันนำพาทั้งคู่ไปสู่บทสรุปอันสุดสะพรึง
.........................................
คิโยชิ คุโรซาว่า เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในบ้านเราหลังจาก ความสำเร็จของ kairo หนังสยองขวัญที่พูดถึงความห่างเหินของมนุษย์ กับมนุษย์ และมนุษย์กับเทคโนโลยี ผ่านการเล่าเรื่องเวบไซต์ประหลาด (หนังเข้าฉายในไทยโดยใช้ชื่อเก๋มากว่า ผีอินเตอร์เนท !) หนังทำได้สยองขวัญ เย็นเยียบ และคงบรรยากาศเช่นนั้นไปได้ตลอดเวลา จากนั้นชื่อของ คุโรซาว่า(ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ อากิระ คุโรซาว่า ปรมาจารย์ผู้กำกับท่านนั้น) จึงกลายเป็นชื่อที่เราต้องจดจำในฐานะนักสร้างหนังสยองขวัญฝีมือดีคนหนึ่ง
Cure เป็นผลงานที่สร้างขึ้นก่อนหน้า kairo หลายปี (และยังมีหนังสยองขวัญน่าดูอีกหลายเรื่อง เช่น charisma , seance เป็นต้น) และแสดงให้เห็นถึงความเป็นอัจฉริยะด้านการเล่าเรื่องสยองขวัญของ คุโรซาว่าได้เป็นอย่างดี
ตัวพลอต และวิธีการเล่าเรื่องนั้น แทบจะถอดบลอคออกมาจากขนบหนังฆาตกรฆ่าต่อเนื่องทั่วไปเลยทีเดียว
เกิดการฆ่าต่อเนื่อง ตำรวจนายหนึ่งถูกส่งไปสืบสวนคดี โดยที่ตัวของเขามีปมในใจ เผชิญหน้ากับฆาตกร และถูกฆาตกรหลอกล่อ ยิ่งทำลึก ผู้คนรอบข้างยิ่งอันตราย
จะมีก็เพียงแต่ตอนจบเท่านั้น ที่ cure ดูต่างออกไป แต่ฟังเช่นนี้หลายคนคงคิดว่าก็แค่หนังฆาตกรโรคจิตธรรมดา
หากแต่สิ่งที่ทำให้ cure เหนือชั้นไม่ใช่วิธีการ แต่คือสาส์น ที่แฝงมาในตัวหนัง
![]()
+++++++++++++++++++++++++++(จากนี้ไป สำหรับท่านที่ดูแล้วเท่านั้นครับ)
เมื่อผู้ต้องหาในการฆ่าเหล่านั้น ล้วนตกเป็นเหยื่อของการสะกดจิต จากชายผู้ที่น่าจะชื่อมามิยะทั้งสิ้น
และมันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เราจะพบว่า บรรดาเหยื่อของการถูกสะกดจิต (แต่ก็เป็นผู้ต้องหาฆ่าผู้อื่นอีกทีหนึ่ง) จะประกอบด้วย คุณครู โรงเรียนอนุบาล คุณหมอ และคุณตำรวจ
เหยื่อทั้งสามล้วนดำรงคงอยู่โดยมีที่มั่นทางสังคมอยู่ทั้งสิ้น !
