kitchen stories ครัวของคนเหงา / FS
posted on 23 Jun 2005 23:16 by filmsick in humanism
กลางทศวรรษห้าสิบ บริษัทเครื่องครัวในสวีเดนกำลังทำการทดลองที่ว่าด้วยหารแสวงหาห้องครัวที่ดีที่สุดสำหรับผู้ชายที่อยู่คนเดียว (หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยทำการทดลองอย่างเช่น เครื่องปอกมันฝรั่งที่ประหยัดเวลา หรือเครื่องเช็ดจานลดพลังงาน) เหล่าบรรดานักสังเกตุการณ์ถูกส่งตัวกระจายไปทั่วแถบแสกนดิเนเวียในรถพ่วงรถบ้านรูปไข่ขนาดเล็กแบะเก้าอี้สูงๆผูกติดไว้ข้างบนอีกที) เพื่อสังเกตการณ์เหล่าชายโสดที่เป็นอาสาสมัครบันทึกกิจวัตรการใช้ครัวของพวกเขาเพื่อนำมาวิเคราะห์ โดยมีกฎเหล็กว่าห้ามผูกพันกับอาสาสมัครโดยเด็ดขาด เนื่องเพราะมันอาจมีผลเป็นตัวแปรกวนรบกวนการทดลองโฟลเก้เป็นหนึ่งในบรรดานักสังเกตการณ์ชาวสวีเดน เขาถูกส่งตัวมายังบ้านของอิซัค ชายชราที่อาศัยอยู่ลำพังกับม้าแก่เจียนตายตัวหนึ่งในนอร์เวย์ และมีเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวเป็นคนขับรถแทรคเตอร์ชื่อ แกรนท์ ผู้ที่จะโทรศัพท์ไม่รับสายมาหาอิซัคทุกครั้งที่จะแวะมากินกาแฟที่บ้าน ผู้ซึ่งหลังจากกลับจากสงครามก็ดูงงๆเลื่อนลอยอยู่ตลอดเวลา แต่มาวันแรกโฟลเก้ก็เจอดี เพราะตาเฒ่าอิซัคไม่รับเข้าบ้าน จนหลายวันผ่านไปโฟลเก้จึงได้โอกาสนำเก้าอี้ยาว เข้าไป-สังเกตการณ์-อิซัคในห้องครัว หลังจากเล่นเกมเอาเถิดเจ้าล่อกันอยู่พักหนึ่ง
อิซคชักชวนโฟลเก้กินกาแฟ นำไปสู่มิตรภาพอบอุ่น อ่อนโยน และสงบงงามของชายแก่ขี้เหงาสองคนในหนึ่งฤดูหนาวอันยาวนาน
...................................................
ภายใต้ฉากหลังอันเป็นภาพขาวโพลนของหิมะในเมืองชนบท หนังทั้งเรื่องแทบจะดำเนินอยู่ภายในครัวของอิซัค และ บ้านรถ(ที่เป็นครัวด้วย)ของโฟลเก้ ผู้กำกับbent hamer ไม่ได้ให้ข้อมูลของคนทั้งคู่แก่เรา และในช่วงแรกของหนังแทบไม่มีบทสนทนาเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากมุกหยอกเอินระหว่างสวีเดนกับนอร์เวย์ (อย่าเงช่นเรื่องขับรถด้านซ้ายด้านขวา เป็นต้น) ในช่วงแรกคล้ายกับว่าอิซัคเป็นตาแก่หัวแข็ง ทำสงครามกับโฟลเก้ นักสังเกตการณ์ไร้หัวใจเสียด้วยซ้ำ เมื่ออิซัคแกล้งโฟลเก้ด้วยการไม่ยอมทำครัวในห้องครัว แกล้งเดินไปเดินมาให้โฟลเก้วาดแผนที่ยอกย้อน เจาะรูจากชั้นบนแอบดูโฟลเก้ แล้วหัวเราะเยาะ หรือจู่ๆก็เอาห้องครัวเป็นที่ตากผ้า โฟลเก้เองก็ไม่พูดอะไร ตั้งหน้าตั้งตาจดประหนึ่งหุ่นยนต์ แต่เมื่อทั้งโฟลเก้และอิซัคก็เป็นมนุษย์ และมนุษย์อย่างไรเสียก็ไม่อาจอาศัยเพียงลำพังได้ การปฏิสัมพันธ์อย่างง่ายเช่นการหยิบยืมนู่นนี่จึงเกิดขึ้น นำพาไปสู่การทำความรู้จักกันและกันระหว่าอิซัคกับโฟลเก้ และเราคนดูกับตัวละครทั้งสองหนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของผู้ชายสองคนได้อบอุ่นนุ่มนวล ซึ่งหาได้ยากจากหนังเรื่องอื่นๆ เพราะโดยมาก หนังมักจะออกมาในรูปของหนังที่ว่าด้วยคุณธรรมน้ำมิตรอันพบเห็นได้ทั่วไปในหนังแกงสเตอร์ฮ่องกง หรือไม่ก็มักแฝงประเด็นรักร่วมเพศ เอาไว้ แต่ในหนังเรื่องนี้กลับพูดถึงผู้ชายสองคนที่กลายเป็นเพื่อนพูดคุยกัน พวกเขาอาจไม่ทำโรแมนติคกันมาก ไม่ได้ตายแทนกันได้ ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กัน รวมถึงไม่ได้แสดงความเป็นลูกผู้ชายจนเกินงาม มันคล้ายกับที่หนังจะพูดคือ-การกลายเป็นเพื่อน- ขอผู้คน เนื่องเพราะหนังตั้งตัวของโฟลเก้อยู่ในฐานะของ นักสังเกตการณ์ เฝ้าศึกษาพฤติกรรมจากการสังเกต โฟลเก้มักนั่งอยู่บนเก้าอี้สูงๆ(เหมือนเก้าอี้ผู้ตัดสินเทนนิส)แล้วมองลงมายังอิซัค เหมือนจะบอกว่าฐานะของ-ผู้สังเกต-อยู่เหนือกว่า-ผู้ถูกสังเกต- ขณะที่อิซัคก็แอบดูโฟลเก้ผ่านรูจากชั้นสอง ทำให้อิซัคมีสถานะเป็น -ผู้สังเกตการณ์-ด้วยเช่นกัน การสังเกตการณ์เป็นวิธีในการศึกษาพฤติกรรมที่ดีเพราะผู้สังเกตการณ์จะไม่รบกวนการมีอยู่ของผู้ถูกสังเกต แต่ใช่หรือไม่ว่า ที่แท้แล้ววธีการที่ดีที่สุดในการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์คือการ-เป็นเพื่อน-กันต่างหาก นำมาซึ่งฉากน่ารักๆ อย่างการให้โฟลเก้นอนบนหลังม้าเพื่อให้ความอบอุ่นช่วยรักษาหวัด การแบ่งปลาเฮอร์ริงกันกิน แบ่งยาเส้นกันสูบ หรือแอบดู กรุเก็บพริกไทยของอิซัค อิซัคห่มผ้าให้โฟลเก้ แอบจดบันทึกให้โฟลเก้ โฟลเก้ฉลองวันเกิดให้อิซัคและร่วมดื่มกัน
เอาเข้าจริงๆ ตาแก่หัวแข็งอย่างอิซัคเป็นเพียงชายชราขี้เหงาที่สมัครเข้าโครงก่ารเพราะอยากได้ม้า(ซึ่งที่จริงเป็นเพียงม้าไม้สีแดงสำหรับประดับบ้าน) เช่นเดียวกับโฟลเก้ ผู้เหลือป้าแก่ๆจากแดนไกลเป็นญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ ในขณะที่แกรนท์เองก็ขี้เหงาไม่แพ้กัน ฉากที่เขายืนมองดูงานวันเกิดของอิซัคแล้วหอบเค้กเดินกลับบ้านทำให้หิมะหนาวและหนังเหงาขึ้นอีกเท่าตัว เหงาจนแอบลากบ้านของโฟลเก้ไปวางกลางทางรถไฟขณะที่โฟลเก้กำลังหลับ อิซัคเอารถม้าไปลากกลับมา(ซึ่งเป็นฉากจำสำคัญอีกฉากของหนัง)
และหลังจากให้เราได้เฮฮามาทั้งเรื่อง หนังค่อยๆดึงเราให้จมลงในอารมณ์เหงาที่คลี่คลุมครัวของอิซัคมาตลอดอีกครั้ง ในฉากจบอันแสนเศร้า การสังเกตุการณ์สิ้นสุด วิทยาศาสตร์ไม่สามารถวิเคราะห์ความเป็นเพื่อนได้ เพราะกระทั่งความตายก็ยังไม่อาจกระทำ จังหวะเนิบช้าฉุดให้เราเหงาลงเหมือนชีวิตทั้งชีวตที่ผ่านเลยของอิซัคและโฟลเก้ ก่อนที่ฤดูหนาวจะผ่านพ้น และเสียงสุดท้ายของโทรศัพท์ไม่รับสาย กับภาพถ้วยกาแฟสองใบ อากาศข้างนอกอบอุ่น
ในหัวใจคนดูก็เช่นกัน
...................................................
หนังได้พลังทางการแสดงจากTomas Norstrom ในบทของโฟลเก้
และที่สำคัญ Joachim Calmeyer ในบทตาเฒ่าอิซัค
ฉากที่เขาบอกลาโฟลเก้จากบนหน้าต่างการขยับท่าทางเพียงเล็กน้อยสงผลสะเทือนอารมณ์คนดูมหาศาล
บางทีกลางโลกเคว้งคว้างกว้างใหญ่
ที่อิ่มตัวไปด้วยผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์แข็งกระด้าง
ครัว อาจเป็นจุดศูนย์กลางของบ้าน อันเป็นหน่วยย่อยที่สุด
แต่มีแรงดึงดูดสูงสุดที่ผูกยึดมนุษย์ไว้กับโลก
ที่มนุษย์ต้องการ อาจไม่ใช่ครัวที่อำนวยความสะดวกทางกาย
หากแต่เป็นครัวที่อำนวยความสะดวกทางจิตวิญญาณ
ครัวที่เราจะนั่งลงแล้วล้อมวงกินกาแฟ สูบไปป์ หัวเราะหัวใคร่ในมื้อเย็น
ครัวที่แม้เราจะต้องอยู่ลำพังก็จะยังอบอุ่นเสมอ
......................................................
และนี่เป็นหนังอีกเรื่องที่ผมมาเชียร์กันอย่างออกนอกหน้าครับ(เรื่องก่อนกน้าที่นึกออก คือ happenstance กับ collage of our life และ lilya-4-ever)
ใครที่เป็นแฟนของผกก. Aki kaurismaki ( เหมือนที่ผมเป็น )ห้ามพลาด เลยครับ
edit @ 2005/06/23 23:17:08
edit @ 2005/09/22 23:46:42



เเรกๆๆก้อ เเค่ อาจารย์ ให้ ดู เเต่ พอดูเเร้ววว
เป็นหนัง ชั้นเยี่ยมม หาดูยาก
#1 By นายี (203.131.208.115) on 2010-01-04 14:42