
แมกซ์พบกับไลโอเนลครั้งแรกกลางถนนที่ตัดผ่านทุ่งหญ้าแห้งแล้งรกร้าง
ถนนเงียบเชียบที่นอกจาซังหญ้าแห้งปลิวไปตามลมแล้วก็แทบจะไม่มีรถราผ่านมาสักคัน
แมกซ์เพิ่งพ้นออกมาจากคุก
และเฝ้าฝันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับกิจการการเปิดอู่ล้างรถ
ความฝันงดงามใกล้แค่เอื้อม
เขาจะไปเอาเงินเก็บที่พิสต์เบิร์ก แล้วเปิดอู่ที่นั่น
เขาจดทุกอย่างที่ต้องทำไว้ในสมุดเล่มเล็ก
และเก็บแคตาลอกข้าวของไว้ไม่ห่างจากตัว
ในขณะที่ไลโอเนลนั้นหนีจากครอบครัวไปเร่ร่อนอยู่กลางทะเลเป็นกะลาสีเรืออยู่ห้าปีเต็ม
หลังจากออกจากงาน
เขามุ่งหน้ากลับบ้านหวังเพื่อพบลูกที่เขาไม่เคยเห็นหน้า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นหญิงหรือชาย
เขาซื้อโคมไฟอันสวยใส่กล่องสีขาวและผูกโบสีแดง
ซื้อโคมไฟเพราะมันใช้ได้ทั้งสำหรับเด็กหญิงและเด็กชาย
หอบกล่องของขวัญไปในทุกที่
เริ่มแรกแมกซืไม่ขชอบหน้าไลโอเนลนัก
แต่หลังจากไลโอเนลให้เขายืมไม้ขีด
ทั้งคู่ก็พูดคุยกัน
แมกซ์ชักชวนไลโอเนลร่วมเป็นหุ้นส่วนเปิดอู่ล้างรถ
ไลโอเนลถามว่าทำไม
แมกซ์บอกว่าเพราะไลโอเนล(ซึ่งเขาเปลี่ยนชื่อเป็นไลออน) ให้เขายืมไม้ขีดซึ่งนั่นเป็นไม้ขีดก้านสุดท้าย
จากนั้นทั้งคู่ก็เร่ร่อนไปตามถนนชนบทด้วยการอาศัยการโบกรถ ตู้รถไฟว่างๆ
เดินทางผจญภัยไปกับโลกจริงโหดร้าย
และความดำมืดในใจตัวเอง
.............................................
หนังชื่อ scarecrow อัแปลว่าหุ่นไล่กา
แต่เราพบว่าไม่มีสักฉากเลยที่เราได้เห็น หุ่นไล่กาจริงๆ
นอกเสียจากครั้งหนึ่งผ่านปากคำของำไลโอเนลที่เล่าให้แมกซ์ฟังว่า
หุ่นไล่กา ไม่ได้มีไว้ให้กากลัว
หากแต่ชาวนาสร้างหุ่นไล่กาขึ้นยัดมันด้วยฟาง
ให้มันสวมหมวกตลกๆ จากนั้นเอามันไปวางไว้กลางทุ่ง
เพื่อให้ฝูงกานั้นหัวเราะ
พวกกาจะมองดูหุ่นไล่กาพลางบอกกันว่า หุ่นไล่กานั่นตลกมาก
เราไปกินข้าวที่ไร่อื่นกันเถอะ อย่ากินข้าวที่ไร่นี้เลย
แล้วฝูงกาก็บินจากไป
แมกซ์หัวเราะเยาะเรื่องเล่านี้
แต่ไลโอเนลเชื่อเอาจริงๆจังๆ
เพราะกับทุกเรื่องบนโลกนี้ไลโอเนลจะทำให้มันเป็นเรื่องตลก
เขาหัวเราะหัวใคร่ได้กับทุกสิ่ง(แม้ในห้วงยามที่เจ็บปวดชอกช้ำถึงที่สุด)
หากฝูงกาหมายถึงอุปสรรคนานับในชีวิตเรา
เรื่องราวเลวร้ายที่ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องผเชิญหน้ากับมัน
ในยามนั้นเราทุกคนก็ต้องเป็นหุ่นไล่กา
บางทีหุ่นไล่กาคือวิธีที่เราจะผเชิญหน้ากับโลกโหดร้ายใบนี้นั่นเอง
ไลโอเนล เลือกที่จะเป็นหุ่นไล่กาวตลก
ขณะที่แมกซ์ผู้มีอารมณ์ร้อน ฉุนเฉียว และพร้อมจะชกต่อยกับคนที่พูดจาไม่เข้าหูเขาได้ทุกเมื่อ
เลือกที่จะเป็นหุ่นไล่กาที่กร้าวต่อทุกฝูงกาในไร่ใจของเขา
...................................................