ดังเช่นที่ คุโรซาว่าเคยให้สัมภาษณ์ไว้ครั้งหนึ่งว่า
- ผมคิดว่าเป็นไปได้ที่คนธรรมดาทั่วไปที่สุดคนหนึ่ง จะสามารถกลายเป็นฆาตกรได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้ -
คนที่เป็นนักธุรกิจ เป็นหมอ เป็นครู เป็นตำรวจ มักถูกมองในฐานะคนที่สามัญที่สุด มีฐานะทางสังคม รับรู้ผิดชอบชั่วดี
เป็นคนที่ดูห่างไกลจากการเป็นฆาตกรมากที่สุด (ยิ่งแต่ละคนต่างก็มีชีวิตที่อยู่ในขั้นดีมากๆด้วยซ้ำ )
แต่อย่างไรก็ดี กุญแจสำคัญสำหรับความเป็นไปได้มันอยู่ตรงที่ บทสนทนาของ คุณหมอ ซาคุมะ จิตแพทย์คู่หูของทาคาเบะ ที่เขาบอกว่า - การสะกดจิตไม่มีทางทำให้คนคนหนึ่งทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความต้องการของตัวเองได้
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น มันก็หมายความเช่นกับที่ คุโรซาว่าให้สัมภาษณ์ไว้ -จริงๆแล้ว มีบ่อเก็บความโกรธแค้เกลียดชังที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวเราทุกคน ซึ่งศีลธรรมและมาตรฐานทางสังคมมองข้าม
กระทั่งคนที่ควรจะอยู่ในกรอบศีลธรรม ก็ใช่จะไม่มีบ่อชนิดนี้ในใจ
และเมื่อชาย(ที่อาจจะ)ชื่อ มามิยะ ปลดปล่อยมันออกมา
หนังก็ตั้งคำถาม ว่า ความโกรธเกลียดแค้นชิงชัง ถึงขั้น ฆ่า- ได้นี้จะพาเราไปถึงจุดไหน
และหากพิจารณาจากชื่อหนัง cure หมายถึง การเยียวยา การเยียวยาด้วยการปลดปล่อยความชิงชังเหล่านั้นออกมา จะรุนแรงร้ายกว่าการเป็นโรค มีศีลธรรม - สักแค่ไหน
และคำตอบที่หนังให้มันชวนขนลุกเอามากๆ
และในส่วนของทาคาเบะนั้น ดูจะเป็นของหวานสำหรับชาย(ที่อาจจะชื่อ )มามิยะ เป็นอย่างมาก
เขามีปมในใจเกี่ยวกับภรรยาคุ้มดีคุ้มร้าย
เขาตอบโต้การสะกดจิตอย่างง่ายของ (ชายที่อาจจะชื่อ ) มามิยะ ภายใต้การพูดจาซ้ำ การเอาแต่ทวนคำถาม และการถามคำถามเดิมๆซ้ำๆ ซึ่งเมื่อไรก็ตามที่คู่สนทนา หงุดหงิดและเริ่มตอบคำถาม เขาก็จะถูกชักนำสู่กระบวนการสะกดจิต (นี่แสดงให้เห็นว่าจิตเรานั้นอ่อนแออย่างมาก และหวั่นไหวเพียงแค่คำซ้ำๆไม่กี่คำก็อาจทำให้เรา อ่อนเอนไปแล้ว)
ในขณะที่ในทุกๆคำถาม ทาคาเบะจะตอบโต้เสียงดัง ขัดจังหวะคำซ้ำของ (ชายที่อาจจะชื่อ ) มามิยะเสียจนหมดสิ้น
และนั่นทำให้ (ชายที่อาจจะชื่อ ) มามิยะ สนใจทาคาเบะอย่างมาก เพราะเขามีพลังอำนาจมากกว่าจะตกเป็นเหยื่อ แต่อาจจะกลายเป็นตัวตายตัวแทนได้เลยทีเดียว
ในช่วงสิบห้านาทีสุดท้ายของหนัง เต็มไปด้วยภาพไม่ต่อเนื่องที่ชวนฉงนฉงาย ถึงลำดับของเหตุการณ์ และที่มาที่ไป มีความตายเกิดขึ้นมากมายและไม่อาจแน่ใจได้ว่า ใครฆ่าใคร
จนแม้หนังจบไปเราอาจต้องถอยฉากเหล่านั้นมาดูซ้ำเพื่อความเข้าใจ หากแต่ก็ยังไม่พบอะไรทั้งสิ้น
นั่นเพราะบางทีอาจเป็นความจงใจของคุโรซาว่าเอง (เขาถึงกลับกล่าวขอโทษไว้ในบทสัมภาษณ์เลยด้วยซ้ำ ที่ไม่อาจทำให้คนดูเข้าใจได้ง่ายนัก) แต่มันกลับมีพลังอย่างมาก เนื่องเพราะแม้แต่คนดูเองในตอนท้ายก็คล้ายจะตกอยู่ในภาวะ ถูกสะกดจิตด้วยเช่นกัน
ยิ่งการเพิ่มประวัติภูมิหลัง เกี่ยวกับการสะกดจิตที่เผยแพร่เข้ามาในญี่ปุ่น ยิ่งทำให้หนังหนักแน่นขึ้นเป็นกอง (และหลังจากฉาก ฟังข้อความของ เมสเมอร์มิชชันนารีผู้เผยแพร่การสะกดจิต นี้เอง ทาคาเบะก็เปลี่ยนแปลง และคนดูก็ตกอยู่ในภาวะถูกสะกดจิต (โดย เมสเมอร์ หรือโดยทาคาเบะ ?))