หนังไส่ฝูงกาประดังประเดเข้ามายังหุ่นไล่กาทั้งสอง
ไม่ว่าเงินทองที่ร่อยหรอ
การโบกรถอันยากลำบาก
ไม่ว่าจะเป็นในรูปของหญิงสาวเร่าร้อนเพื่อนของเพื่อนเก่าของแมกซ์
ที่นำพาให้ทั้งคู่ต้องเข้าคุก
และทำให้ไลโอเนลได้เรียนรู้ว่าบางครั้งเราไม่อาจหัวเราะให้กับเรื่องที่มันโหดร้ายจริงๆได้
กับกาบางชนิดหุ่นไล่กาก็ต้องลงมือไล่ด้วยความแข็งกร้าว
ในขณะที่อีกฉากหนึ่งที่แมกซ์พร้อมที่จะตอบโต้ผู้คนด้วยความแข็งกร้าว
ไลโอเนลกับสอนให้เขารู้จักที่จะตอบโต้ด้วยรอยยิ้ม
นำมาซึ่งฉากจำอันเป็นฉากที่แมกซ์ผู้ซึ่งมักห่อหุ้มตัวเองด้วยเสื้อผ้าซ้อนทับหลายชั้น
เสมือนเปลือกแข็งหุ้มจิตวิญญาณเปราะบางของเขาเอาไว้
เลิกที่จะทำลายกำแพงแห่งความกลัวซึ่งห่อหุ้มไว้ด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
แทนที่เขาจะต่อยใครสักคนล้มคว่ำ
เขากลับลงมือเต้นระบำเปลื้องเสื้อผ้าของตนออกทีละชิ้น
และได้เรียนรู้ว่าหากเรายิ้มหัวให้กับโลกโลกจะยิ้มหัวให้กับเรา
และนอกจากทั้งคู่จะได้เรียนรู้วิธีที่เราจะตอบโต้ต่อโลก
เหนือสิ่งอื่นใดทั้งคู่ได้เรียนรู้ถึงวิธีของกันและกัน
........................................
ในช่วงสุดท้าย
หนังทำลายความหวังดีที่มีต่อโลกของไลโอเนลลงอย่างย่อยยับ
ฉากที่ไลโอเนลเล่นกับเด็กตรงน้ำพุก่อนจะค่อยๆล่มสลายลง
เป็นฉากน่าจดจำไม่แพ้ฉากจบของหนังอย่างmidnight cowboy หรือฉากสำคัญในห้องมืด ของทราวิสในparis texas
แต่หนังไม่ได้บอกกับเราว่าวิธีของไลโอเนลเป็นวิธีที่ใช้การไม่ได้
เพราะสำหรับแมกซ์ผู้ซึ่งตอบโต้โลกโดยวิธีการอันแข็งกร้าวมาตลอด
บัดนี้เขาได้เรียนรู้มันสำคัญแค่ไหนที่ในบางทีจะยิ้มสู้
นำมาซึ่งฉากจบของหนังที่ทั้งน่าขัน แสนเศร้าแต่ก็อบอุ่นในหัวใจ
.........................................
หนังได้พลังของสองนักแสดงระดับตำนานอย่างอัลปาชิโน(al pacino)(ที่ในคราครั้งนั้นยังเป็นวัยกระเตาะหน้าใสแต่ฝีมือสุดเฉียบขาด)ในบทไลโอเนล
และ ยีน แฮกแมน(gene hackman) ในบทแมกซ์ผู้กร้าวแกร่ง
และนักแสดงทั้งคู่ก็ให้การแสดงระดับตำนาน
ทำให้แมกซ์กับไลโอเนลเป็นคนเขลาที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
โลดแล่นประหนึ่งมีอยู่จริง
และภายใต้การกำกับของเจอร์รี่ แซตทส์เบริ์ก(Jerry Schatzberg) สร้างอารมณ์เศร้าหมอง แต่งดงาม ดิบเถื่อนแต่อบอุ่นไปพร้อมๆกัน
นำพาหนังไปรับรางวัลปาล์มทองคำที่เมืองคานส์ในปี 1973
แม้หลังจากนั้นหนังจะถูกกล่าวถึงน้อยกว่าหนังร่วมรุ่นอย่างmidnight cowboy, five easy pieces หรือ paris texas
แต่อารมณ์และคุณค่าของมันไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย
........................................
หนังมีฉบับลิขสิทธิ์ให้เช่าในรูปแบบของVDOในลิขสิทธิ์ของซีวีดี ภายใต้ชื่อไทยว่า ฝันสุดท้ายของชายพเนจร
ล่าสุดถูกนำมาโละในกรุหนังลดราคาเหลือม้วนละ 9 บาท
ภาพฉากหน้าของหนังอาจไม่งดงามนักแต่นี่เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรพลาดโวยประการทั้งปวง(โดยเฉพาะถ้าใคร อินกับ หนังสามเรื่องที่ผมยกตัวอย่างมาก่อนหน้า)