และในฉากสุดท้ายของหนังดูจะส่งผลช๊อคความรู้สึกคนดูมากที่สุด
ทาคาเบะไปไกลกว่าเหยื่ออื่นๆของ(ชายที่อาจจะชื่อ ) มามิยะ
เขาไม่ได้แค่ฆ่าใครสักคน แต่เลยเถิด ข้ามกรอบศีลธรรมไปจนไม่อาจหวนกลับอีก
ที่สำคัญ เขาดูพึงใจกับสภาวะการณ์นั้น
เพราะที่ทาคาเบะทำคือการดื่มกาแฟอย่างรื่นรมย์
ราวกับหนังจะบอกว่า เมื่อเราเยียวยาตนเอง จากโรคแห่งศีลธรรม (การประพฤติตนตามกรอบแบบแผน คนดี ของสังคม เช่นที่ทาคาเบะกระทำโดยเฉพาะกับภรรยา มาตั้งแต่ต้น) เราสามารถมีอิสรภาพอย่างสุดขอบ และค่อยๆกลายจากมนุษย์ไปเป็นปีศาจไปในท้ายที่สุด( แม้หนังไมได้บอกไว้แต่เรารู้ได้ทันทีว่าเขาอาจจะลงมือฆ่าภรรยาของเขาและ ไปไกลกว่านั้นอีกหลายเท่า)

ฉากฆาตกรรมในหนังถูกถ่ายขึ้นอย่างประณีต คนดูแทบไม่เห็นความสยองเลย (และหากปรากฏก็จะเป็นเพียงวูบสั้นๆ) แต่การเลือกถ่าย ภาพ อย่าง กองเลือดบนผ้าปูที่นอน หรือภาพศพระยะไกล กลับทำให้เราจินตนาการไปได้ไกลจนขนพองสยองเกล้า (วิธีเคยได้ผลล้นเหลือมาแล้วกับ seven หนังเจ็ดข้อต้องฆ่าของ david fincher เรื่องนั้น)
แม้จะดูเหมือนหนังโรคจิตธรรมดา เรากลับพบว่า ที่แท้คิโยชิ คุโรซาว่า กำลังปอกเปลือก และวิพากษ์ความเป็นมนุษย์ของเราอยู่ แต่ที่น่าขนลุกที่สุด คือมันอาจเป็นความจริงเสียด้วย !
ดูข้อมูลหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่ครับ
http://www.imdb.com/title/tt0123948/
หาอ่านบทสัมภาษณ์ของ คิโยชิ คุโรซาว่า ได้ใน ไบโอสโคปฉบับที่ 6 (เมื่อครั้งยังเป็นเล่มเล็ก ) หน้าปก นนทรี นิมิบุตร ครับ ดูหนังแล้วควรอ่านอย่างยิ่งเพราะจะคลี่คลายความเข้าใจได้มาก
หรือจะลองอ่านในนี้ก็ได้ครับ ผมเองยังอ่านไม่จบ(เพราะเป็นภาษาอังกฤษ ) แต่เป็นบทสัมภาษณ์ถึงหนังเรื่องนี้โดยตรงเช่นกัน
http://www.reel.com/reel.asp?node=features/interviews/kurosawa
หนังเรื่องนี้ผมได้มาจากร้านพี่คนนั้นครับ(ออกมาทั้งชุดของ คุโรซาว่าเลยทีเดียว)

#1 By iJigg (124.121.135.204) on 2009-11-19 10:54